15 ม.ค. เวลา 12:00 • ธุรกิจ

ลาก่อน Siri โง่ๆ? เมื่อ Apple ตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้สมองของ Google Gemini แทน

ในโลกของธุรกิจ มักมีคำกล่าวที่ว่า “ศัตรูของศัตรู คือมิตร”
แต่ในบางครั้ง ศัตรูที่เคยขับเคี่ยวกันมาอย่างยาวนาน ก็อาจกลับกลายมาเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นที่สุดได้ หากผลประโยชน์นั้นลงตัว…
ย้อนกลับไปเมื่อกว่าทศวรรษที่แล้ว ในช่วงที่ Steve Jobs ยังมีชีวิตอยู่ เขาเคยมีความโกรธแค้นต่อ Google อย่างรุนแรง
ถึงขนาดที่เคยประกาศก้องว่าจะทำ “Thermonuclear war” หรือสงครามนิวเคลียร์ใส่ Google
เพราะเขามองว่าระบบปฏิบัติการ Android นั้น เป็นการขโมยความคิดและลอกเลียนแบบ iPhone
ภาพจำในวันนั้น ทำให้พวกเราเชื่อมาตลอดว่า Apple และ Google คือเส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบกันได้ สองยักษ์ใหญ่แห่ง Silicon Valley ที่ยืนอยู่คนละฝั่งของกำแพง
ฝั่งหนึ่งคือ Apple ผู้สร้าง “Walled Garden” หรือสวนที่มีกำแพงล้อมรอบ เน้นความเป็นส่วนตัวและระบบปิดที่สมบูรณ์แบบ
อีกฝั่งคือ Google เจ้าแห่งข้อมูลและอินเทอร์เน็ต ผู้ที่ต้องการเชื่อมต่อข้อมูลของคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน
แต่ใครจะไปเชื่อว่า ในปี 2026 กำแพงที่เคยสูงตระหง่านนั้นกำลังจะถูกทลายลง ด้วยการจับมือกันของสองยักษ์ใหญ่นี้ เพื่อก้าวเข้าสู่สมรภูมิใหม่ที่มีชื่อว่า AI…
เรื่องราวนี้เริ่มต้นจากความพยายามที่ยังไม่สมบูรณ์ของ Apple ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา
พวกเราคงจำกันได้ดี ในวันที่ Apple ประกาศเปิดตัว Apple Intelligence เป็นครั้งแรก ท่ามกลางความคาดหวังของสาวกทั่วโลก
ในวันนั้น Apple ได้วาดฝันให้เราเห็นภาพของ Siri ยุคใหม่ ที่จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ช่วยสั่งงานด้วยเสียงธรรมดา
แต่จะกลายเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่เข้าใจบริบทของชีวิตเราอย่างลึกซึ้ง
พวกเขาพยายามชูจุดเด่นเรื่องการประมวลผลแบบ On-device หรือการทำงานบนตัวเครื่อง
เพื่อเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่เหนือกว่าคู่แข่ง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเป็นจริงกลับไม่สวยหรูเหมือนภาพฝัน…
การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI ของ Apple ดูเหมือนจะสะดุดขาตัวเอง
ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจริงกลับไม่ได้สร้างความรู้สึก “ว้าว” หรือเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนได้เหมือนตอนที่โลกได้รู้จักกับ Chat GPT
หลายคนยังคงรู้สึกว่า Siri ไม่ได้ฉลาดขึ้นอย่างที่คุยไว้ การสื่อสารที่ผิดพลาด หรือการตอบคำถามง่าย ๆ ไม่ได้ ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก
ความล้มเหลวในการสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหล ทำให้ผู้บริโภคเริ่มเกิดคำถามว่า Apple กำลังตามหลังคู่แข่งอยู่หรือไม่
ในขณะที่โลกภายนอกกำลังวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วแสง ทั้ง OpenAI ที่พัฒนาโมเดลใหม่อย่างต่อเนื่อง และ Google ที่เร่งเครื่องพัฒนา Gemini อย่างบ้าคลั่ง
Apple กลับดูเหมือนคนหลงทาง ที่จะก้าวไปข้างหน้าก็กลัวเรื่อง Privacy จะถอยหลังก็ไม่ได้ เพราะเทรนด์โลกเปลี่ยนไปแล้ว
ความสับสนนี้เอง คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้บริหารระดับสูงของ Apple ต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์ใหม่อีกครั้ง
พวกเขารู้ดีว่า ลำพังแค่เทคโนโลยีที่ซุ่มพัฒนาเองภายในบริษัท อาจไม่เพียงพอที่จะไล่ตามคู่แข่งได้ทันในเวลาอันสั้น
Apple ต้องการทางลัด…
และทางลัดที่ดีที่สุด ก็ดันอยู่ในมือของคู่รักคู่แค้นอย่าง Google
ดีลประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือแบบ “Multi-year partnership” ที่ Apple ตัดสินใจนำ Google Gemini เข้ามาเป็นหัวใจสำคัญของระบบ
เปรียบเสมือนการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจครั้งใหญ่ ให้กับร่างกายที่สวยงามอย่าง iPhone
เดิมที Apple พยายามสร้างเครื่องยนต์ AI ของตัวเอง แต่เมื่อพบว่ามันยังแรงไม่พอและกินทรัพยากรมากเกินไป
การหันไปหยิบยืมเครื่องยนต์ V12 เทอร์โบ อย่าง Gemini มาวางลงในบอดี้ของ iPhone จึงเป็นทางออกที่สมเหตุสมผลที่สุด
แม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขมูลค่าของดีลนี้อย่างเป็นทางการ แต่นักวิเคราะห์ต่างประเมินกันว่า มันอาจมีมูลค่าสูงถึงหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไม Apple ถึงเลือก Google? ทำไมไม่เลือก OpenAI ที่เป็นพันธมิตรเดิมที่เคยเอา Chat GPT มาแปะไว้ใน Siri
คำตอบอยู่ที่ “โครงสร้างพื้นฐาน” หรือ Infrastructure ที่แข็งแกร่ง
ต้องยอมรับว่า Google คือเจ้าแห่งอินเทอร์เน็ตที่ครองโลกมานานกว่า 25 ปี
พวกเขามี Data Center กระจายอยู่ทั่วโลก มีสายเคเบิลใต้น้ำเป็นของตัวเอง และมีประสบการณ์ในการรองรับผู้ใช้งานหลักพันล้านคน
ที่สำคัญคือ Google Gemini มีอัตราการพัฒนาที่รวดเร็วมาก ทีมงานของ Google สามารถอัปเดตโมเดลใหม่ ๆ ได้แทบจะรายสัปดาห์
Apple มองเห็นแล้วว่า หากต้องการให้ Siri กลับมาเป็นผู้นำ จำเป็นต้องมีรากฐานที่มั่นคงและทรงพลังที่สุดมาคอยหนุนหลัง
ในทางเทคนิค สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่การโหลดแอปพลิเคชันมาลงเครื่อง แต่เป็นการฝัง Gemini ลงไปเป็น “Foundation Model” ของระบบปฏิบัติการ iOS
นั่นหมายความว่า นับจากนี้ไป Siri ที่เราคุ้นเคย จะถูกขับเคลื่อนด้วยสมองกลของ Google
ระบบเก่าที่ Apple ใช้มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของ Siri จะถูกโละทิ้ง และแทนที่ด้วยความฉลาดล้ำลึกของ Gemini โดยที่ผู้ใช้งานอย่างเราอาจไม่ทันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของหน้าตาภายนอก
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และการตอบสนองที่แม่นยำขึ้น
แน่นอนว่า เมื่อพูดถึง Google หลายคนย่อมกังวลเรื่องข้อมูลส่วนตัว
Apple เองก็ตระหนักในข้อนี้ดี จึงได้วางเงื่อนไขที่เข้มงวดที่สุดในการเจรจา
รูปแบบการทำงานจะเป็นลักษณะ Hybrid คือผสมผสานระหว่างการประมวลผลบนเครื่อง และการส่งข้อมูลขึ้น Cloud
สำหรับงานพื้นฐานทั่วไป ชิปประมวลผลบน iPhone จะรับหน้าที่จัดการเอง โดยข้อมูลจะไม่รั่วไหลออกไปภายนอก
แต่สำหรับงานที่ซับซ้อนและต้องใช้คลังความรู้มหาศาล ระบบจะส่งข้อมูลไปให้ Gemini ช่วยประมวลผล
จุดที่น่าสนใจคือ ข้อมูลที่ส่งไปนั้น จะถูกทำให้ระบุตัวตนไม่ได้ และ Google จะไม่มีสิทธิ์บันทึกหรือนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ฝึกฝน AI ของตัวเองต่อ
นี่คือข้อตกลงที่แสดงให้เห็นว่า Apple ยังคงกุมอำนาจในการต่อรอง และยึดมั่นในจุดยืนเรื่อง Privacy ของลูกค้าเป็นสำคัญ
ส่วน Chat GPT ที่เคยเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาก่อนหน้านี้ ก็ไม่ได้หายไปไหน
แต่จะถูกลดบทบาทลงไปเป็นเหมือนที่ปรึกษาเฉพาะทาง สำหรับคำถามที่ต้องใช้การให้เหตุผลขั้นสูง หรือ Advanced reasoning
วิสัยทัศน์ของ Apple ในตอนนี้ คือการวางตัวเป็น “AI Platform Agnostic” หรือแพลตฟอร์มที่เป็นกลาง ไม่ผูกติดกับค่ายใดค่ายหนึ่ง
ขอเพียงแค่ส่งมอบคำตอบที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งานได้ ไม่ว่าคำตอบนั้นจะมาจากสมองของ Google หรือ OpenAI ก็ตาม
หากมองในมุมของธุรกิจ ดีลนี้ถือว่าเป็น Win-Win Solution สำหรับทุกฝ่าย
Apple คือผู้ชนะ เพราะสามารถปิดจุดอ่อนเรื่อง AI ได้ในทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก
พวกเขาสามารถรักษาฐานลูกค้าที่จงรักภักดีเอาไว้ได้ ด้วยการมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องเสี่ยงให้ลูกค้าหนีไปใช้ Android
ในขณะเดียวกัน Google ก็น่าจะเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่กว่า
การได้เข้าไปฝังตัวอยู่ใน iPhone ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีผู้ใช้งานระดับพรีเมียมมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงลิ่ว
เท่ากับว่า Google จะมีช่องทางในการเข้าถึงผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล
แม้จะไม่ได้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้โดยตรง แต่ Google จะได้รับสิ่งที่ล้ำค่าไม่แพ้กัน นั่นคือ “Trend Data” หรือข้อมูลแนวโน้มความสนใจของผู้คนแบบ Real-time
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ Google พัฒนา Gemini ให้ฉลาดขึ้น เร็วขึ้น และเข้าใจมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้นไปอีก
เป็นการตอกย้ำสถานะของ Google ในฐานะกระดูกสันหลังของโลกอินเทอร์เน็ต ที่ไม่ว่าใครก็ขาดไม่ได้…
สำหรับผู้บริโภคอย่างเรา นี่คือข่าวดีที่เราจะได้เห็น Siri ที่ฉลาดสมชื่อสักที
เราจะได้เลิกหงุดหงิดกับการที่ผู้ช่วยส่วนตัวไม่เข้าใจคำสั่งง่าย ๆ หรือทำได้เพียงแค่ตั้งนาฬิกาปลุก
แต่เรื่องราวทั้งหมดนี้ ก็สะท้อนให้เห็นปรัชญาการดำเนินธุรกิจของ Apple ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
1
Apple ไม่เคยรีบร้อนที่จะเป็น “First Mover” หรือผู้ริเริ่มคนแรกในตลาด
ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหน้าจอ 120Hz พอร์ต USB-C หรือแม้แต่การปรับแต่งหน้าจอ Widget ที่คู่แข่งทำได้มาเป็นสิบปี
Apple มักจะรอ… รอจนกว่าเทคโนโลยีจะสุกงอม รอจนกว่าจะหาจังหวะที่เหมาะสม และรอจนกว่าจะมั่นใจว่าจะทำออกมาได้ดีที่สุด
ในวงการเทคโนโลยี การเป็นคนแรกอาจเท่ แต่การเป็น “คนทำให้ดีที่สุด” หรือ Best Implementer อาจสำคัญกว่าในระยะยาว
การยอมจับมือกับ Google ในครั้งนี้ คือบทพิสูจน์ว่า Apple ยอมลดทิฐิ และมองความเป็นจริงอย่างตรงไปตรงมา
พวกเขายอมรับว่าในเกมของ AI ตนเองไม่ใช่ผู้นำ และการดันทุรังทำเองทั้งหมดอาจไม่ใช่คำตอบ
การยืมจมูกคนอื่นหายใจ เพื่อแลกกับความอยู่รอดและความเป็นเลิศของผลิตภัณฑ์ จึงเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาด
ในอนาคตอันใกล้ เราอาจได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอีกมากมาย จากการหลอมรวมกันของฮาร์ดแวร์ที่แข็งแกร่งที่สุด และซอฟต์แวร์ที่ชาญฉลาดที่สุด
ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร ดีลนี้ก็ได้จารึกหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับวงการไอทีเป็นที่เรียบร้อย
และมันกำลังบอกเราว่า ในโลกที่เทคโนโลยีหมุนเร็วยิ่งกว่าพายุ การปรับตัวและหาพันธมิตรที่ถูกต้อง คือกุญแจสำคัญของการอยู่รอด
แม้ว่าพันธมิตรคนนั้น จะเคยเป็นศัตรูที่เกลียดกันเข้าไส้มาก่อนก็ตาม…
References : [bloomberg, theverge, 9to5mac, macrumors, cnbc, techcrunch]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/goodbye-stupid-siri/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา