16 ม.ค. เวลา 02:00 • ธุรกิจ

10 ปีเปลี่ยนโลก จีนเอาชนะเยอรมันในสงครามโซลาร์เซลล์ได้อย่างไร?

หากเราย้อนเวลากลับไปในช่วงเริ่มต้นของศตวรรษที่ 21 ภาพจำของเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างแผงโซลาร์เซลล์ไม่ได้อยู่ที่ประเทศจีน
ในเวลานั้น หากพูดถึงผู้นำด้านพลังงานแสงอาทิตย์ โลกจะหันไปมองประเทศอย่างญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เยอรมนี”
รู้ไหมว่าในปี 2003 ส่วนแบ่งการตลาดในอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ของจีนมีอยู่เพียงแค่ประมาณ 3% เท่านั้น เรียกว่าเป็นเพียงตัวประกอบเล็กๆ ในเวทีโลกที่แทบไม่มีใครสนใจ…
แต่เรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อกลับเกิดขึ้นในเวลาต่อมา เพราะใช้เวลาเพียงไม่ถึง 10 ปี จากตัวประกอบที่มีส่วนแบ่งแค่หยิบมือ จีนกลับพลิกเกมขึ้นมาเป็นผู้คุมกฎ
ภายในปี 2013 จีนกวาดส่วนแบ่งการผลิตโซลาร์เซลล์ไปถึง 60% ของโลก และครองความเป็นเจ้าตลาดแบบเบ็ดเสร็จมาจนถึงทุกวันนี้
ในขณะที่แชมป์เก่าจากยุโรปต้องทยอยล้มหายตายจาก หรือถูกขายกิจการให้กับต่างชาติ
คำถามที่น่าสนใจคือ จีนทำได้อย่างไร?
ทำไมประเทศที่เคยตามหลังถึงก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง และทำไมบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าจากเยอรมนีถึงพ่ายแพ้จนต้องล้มละลาย
ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้ว จีนไม่ได้เพิ่งมารู้จักโซลาร์เซลล์เอาตอนหลัง
พวกเขาเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีนี้มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 50 แล้ว โดยสถาบันวิจัยอย่าง Chinese Academy of Sciences ได้พัฒนาผลึกเดี่ยวสำหรับโซลาร์เซลล์ขึ้นมาได้สำเร็จ
และในปี 1971 ประเทศจีนก็นำแผงโซลาร์ที่พัฒนาเองไปติดบนดาวเทียมอวกาศได้แล้วด้วยซ้ำ
แต่ปัญหาคือ ในยุคนั้นโซลาร์เซลล์เป็นของแพงระยับ และถูกจำกัดการใช้งานอยู่แค่ในพื้นที่เฉพาะทางมากๆ เช่น ในสถานีอวกาศ หรือเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ทุรกันดารที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง
พอจีนเข้าสู่ยุคปฏิวัติวัฒนธรรมและตามด้วยภาวะเศรษฐกิจซบเซา การพัฒนาก็หยุดชะงักไป เพราะมันไม่มีแรงจูงใจทางธุรกิจ
ใครจะกล้าลงทุนทำของที่ต้นทุนแพงกว่าถ่านหินหรือน้ำมันหลายสิบเท่าตัว ถ้าไม่มีคนซื้อ ของดีแค่ไหนก็ขายไม่ได้…
จุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ ไม่ได้เริ่มที่ปักกิ่ง แต่เริ่มที่เบอร์ลิน
1
ในปี 1991 รัฐบาลเยอรมันต้องการปฏิวัติวงการพลังงาน จึงเริ่มโครงการเงินอุดหนุนที่เรียกว่า Feed-in Tariff
อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ รัฐบาลประกาศว่า ใครก็ตามที่ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ลม หรือน้ำได้ รัฐจะรับซื้อไม่อั้น
แถมยังรับซื้อในราคาที่แพงกว่าราคาตลาดถึง 4 เท่า และการันตีราคานี้ให้นานถึง 20 ปี
พอนโยบายนี้ออกมา มันก็เหมือนกับการเปิดขุมทรัพย์ ใครๆ ก็อยากทำโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
เพราะทำแล้วกำไรแน่นอน ความต้องการแผงโซลาร์ในยุโรปจึงพุ่งกระฉูดแบบฉุดไม่อยู่
และนี่คือจุดกำเนิดของดาวรุ่งพุ่งแรงจากเยอรมนีที่ชื่อว่า Q-Cells
Q-Cells ก่อตั้งขึ้นปลายปี 1999 ในเมือง Thalheim ห่างจากกรุงเบอร์ลินไม่มาก เริ่มต้นด้วยพนักงานเพียงแค่ 19 คน
แต่ด้วยความต้องการที่มหาศาลจากนโยบายรัฐ เพียงแค่ 8 เดือน โรงงานแรกของพวกเขาก็คืนทุนและทำยอดขายถล่มทลาย
บริษัทเติบโตเร็วมาก จนในปี 2004 พวกเขามีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 4 ของโลก ตามหลังยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง Sharp และ Kyocera
สิ่งที่ทำให้ Q-Cells พิเศษคือ “นวัตกรรม”
พวกเขาเน้นการวิจัยและพัฒนาอย่างหนัก จนสามารถผลิตโซลาร์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า 15% ได้เป็นรายแรกๆ ของยุโรป
บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีมูลค่าบริษัททะลุพันล้านดอลลาร์ และได้รับรางวัลมากมายในฐานะนายจ้างดีเด่น
สินค้าของพวกเขาแปะป้าย Made in Germany ซึ่งในเวลานั้นมันคือเครื่องหมายการันตีคุณภาพที่ทั่วโลกเชื่อถือ
ดูเหมือนว่าเยอรมนีจะนอนมาในเกมนี้ เพราะมีทั้งเทคโนโลยี มีทั้งตลาดในบ้าน และมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง
แต่ในขณะที่งานเลี้ยงในเยอรมนีกำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก ทางฝั่งจีนก็เริ่มเห็นโอกาสทอง
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก หรือ WTO ในช่วงปลายปี 2001
การเข้า WTO เปรียบเสมือนการเปิดประตูเขื่อน สินค้าจีนสามารถส่งออกไปทั่วโลกได้ง่ายขึ้น และนี่คือจังหวะที่ผู้ประกอบการจีนเริ่มขยับตัว…
ต้องเล่าให้เห็นภาพก่อนว่า ในอุตสาหกรรมโซลาร์ มันมีห่วงโซ่อุปทาน หรือ Value Chain หลายขั้นตอน
ตั้งแต่การเอาซิลิคอนมาทำให้บริสุทธิ์ การตัดเป็นแผ่นเวเฟอร์ การทำเป็นเซลล์ และการประกอบเป็นแผง
ความลับทางธุรกิจข้อหนึ่งคือ คนที่รวยที่สุดในวงการนี้ มักจะเป็นคน “ต้นน้ำ” ที่ขายวัตถุดิบหายาก กับคน “ปลายน้ำ” ที่เป็นคนติดตั้งโรงไฟฟ้า
ส่วนคนตรงกลางที่รับหน้าที่ “ผลิตแผง” นั้น เป็นส่วนที่กำไรบางเฉียบที่สุด
แต่สำหรับจีน การเข้าสู่ธุรกิจผลิตแผงโซลาร์เซลล์นั้นกลับทำได้ง่ายมาก
เพราะเทคโนโลยีการผลิตแผงโซลาร์ ไม่ได้เป็นความลับขั้นสุดยอดเหมือนการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้ความรู้อันซับซ้อน
เครื่องจักรที่ทันสมัยที่สุดมีขายทั่วไปในท้องตลาด และตลกร้ายก็คือ เครื่องจักรส่วนใหญ่ก็ผลิตมาจากเยอรมนีนั่นแหละ
ผู้ประกอบการจีนใช้วิธีที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือ กู้เงิน ซื้อเครื่องจักรเยอรมัน แล้วจ้างคนจีนทำงาน
ด้วยค่าแรงที่ถูกกว่า และการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนที่มองการณ์ไกลว่าพลังงานสะอาดคืออนาคต
บริษัทจีนจึงสามารถผลิตแผงโซลาร์ที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับเยอรมนี แต่ราคาถูกกว่าได้ถึง 20%
เงินทุนจากอเมริกาก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก
ในช่วงนั้น นักลงทุนใน Wall Street กำลังเห่อหุ้นเทคโนโลยีพลังงานสะอาด บริษัทโซลาร์จีนอย่าง Suntech, Trina และ Yingli Green Energy พาเหรดกันเข้าตลาดหุ้นอเมริกา
พวกเขาระดมทุนได้มหาศาล ทำให้มีกระสุนดินดำพร้อมที่จะกลับมาขยายโรงงานและทำสงครามราคา
เมื่อจีนกระโดดลงมาเล่นในสนามด้วยกำลังการผลิตมหาศาล สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ราคาแผงโซลาร์เริ่มถูกลง
แต่มันไม่ได้ราบรื่นขนาดนั้น เพราะในช่วงปี 2006-2008 เกิดปัญหาน่าปวดหัวที่วัตถุดิบต้นน้ำ
วัตถุดิบสำคัญในการผลิตโซลาร์เซลล์คือ Polysilicon
ซิลิคอนบริสุทธิ์สูงพวกนี้ผลิตยากมาก และตอนนั้นมีแค่ไม่กี่บริษัทในโลกที่ทำได้ คือบริษัทในเยอรมนี ญี่ปุ่น และอเมริกา
พอความต้องการแผงโซลาร์เยอะ แต่สารตั้งต้นมีน้อย ราคา Polysilicon เลยพุ่งจากกิโลกรัมละ 30 ดอลลาร์ ไปแตะระดับ 300 ดอลลาร์
ลองนึกภาพต้นทุนวัตถุดิบพุ่งขึ้น 10 เท่า…
บริษัทจีนที่รับผลิตแผงต้องแบกรับต้นทุนมหาศาล จะไปขอซื้อเทคโนโลยีผลิต Polysilicon จากฝรั่ง เขาก็ไม่ขายให้ เพราะเขากำลังกินกำไรส่วนต่างตรงนี้จนพุงกาง
บริษัทจีนอย่าง Yingli พยายามสู้ด้วยการลงทุนสร้างโรงงาน Polysilicon เอง โดยร่วมทุนกับบริษัทอเมริกัน แต่นั่นกลายเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดในเวลาต่อมา
เพราะในปี 2008 วิกฤตการเงินโลก หรือ Global Financial Crisis ก็ระเบิดขึ้น
เศรษฐกิจโลกพังทลาย รัฐบาลในยุโรปที่เคยกระเป๋าหนัก จ่ายเงินอุดหนุนค่าไฟไม่อั้น เริ่มถังแตก และสิ่งแรกที่พวกเขาทำคือการตัดลดงบประมาณ
เมื่อ “เงินอุดหนุนหายไป” ความต้องการติดตั้งแผงโซลาร์ก็หดตัวลงทันที
สิ่งที่ตามมาคือหายนะของคนที่มีของสต็อกอยู่เต็มโกดัง
ราคา Polysilicon ที่เคยพุ่งไป 300 ดอลลาร์ ร่วงกราวรูดกลับลงมาเหลือไม่กี่สิบดอลลาร์ โรงงานที่ลงทุนสร้างไปมหาศาลกลายเป็นหนี้สินรุงรัง
ช่วงเวลานี้เปรียบเสมือนลานประหารของบริษัทโซลาร์ทั่วโลก
Suntech ดาวรุ่งของจีน ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้กว่า 500 ล้านดอลลาร์ และต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย
Solyndra ความหวังของอเมริกา ล้มละลาย ทำเอารัฐบาลสหรัฐฯ สูญเงินไปกว่า 500 ล้านดอลลาร์
แต่คนที่เจ็บหนักที่สุด จนถึงขั้นเสียชีวิตในสงครามนี้ คือบริษัทเยอรมัน
Q-Cells อดีตแชมป์เปี้ยนที่เคยรุ่งโรจน์ ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับจีนได้เลย
แม้จีนจะเจ็บจากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่จีนมีความยืดหยุ่นกว่า ปรับตัวเร็วกว่า และที่สำคัญคือสายป่านยาวกว่าจากการสนับสนุนของภาครัฐในระยะยาว
บริษัทเยอรมันทยอยล้มละลายกันเป็นโดมิโน Solon, Solar Millennium และสุดท้ายในปี 2012 Q-Cells ก็ต้องประกาศล้มละลาย ปิดตำนานเจ้าตลาดโซลาร์แห่งยุโรป…
เหตุการณ์นี้ทำให้ชาติตะวันตกโกรธมาก สหรัฐฯ และยุโรปมองว่าจีนเล่นไม่ซื่อ
พวกเขากล่าวหาว่ารัฐบาลจีนทุ่มตลาด ให้เงินอุดหนุนบริษัทจีนอย่างลับๆ เพื่อขายสินค้าในราคาต่ำกว่าทุน จงใจฆ่าคู่แข่งให้ตาย
นำไปสู่การฟ้องร้องและการตั้งกำแพงภาษีมหาศาล สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีนำเข้าโซลาร์จีนสูงถึง 70-80% ส่วนยุโรปก็บังคับให้จีนต้องขึ้นราคาขาย
แต่จีนก็โต้กลับด้วยเหตุผลที่น่าฟังว่า ในเมื่อยุโรปและอเมริกาก็เอาเงินภาษีมาอุดหนุนบริษัทตัวเองเหมือนกัน แล้วจะมาว่าจีนฝ่ายเดียวได้อย่างไร
แถมเงินที่มาลงทุนในบริษัทโซลาร์จีนจำนวนมาก ก็เป็นเงินจากนักลงทุนอเมริกันและยุโรปทั้งนั้น
แต่ไม่ว่าจะเถียงกันอย่างไร ความจริงทางธุรกิจนั้นโหดร้ายกว่า เพราะใครทำต้นทุนต่ำกว่า คนนั้นย่อมอยู่รอด
คำถามสำคัญคือ ทำไมเยอรมนีถึงแพ้ ทั้งที่มีเทคโนโลยีดีกว่า?
คำตอบอาจอยู่ที่คำว่า “สินค้าทดแทนกันได้”
แผงโซลาร์เซลล์ ไม่เหมือนกับกระเป๋าแบรนด์เนม หรือโทรศัพท์มือถือ ที่คนซื้อเพราะภาพลักษณ์
ลูกค้าส่วนใหญ่ของแผงโซลาร์คือ “โรงไฟฟ้า”
โรงไฟฟ้าไม่ได้สนใจว่าแผงโซลาร์จะหน้าตาเป็นอย่างไร หรือมีประวัติความเป็นมาเท่แค่ไหน
พวกเขาสนใจแค่ตัวเลขบรรทัดสุดท้ายว่า ลงทุนไปแล้วจะคุ้มทุนเมื่อไหร่
ถ้าแผงจีนคุณภาพพอใช้ได้ ผลิตไฟได้เหมือนกัน แต่ราคาถูกกว่ามาก และทำให้คืนทุนเร็วกว่า 3-4 ปี โรงไฟฟ้าก็ย่อมเลือกของจีน
Q-Cells และบริษัทเยอรมัน อาจจะยึดติดกับคำว่า Made in Germany มากเกินไป พวกเขาเชื่อว่าลูกค้าจะยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อคุณภาพและมาตรฐานสังคม
แต่ในความเป็นจริง ตลาดต้องการ “ของที่ถูกและดีพอใช้” มากกว่า “ของที่ดีเลิศแต่ราคาแพง”
หลังจากฝุ่นตลบอบอวลผ่านไป บริษัทโซลาร์จีนที่รอดตายมาได้ ก็แข็งแกร่งขึ้นแบบก้าวกระโดด
พวกเขาไม่ได้แค่รับจ้างผลิตอีกต่อไป แต่เริ่มสร้างนวัตกรรมเอง
เครื่องจักรผลิตโซลาร์ที่เคยต้องซื้อจากเยอรมนี ตอนนี้จีนผลิตเองได้แล้วในราคาที่ถูกกว่า 1 ใน 3
และที่สำคัญ จีนเรียนรู้ที่จะไม่พึ่งพาตลาดส่งออกเพียงอย่างเดียว รัฐบาลจีนหันมากระตุ้นการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในประเทศตัวเองอย่างมหาศาล
พร้อมกับบุกตลาดใหม่ๆ ในแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอเมริกาใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยง
ทุกวันนี้ แม้แต่โรงงานของ Q-Cells เดิม ก็ถูกซื้อกิจการโดยกลุ่มทุนเกาหลี
ผลลัพธ์ของสงครามครั้งนี้คือ จีนกลายเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของพลังงานแสงอาทิตย์โลก
แต่มองในอีกมุมหนึ่ง การแข่งขันที่ดุเดือดเลือดพล่านนี้ ก็ทิ้งมรดกที่สำคัญไว้ให้กับชาวโลก
นั่นคือ “ราคาพลังงานที่ถูกลง”
การที่จีนทุ่มกำลังผลิตมหาศาล ทำให้ต้นทุนโซลาร์เซลล์ลดลงจนกลายเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานที่ถูกที่สุดในโลก ถูกกว่าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติในหลายพื้นที่
ถ้าไม่มีการผลิตแบบ Mass Production ของจีน และถ้าไม่มีเทคโนโลยีตั้งต้นจากเยอรมนีและอเมริกา เราอาจจะไม่มีวันได้เห็นโซลาร์เซลล์ราคาจับต้องได้แบบทุกวันนี้
เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่ย้ำเตือนอีกครั้งว่า
การเป็นผู้มาก่อน หรือมีเทคโนโลยีที่ดีกว่า ไม่ได้การันตีชัยชนะเสมอไป
นวัตกรรมไม่ได้จบแค่ที่ห้องทดลอง แต่มันรวมถึงความสามารถในการผลิตให้ได้จำนวนมาก และการบริหารจัดการต้นทุนให้ต่ำที่สุด
มันเป็นเรื่องตลกร้ายที่ว่า บริษัทตะวันตกเป็นคนคิดค้นเทคโนโลยี และเป็นคนเริ่มสร้างตลาด
แต่สุดท้าย คนที่ทำให้เทคโนโลยีนั้น “เปลี่ยนโลกได้จริง” กลับกลายเป็นจีน
และหากเรามองดูสถานการณ์ปัจจุบัน เรื่องราวคล้ายๆ กันนี้กำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV
ที่จีนกำลังใช้สูตรเดิม ทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐ การสร้าง Supply Chain ที่แข็งแกร่ง และสงครามราคา ในการบุกตลาดโลก
ประวัติศาสตร์อาจจะไม่ได้ซ้ำรอยเป๊ะๆ แต่มันมักจะมีท่วงทำนองที่คล้ายเดิมเสมอ…
References : [bloomberg, reuters, iea, pv-tech, bernreuter]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา