15 ม.ค. เวลา 08:53 • สุขภาพ

เชื้อราที่เล็บรักษาอย่างไร?

ทำไม “ยาทา” อาจไม่เพียงพอ และบางกรณีจึงจำเป็นต้อง “กินยา”
เชื้อราที่เล็บ: ปัญหาที่มากกว่าความสวยงาม
เชื้อราที่เล็บ (onychomycosis) คือภาวะติดเชื้อราที่แผ่นเล็บ ใต้เล็บ หรือรากเล็บ (nail matrix) ซึ่งอาจทำให้เล็บหนา เหลือง ขุ่น เปราะ แตกเป็นผง หรือหลุดลอกออกจากเนื้อเล็บได้ ภาวะนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามเท่านั้น เพราะบางรายอาจมีอาการเจ็บ เดินไม่สะดวก เล็บขบ หรือเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ
ก่อนรักษา ควรยืนยันว่าเป็นเชื้อราก่อน
เล็บที่ผิดปกติไม่ได้หมายความว่าเป็นเชื้อราเสมอไป โรคอื่น ๆ เช่น สะเก็ดเงินที่เล็บ (nail psoriasis), การบาดเจ็บ หรือผื่นเรื้อรัง ก็อาจทำให้เล็บเปลี่ยนลักษณะได้เช่นกัน
มีข้อมูลว่า เชื้อราเป็นสาเหตุของเล็บผิดรูป (nail dystrophy) ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีอาการเท่านั้น
เนื่องจากการรักษาอาจต้องใช้เวลานาน และยาบางชนิดอาจมีข้อควรระวัง แพทย์จึงมักแนะนำให้ตรวจยืนยันก่อนเริ่มรักษา วิธีที่ใช้บ่อย ได้แก่:
* การตรวจด้วย KOH (นำเศษเล็บหรือขุยใต้เล็บไปส่องกล้อง)
* การเพาะเชื้อรา
* การย้อมสีชิ้นเล็บ (เช่น PAS stain) หรือการตรวจ PCR ในบางกรณี
2) หลักการรักษาโดยรวม: เลือกรูปแบบการรักษาตามความรุนแรงและตำแหน่งของเชื้อ
การเลือกใช้ยาทาหรือยารับประทานในการรักษาเชื้อราที่เล็บขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะระดับความรุนแรงของโรค พื้นที่ที่เชื้อราลุกลาม และตำแหน่งที่เชื้ออยู่
โดยทั่วไป แนวทางการเลือกใช้ยาแบ่งได้ดังนี้:
* ยาทา เหมาะกับกรณีที่โรคยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ไม่ลุกลามลึก เป็นเพียงบางเล็บ หรือในรายที่ใช้เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
* ยารับประทาน มักเหมาะกับกรณีที่เชื้อราลุกลามมาก หลายเล็บ มีการติดเชื้อถึงรากเล็บ หรือเคยใช้ยาทาแล้วไม่ตอบสนอง
ตัวอย่างเกณฑ์ที่มักใช้พิจารณา
(เรียบเรียงจากข้อมูลบทความทบทวนหลักฐาน)
มักพิจารณา “ยาทา” ในกรณี:
* เป็นเชื้อราที่อยู่ตื้นบนผิวเล็บ หรืออยู่ในระยะเริ่มต้น
* พื้นที่ที่ติดเชื้อไม่มาก (เช่น < 50% ของแผ่นเล็บ) และไม่ลุกลามถึงรากเล็บ (nail matrix)
* เป็นไม่เกินประมาณ 3 เล็บ
* ใช้ในบริบทของการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ (reinfection)
มักพิจารณา “ยารับประทาน” ในกรณี:
* เป็นชนิดที่ลึกหรือรุนแรง เช่น proximal subungual หรือ total dystrophic
* พื้นที่ที่ติดเชื้อมาก (≥ 50% ของแผ่นเล็บ) และ/หรือ ลุกลามถึงรากเล็บ
* มีหลายเล็บที่ได้รับผล (มากกว่า 3 เล็บ)
* เคยใช้ยาทารักษาต่อเนื่อง (เช่น 6 เดือน) แล้วอาการไม่ดีขึ้น
3) ทำไม “ยาทา” บางครั้งอาจไม่เพียงพอในการรักษาเชื้อราที่เล็บ?
แม้ยาทาจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยในหลายกรณี แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้ผลการรักษาไม่เต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อตำแหน่งของเชื้อหรือโครงสร้างของเล็บเป็นอุปสรรค
3.1 โครงสร้างเล็บเป็นอุปสรรคต่อการดูดซึมของยา
แผ่นเล็บมีลักษณะเป็นโครงสร้างเคราตินที่แข็งและหนา ซึ่งทำหน้าที่เสมือน "กำแพงธรรมชาติ" ที่ขวางการซึมผ่านของยา ทำให้ตัวยาไม่สามารถแทรกไปถึงบริเวณที่มีเชื้ออยู่ได้ดี โดยเฉพาะเมื่อเชื้ออยู่ใต้เล็บหรือรากเล็บ (nail matrix)
3.2 เชื้อมักไม่ได้อยู่แค่ที่ผิว
ในทางคลินิกพบว่า เชื้อรามักซ่อนอยู่ลึกลงไปบริเวณใต้เล็บ เตียงเล็บ หรือรากเล็บ มากกว่าจะอยู่บนผิวเล็บชั้นนอก ยาทาหลายชนิดออกฤทธิ์ดีบนผิว แต่เมื่อเชื้ออยู่ลึก การทายาเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถเข้าถึงจุดที่ต้องการได้
3.3 เล็บหนา หรือมีเศษสะสมใต้เล็บ
การติดเชื้อรามักทำให้เล็บหนาและมีเคราตินสะสมใต้เล็บมากขึ้น โครงสร้างเหล่านี้ทำหน้าที่คล้าย “ฉนวน” ที่ป้องกันไม่ให้ยาเข้าถึงได้ แพทย์จึงมักแนะนำให้ตัดแต่งเล็บ ขูดเล็บ หรือทำให้เล็บบางลงร่วมกับการใช้ยา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของยาทา
3.4 ต้องใช้เวลานานจึงเห็นผล
แม้เชื้อจะถูกกำจัดแล้ว แต่เล็บที่ถูกทำลายจะไม่ฟื้นตัวทันที ต้องรอให้เล็บใหม่งอกขึ้นมาแทน ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน โดยเฉพาะในเล็บเท้าที่โตช้ากว่าเล็บมือ
3.5 ยาบางชนิดไม่ได้ออกแบบมาสำหรับเล็บ
ตัวอย่างที่พบได้คือ การใช้ครีม terbinafine ซึ่งเป็นยาสำหรับเชื้อราผิวหนัง เช่น กลาก หรือฮ่องกงฟุต มาทาที่เล็บ ทั้งที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ซึมผ่านแผ่นเล็บได้ สมาคมแพทย์ผิวหนังของสหรัฐฯ (AAD) ได้ระบุว่า ครีม terbinafine ที่ใช้กับผิวหนังไม่เหมาะสำหรับรักษาเชื้อราที่เล็บ
4) ยาทาเล็บ: เหมาะกับใคร และควรคาดหวังผลอย่างไร
ยาทาเล็บถือเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับรักษาเชื้อราที่เล็บ โดยมีข้อดีคือ ผลข้างเคียงต่อร่างกายต่ำ และมีปฏิกิริยาระหว่างยาน้อยกว่ายารับประทาน อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วประสิทธิภาพต่ำกว่า และจำเป็นต้องใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ตัวอย่างยาทาเล็บที่ใช้ในทางคลินิก
(ชนิดยาและการเข้าถึงขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ)
* Ciclopirox 8% nail lacquer
ในบางแหล่งข้อมูลระบุว่าสามารถใช้ได้ตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป
* Efinaconazole 10% solution และ Tavaborole 5% solution
เอกสารจาก American Academy of Dermatology (AAD) ระบุว่า FDA อนุมัติสำหรับการรักษาเชื้อราที่เล็บเท้าในผู้ป่วยอายุ 6 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปต้องทาต่อเนื่องนานเกือบ 1 ปี
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ “ความคาดหวัง”
ข้อมูลจากเอกสารให้ความรู้ผู้ป่วยของ British Association of Dermatologists ระบุว่า:
* โอกาสหายขาดจากการใช้ยาทาอย่างเดียวอยู่ในช่วงประมาณ 15–30%
* ในกรณีของเล็บเท้า อาจต้องใช้ยา ต่อเนื่อง 4–12 เดือน จึงเริ่มเห็นผล
การตัดแต่งเล็บ หรือช่วยลดความหนาของเล็บร่วมกับการใช้ยา อาจช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จของการรักษาได้
5) ทำไม “ยากิน” จึงมักได้ผลดีกว่ายาทา?
หลักการสำคัญ ของการใช้ยากิน (systemic therapy) คือ ตัวยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด แล้วกระจายไปยังเนื้อเยื่อใต้แผ่นเล็บ รวมถึงรากเล็บ (nail matrix) ซึ่งเป็นบริเวณที่เชื้อรามักอยู่ ยากินจึงสามารถเข้าถึงจุดที่เชื้อซ่อนอยู่ได้ดีกว่ายาทา โดยเฉพาะในกรณีที่การติดเชื้ออยู่ลึกหรือเกี่ยวข้องกับโครงสร้างภายในของเล็บ
หลักฐานทางวิชาการที่สนับสนุน
* บททบทวนเชิงระบบ (systematic review) โดย Cochrane พบว่า
ยารับประทานกลุ่ม terbinafine และ azoles (เช่น itraconazole) มีประสิทธิภาพเหนือกว่ายาหลอกทั้งในแง่ของการกำจัดเชื้อ (mycological cure) และการฟื้นฟูรูปลักษณ์ของเล็บ (clinical cure) โดยรวม terbinafine ให้ผลการรักษาที่ดีกว่า azoles ในขณะที่ความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่รายงานนั้นใกล้เคียงกันในหลายการศึกษา
* บททบทวนของ American Academy of Family Physicians (AAFP)
สรุปว่า terbinafine แบบรับประทานมักเป็นตัวเลือกแรกที่แนะนำ เนื่องจากให้ผลการรักษาที่ดีและใช้ระยะเวลาสั้นกว่าการใช้ยาทาโดยลำพัง
อย่างไรก็ตาม การใช้ยากินมีข้อควรระวัง
แม้ยากินจะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็มี “ราคา” ที่ต้องพิจารณาในแง่ความปลอดภัย ได้แก่:
* การทำงานของตับ
อาจมีแนวทางที่แนะนำให้ตรวจการทำงานของตับก่อนเริ่มยา และพิจารณาติดตามเป็นระยะตามดุลยพินิจของแพทย์
* ปฏิกิริยาระหว่างยา
ยารับประทานบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยาประจำตัวอื่น ๆ เช่น ยากลุ่มต้านเศร้าบางชนิด (antidepressants), beta blockers หรือ tamoxifen จึงควรแจ้งรายการยาที่ใช้อยู่ทั้งหมดให้แพทย์ทราบก่อนเริ่มการรักษา
* การใช้ในเด็ก/วัยรุ่น
เอกสารของ AAFP ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มียารับประทานสำหรับ onychomycosis ที่ได้รับการอนุมัติโดยตรงจาก FDA สำหรับเด็ก การใช้ terbinafine หรือ itraconazole ในเด็กจึงถือเป็นการใช้แบบ off-label และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
6) เทคนิคที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา
(ทั้งในกรณีใช้ยาทาและยารับประทาน)
เพื่อให้การรักษาเชื้อราที่เล็บได้ผลดีขึ้น การดูแลร่วมเสริมหลายประการสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการตอบสนองต่อยาได้
● การตัดเล็บ ลดความหนา หรือขูดเล็บอย่างเหมาะสม
ช่วยให้ยาสามารถสัมผัสกับบริเวณที่มีเชื้อได้มากขึ้น และลดชั้นของเนื้อเล็บที่ทำหน้าที่เป็น “กำแพง” ขวางการดูดซึมของตัวยา โดยเฉพาะในกรณีที่เล็บหนา
● ทำให้เล็บนิ่มลงก่อนใช้ยาทา
American Academy of Dermatology (AAD) ระบุว่า การทำให้เล็บที่หนานิ่มลง เช่น การใช้ครีมหรือขี้ผึ้งยูเรียความเข้มข้น 40% (ตามคำแนะนำของแพทย์) อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาทาได้
● รักษาเชื้อราบริเวณผิวหนังร่วมด้วย (ถ้ามี)
หากมีการติดเชื้อราที่ผิวหนังบริเวณเท้าหรือซอกนิ้วร่วมด้วย ควรได้รับการรักษาไปพร้อมกัน เพื่อลดความเสี่ยงของการติดซ้ำที่เล็บ
แนวทางการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำที่มักแนะนำ ได้แก่
* หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าในที่สาธารณะ
* รักษาความสะอาดรองเท้าและถุงเท้า
ทั้งนี้ การกลับมาเป็นซ้ำของเชื้อราที่เล็บพบได้ประมาณ 25% ของผู้ป่วย
7) สัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรชะลอการรักษา
มีหลายสถานการณ์ที่การดูแลตนเองอาจไม่เพียงพอ และควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหรือปรับแผนการรักษา เช่น
* เล็บมีอาการเจ็บ บวม แดง มีหนอง หรือสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
* ภาวะรุนแรง เช่น เป็นหลายเล็บ หนาและผิดรูปมาก หรือเล็บเริ่มหลุด
* มีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือดส่วนปลาย หรือภูมิคุ้มกันต่ำ
* ใช้ยาทาตามคำแนะนำมาเป็นระยะเวลานานแล้วยังไม่ดีขึ้น
* ไม่แน่ใจว่าเป็นเชื้อราหรือโรคอื่น เช่น สะเก็ดเงิน หรือปัญหาภูมิแพ้ผิวหนัง
(เพราะหากรักษาผิดทาง อาจเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย)
โฆษณา