20 ม.ค. เวลา 08:00 • การตลาด

แปลงยอดวิวให้เป็นยอดขาย : Social อย่างไรให้ Commerce

การทำการค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์เรียกว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะการซื้อของผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตมีกันมานานมาก ๆ นานแบบย้อนไปก่อนจะเกิดการระบาดของโควิดด้วยซ้ำ… แล้วทำไมเราจึงเพิ่งจะได้ยินคำว่า Social Commerce ถูกกล่าวถึงมากเมื่อไม่นานมานี้ล่ะ?
เพราะ Social Commerce เป็นมากกว่าการซื้อขายผ่านออนไลน์ ที่เชื่อมโยงผู้ขายและผู้ซื้อซึ่งอยู่กันคนละที่ ให้สามารถเกิดการจับจ่ายซึ่งกันและกันได้ แต่แท้จริงแล้ว Social Commerce คือ การผสมผสานของสองเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก
เทคโนโลยีแรกคือ “eCommerce” หรือ การค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีแพลตฟอร์มทำหน้าที่เสมือนเป็นห้างสรรพสินค้า โดยมีประตูทางเข้าเป็นลิงก์ URL และ ไอคอนแอปพลิเคชัน ขณะที่อีกเทคโนโลยีหนึ่งคือ “Social Media” หรือ สื่อที่ปลดล็อกให้ทุกคนสามารถนำเสนอเรื่องราวสู่สังคมวงกว้างได้แบบโต้ตอบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และ สร้างความผูกพัน แม้ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน จนกลายเป็นสังคมจำลองที่ก่อให้เกิดผู้นำทางความคิด ซึ่งมีอิทธิพลต่อความเชื่อและค่านิยมของผู้คน หรือ ที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer)
เมื่อทั้งสองเทคโนโลยีมาบรรจบกันในยุคของ Social Commerce พฤติกรรมผู้บริโภคจึงเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่ผู้คนจะเข้าแพลตฟอร์ม eCommerce ต่อเมื่อมีความต้องการซื้อจากความตั้งใจของตนเอง กลายมาเป็นคอนเทนต์ที่ช่วยกระตุ้นความอยากซื้อ และ การถูกโน้มน้าวทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัว ผ่านความคิดเห็นของอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงบรรยากาศของสังคมจำลองที่ตนเองมีส่วนร่วมอยู่
🔹 การเติบโตแบบก้าวกระโดดของ Social Commerce
จุดเปลี่ยนที่ทำให้สิ่งนี้กลายเป็นวาระแห่งโลก คือการพัฒนาให้ระบบแอฟฟิลิเอต (Affiliate) ทำได้มากกว่าการแปะลิงก์ตามโพสต์ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของคอนเทนต์วิดีโอที่อยู่บน Social Media และสามารถทำรายการสั่งซื้อได้อย่างไร้รอยต่อ (Seamless Experience)
โดยผู้นำของวงการ Social Commerce อย่าง TikTok ได้ต่อยอดด้วยระบบ eCommerce อย่าง TikTok Shop ที่ครบจบบนแอปพลิเคชันเดียว หลังการระบาดของโควิด-19 ซึ่งเร่งให้แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว TikTok Shop พร้อมระบบแอฟฟิลิเอตจึงได้รับการตอบรับจากครีเอเตอร์ในเวลาไม่นาน จนเกิดกระแสป้ายยาต่อเนื่อง และก่อให้เกิดระบบนิเวศ (Ecosystem) ภายในแอปพลิเคชันเดียวอย่างเป็นรูปธรรม
Diagram แสดงความครบจบในตัวของ TikTok ที่มีระบบ eCommerce อย่าง TikTok Shop ครบจบบนแอปพลิเคชันของตัวเอง
แต่ความนิยมของ Social Commerce ไม่ได้จบอยู่แค่ความสำเร็จของ TikTok ในคอนเทนต์วิดีโอสั้นเท่านั้น หากยังขยายไปสู่คอนเทนต์รูปแบบไลฟ์สตรีม ที่สามารถกระตุ้นอารมณ์และการตัดสินใจซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของการขายบนโลกออนไลน์ในปัจจุบัน
จากความสำเร็จของแพลตฟอร์มต้นแบบนี้ eCommerce รายอื่น ๆ ก็เริ่มพยายามสร้าง Ecosystem ในลักษณะเดียวกันภายในแพลตฟอร์มของตนเอง ทั้งการพัฒนาฟีเจอร์คอนเทนต์ในแอปพลิเคชัน รวมถึงการจับมือเป็นพาร์เนอร์กับแพลตฟอร์มคอนเทนต์อย่าง YouTube จนเกิดฟีเจอร์สร้างรายได้ผ่านระบบแอฟฟิลิเอตอย่าง YouTube Shopping ซึ่งปัจจุบันเชื่อมต่อการซื้อขายกับทั้ง Shopee และ Lazada และหลังจากเปิดตัวครบ 1 ปี ก็สามารถสร้างอัตราการเติบโตด้านยอดขายได้สูงถึง 330%
ภาพจากงาน Shopee Summit 2025
สำหรับใครที่ยังสงสัยว่าระบบแอฟฟิลิเอตที่กล่าวถึงในบทความนี้คืออะไร – เรากำลังกล่าวถึงการส่งผู้ชมคอนเทนต์บน Social Media ให้กลายเป็นผู้ซื้อบน eCommerce โดยมีระบบการตรวจสอบยอดขายที่สืบที่มาของเจ้าของคอนเทนต์ต้นทางได้ และทำให้เจ้าของคอนเทนต์ได้รับผลตอบแทนจากยอดขาย (Commission) ที่แพลตฟอร์ม eCommerce จะทำการจัดสรรโอนให้กับเจ้าของคอนเทนต์ต้นทางตามสัดส่วนที่เจ้าของร้านค้ากำหนดไว้
🔹 อินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่คำตอบเดียวของ SOCIAL COMMERCE
การสรุปว่าอินฟลูเป็นศูนย์กลางเพียงตัวแปรเดียวของระบบ Social Commerce ก็อาจจะเป็นการด่วนสรุปเกินไป เพราะ อันที่จริง Super Power หรือ พลังวิเศษ ของเหล่าอินฟลูก็ คือ Reach และ Relationship กับแฟนๆ ซึ่งมีแบรนด์เองก็สามารถทำได้… แต่จะทำอย่างไรนั้นมาดูกัน
เริ่มจากทำความเข้าใจวิธีทำงานของแต่ละแพลตฟอร์มซึ่งเราจะเจาะกันหลักๆ ที่สองแพลตฟอร์มนั่นคือ TikTok และ YouTube ที่ทำงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ดังนั้น หากต้องการสร้าง Reach บน TikTok สิ่งที่ตอบโจทย์ที่สุดคือการทำคอนเทนต์เชิง Mass และคอนเทนต์ตามกระแส โดยเลือกใช้คอนเทนต์ที่ไม่ติดตะกร้าเพื่อเน้นการนำส่ง (Distribution) ควบคู่กับการผลิตคอนเทนต์ในปริมาณที่มากและสม่ำเสมอ เพื่อรักษาการมองเห็นใน For You Feed ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ระบบไม่ได้ให้ความสำคัญกับ Loyalty ของผู้ใช้งานเป็นหลัก แต่ให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ที่แมสและเข้ากับกระแสในช่วงเวลานั้น
แม้ไม่ใช่ทุกคอนเทนต์จะสามารถเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ แต่การใช้ “ปริมาณ + ความถี่” เป็นกลยุทธ์ในช่วงสร้าง Reach มีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์และสินค้า (Awareness) อย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้ใช้งานได้รับการนำส่งและจดจำแบรนด์ซ้ำ ๆ จนเกิดฐาน Reach ที่กว้างมากพอ ระบบก็จะเพิ่มโอกาสให้คอนเทนต์ที่ติดตะกร้าสินค้าในลำดับถัดไป ได้รับการมองเห็นและการกระจายที่ดียิ่งขึ้น
มาถึงฝั่ง YouTube กันบ้าง ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่การสร้าง Reach ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย การเติบโตแบบฉับพลันหรือไวรัลเกิดขึ้นได้น้อยมาก เพราะระบบให้ความสำคัญกับความเกี่ยวข้องระหว่างคอนเทนต์กับผู้ใช้งานเป็นหลัก การเติบโตจึงต้องอาศัยเวลาในการสร้างช่อง สะสมผู้ติดตาม พัฒนารูปแบบการเล่าเรื่อง ควบคู่ไปกับการปรับหลังบ้าน (Optimization) โดยเฉพาะคีย์เวิร์ดสำหรับการค้นหา หรือ SEO เพื่อให้คอนเทนต์ถูกค้นเจอและถูกนำไปแสดงผลได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบของแบรนด์ที่ลงสนาม YouTube คือการสามารถหวังผลได้ทั้งการสร้างการรับรู้ (Awareness) และการกระตุ้นยอดขาย (Conversion) ภายในคอนเทนต์เดียวกัน เนื่องจากการติดตะกร้าสินค้าไม่ได้ส่งผลให้การนำส่งหรือจำนวนผู้ชมลดลงเหมือนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok
การสร้างความสัมพันธ์ก็เช่นกันที่แบรนด์ที่เล่นในสนาม YouTube จะสามารถมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ครบครันกว่า ระบบการตอบคอมเมนต์ การใช้โพสต์ภาพนิ่งผสม หรือ การทำโพล ก็มีหลายท่าให้ได้ใช้สร้างการปฏิสัมพันธ์ (Engagement) กับผู้ชมเพื่อเปลี่ยนให้เป็นแฟนพันธ์แท้ และให้ความเชื่อถือ เมื่อมีการแนะนำสินค้าที่มีราคาสูงก็มีโอกาสที่จะปิดการขายได้ดีกว่า การนำสินค้าราคาสูงนั้นไปติดตะกร้าใน TikTok ที่อาจจะกำลังเกิดไวรัล แต่ยังไม่เกิดความเชื่อใจให้กล้าสั่งสินค้าได้
🔹 เมื่อเทียบกันแล้วไลฟ์คอมเมิร์ซให้มูลค่าการปิดการขายสูงกว่าวิดีโอมาก
เพราะผู้คนมักซื้อของด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล และ การไลฟ์นั้นก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอารมณ์นั้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อเนื่องได้มากกว่าเมื่อเทียบกับวิดีโอสั้นที่มีเวลาจำกัดในการกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมนั้น
วิดีโอสั้นจะต้องมีการสื่อสารทำถี่ทำบ่อยเพื่อค่อยๆ กระตุ้นให้ผู้ชมคล้อยตาม จดจำ เริ่มเห็นการพูดถึงมากขึ้น จนกระตุ้นกลายเป็นอยากได้บ้าง เอากลับไปคิด เมื่อแน่ใจว่าอยากได้จริงๆ จึงกลับมาเกิดการซื้อ แต่ในไลฟ์เมื่อมีเป็นการขายสินค้าแบบ Real-time การเล่นกับอารมณ์จนไม่มีโอกาสเอากลับไปคิด ในทางกลับกัน ได้กดลงตะกร้าจ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้ว
ไลฟ์ที่ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นอารมณ์ มักจะเล่นกับอารมณ์ อย่าง
  • ความตื่นเต้น (Excitement) ที่มักมาร่วมกับ ความว้าวคาดไม่ถึง (Surprise) : ตัวอย่างที่เราเห็นกันบ่อยครั้งมักเป็นในตัวผู้ไลฟ์ที่มากาขยายความรู้สึกแสดงออกมาให้คนตื่นเต้นไปตาม เวลาเทียบ ก่อน v.s. หลัง การใช้ การสาธิตการใช้งานสินค้าที่ให้ผลลัพธ์เกินคาด บางครั้งก็มีผู้ร่วมฉากไลฟ์รายรอบมาช่วยกันรีแอคไปกับผู้ไลฟ์หลัก สร้างอารมณ์ร่วมเชียร์กระตุ้นการกดซื้อกับผู้ชม
  • ความเศร้า (Sadness) ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) : ที่เรื่องราวของผู้ไลฟ์หลักเป็นจุดหลักในการดึงผู้ชมให้รับชมไลฟ์ เพื่อให้กำลังใจผ่านปฏิสัมพันธ์บนไลฟ์ เพื่อแสดงความช่วยเหลือผ่านการเลือกซื้อสินค้าที่ขึ้นไลฟ์เพื่อเป็นการซัพพอร์ตผู้ไลฟ์นั้น
  • ความกลัว (Fear) คือแรงผลักดันที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ โดยไม่ได้เกิดจากความเสียหายร้ายแรง แต่เป็นความกลัวในชีวิตประจำวัน เช่น กลัวพลาดราคาพิเศษ และ กลัวตกกระแส ไม่มีเหมือนคนอื่นการกระตุ้นความกลัวให้ได้ผล จึงต้องอาศัยสคริปต์การสื่อสารที่ชัดเจน ควบคู่กับเงื่อนไขที่เกิดขึ้นจริง เช่น การเปิดแฟลชเซลล์เฉพาะช่วงไลฟ์ หรือการอ้างอิงกระแสที่มีมาก่อนหน้า เพื่อย้ำว่าสินค้านั้นเป็นที่นิยมและมีคนใช้จริง
นอกจากการเล่นกับความรู้สึกของผู้ชมแล้ว การทำให้ไลฟ์ตอบโจทย์กับแพลตฟอร์มก็เป็นเรื่องสำคัญ
เพราะ แพลตฟอร์มเป็นผู้กำหนดระบบนำส่ง (Algorithm) รวมถึงนโยบายสนับสนุนการขาย เช่น คูปองส่วนลด คูปองส่งฟรี และแสดงผลประโยชน์พิเศษในส่วนต่าง ๆ ของ Interface ดังนั้นหากไลฟ์มีคุณสมบัติตอบโจทย์กับความต้องการของแพลตฟอร์มก็ย่อมเป็นบวกกับไลฟ์และช่องเจ้าของไลฟ์
🔹 TikTok Shop เป็นแพลตฟอร์มเดียวที่ออกมาประกาศทิศทางไลฟ์ที่ต้องการอย่างชัดเจน… “คุณภาพสูง”
ผลเชิงบวกของไลฟ์คุณภาพสูงจากงาน TikTok Shop Mega Matchmaking 18.10.25
TikTok Shop ได้ออกมาชักชวนให้พัฒนาไลฟ์ให้เป็นไลฟ์คุณภาพสูงเพื่อประโยชน์ใน 3 ระยะ
  • ระยะสั้น : ผู้ชมอยู่รับชมไลฟ์ยาวนานขึ้น ซึ่งผู้ชมเกิดความสนใจร่วมในสินค้าที่นำเสนอมากขึ้น
  • ระยะกลาง : การไลฟ์ของช่องนั้นจะมีจำนวนผู้ชมเพิ่มสูงขึ้นทำให้โอกาสในการกดซื้อสินค้าสูงขึ้นไปด้วย
  • ระยะยาว : ผู้ชมเกิดความเชื่อถือไลฟ์จากช่องมากขึ้น มีแบรนด์สนใจร่วมงานมากขึ้น (ในกรณีช่องนั้นเป็นครีเอเตอร์) สามารถขยายประเภทสินค้าที่ขายได้มากขึ้น เพราะมีเครดิตความน่าเชื่อถือที่ดีจากสินค้าตั้งต้นที่ทำได้ดีสะสมมา
คุณภาพสูงของ TikTok Shop หมายถึงอะไร?
แนวทางปฏิบัติไลฟ์คุณภาพสูงจากงาน TikTok Shop Mega Matchmaking 18.10.25
แนวทางปฏิบัติ (Framework) ที่ทาง TikTok ประกาศ อยู่ภายใต้สิ่งที่สามารถทำได้จริงอันถอดรหัสมาจากไลฟ์ที่ครีเอเตอร์ผู้ประสบความสำเร็จต่าง ๆ ได้สร้างสรรค์ไว้ในปีที่ผ่านมา
  • ภาพลักษณ์ (Look) : ที่ต้องประกอบไปด้วยการจัดห้องไลฟ์ให้น่ามองไม่รกสายตา เพื่อให้จัดวางสินค้าให้เห็นได้อย่างชัดเจน โดยมีผู้ไลฟ์ร่วมอยู่ในฉากเพื่อบอกเล่าข้อมูล ที่จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของห้องไลฟ์
  • ข้อมูล (Information) : ทั้งการถ่ายทอดข้อมูลคุณสมบัติสินค้าเชิงลึกให้ผู้ซื้อสามารถพิจารณาได้รอบด้าน พร้อมกับการแจ้งวิธีการรับส่วนลด หรือ ราคาพิเศษเฉพาะช่วง เพื่อให้ผู้ชมไม่พลาดข้อเสนอดี ๆ เหล่านั้น
  • คุณค่า และ ความหลากหลาย (Value & Variety) : เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ และความน่าเชื่อถือให้เพิ่มมากขึ้นไปจากการให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียว วิธีการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจอย่างการสาธิตจริง ร่วมกับการนำเสนอสินค้าหลากหลายในไลฟ์เดียวก็ช่วยเพิ่มจำนวนผู้สนใจในไลฟ์นั้นได้เช่นกัน
  • การมีส่วนร่วมกับผู้ชม (Engagement) : การคอยพูดคุยโต้ตอบกับผู้ชม และให้ความสำคัญกับการตอบคอมเมนต์ที่ส่งเข้ามา ก็จะช่วยให้ไลฟ์นั้นถูกนำส่งได้ดีได้กว้างขึ้น
จากแนวทางปฏิบัติเราจะเห็นได้ว่า “คุณภาพสูง” ไม่ได้เป็นเรื่องของความคมชัดของภาพ และเสียง เพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต แต่คือความใส่ใจในการนำเสนอสินค้า และการให้ประสบการณ์การจับจ่ายที่ดีแก่ผู้ชม ที่มีผลต่อยอดขายระยะยาวมากกว่าการเร่งยอดระยะสั้นด้วยส่วนลดสงครามราคา
🔹 วางแผนช่องทางการสร้างยอดขาย
เพราะ บนแพลตฟอร์ม eCommerce ยอดฮิตอย่าง TikTok Shop มีช่องทางการสั่งซื้อหลักๆ อยู่ 3 ส่วน
  • 1.
    หน้า Shop Tab หรือ หน้ารวบรวมสินค้าบนแอปพลิเคชัน
  • 2.
    ผ่านคอนเทนต์ของช่องแบรนด์ หรือ ร้านค้า ทั้ง วิดีโอสั้น, ไลฟ์, หน้ารวมสินค้าหน้าโปรไฟล์
  • 3.
    ผ่านคอนเทนต์ของช่องแอฟฟิลิเอเตอร์ ทั้ง วิดีโอสั้น, ไลฟ์, หน้ารวมสินค้าหน้าโปรไฟล์
ซึ่งเมื่อพูดถึงช่องทางคอนเทนต์ของแบรนด์ หรือ ร้านค้า แน่นอนว่าต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ก็จะเกิดกับเจ้าของสินค้าทั้งหมด หากต้องการยอดขายมากก็ยิ่งต้องผลิตคอนเทนต์มากขึ้น ซึ่งต้นทุนการผลิตก็มีทั้งต้นทุนทางเวลา ต้นทุนไอเดีย และต้นทุนที่เป็นตัวเงินอันเกิดขึ้นในกระบวนการถ่ายทำ....
🔹 แล้วถ้า SME อย่างเราไม่พร้อมจะเสียต้นทุนเหล่านี้ หรือ ไม่ถนัดจะลงทุนในการสร้างคอนเทนต์ด้วยตัวเองล่ะ?
แอฟฟิลิเอเตอร์ (ครีเอเตอร์ หรือ อินฟลูเอนเซอร์ ที่หารายได้จากค่าคอมมิชชั่นที่เกิดจากการติดตะกร้า) คือ พาร์ทเนอร์ที่สำคัญที่จะมาช่วยส่งเสริมสร้างคอนเทนต์ สร้างยอดขายให้กับแบรนด์ได้ผ่านการร่วมมือในรูปแบบต่าง ๆ มาว่าจะเป็น
  • 1.
    การจ้างให้ทำคอนเทนต์ติดตะกร้า โดย Rate card อัตราจ้างก็จะแตกต่างไปตามจำนวนผู้ติดตาม คุณภาพรูปแบบของคอนเทนต์ ประวัติความสามารถในการปิดการขาย
  • 2.
    การจ้างงานใน Rate card ที่ย่อมเยาว์ลงโดยผสมกันกับการให้ค่าคอมมิชชั่นในอัตราพิเศษ เพื่อจูงใจให้แอฟฟิลิเอเตอร์เลือกติดตะกร้าสินค้าให้เจ้าของสินค้าแม้มีงบในการจ้างต่ำว่าที่ทางแอฟฟิลิเอเตอร์คาดหวัง
  • 3.
    การให้เป็นค่าคอมมิชชั่นล้วนตามอัตราที่ตกลงกัน
ในทางปฏิบัติ ทั้ง Rate card การจ้างทำคอนเทนต์ และ อัตราค่าคอมมิชชั่น ล้วนเป็นตามความพึงพอใจทั้ง 2 ฝ่าย ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว สิ่งที่แบรนด์ หรือ ร้านค้าควรทำการบ้าน และ หาข้อมูลเพื่อใช้ในการเลือกแอฟฟิลิเอเตอร์ และเพื่อคำนวณค่าใช้จ่าย และประเมินยอดขายเบื้องต้น ก่อนที่จะตกลงราคาการร่วมงานกับแอฟฟิลิเอเตอร์ผ่านเครื่องมือที่แบรนด์และร้านค้าที่เปิดร้านบน TikTok Shop สามารถเข้าใช้ได้ฟรีอย่าง
🔹 TikTok Shop Seller Center ผ่านเมนู Discover creators
seller-th.tiktok.com >> Collaboration >> Discovery creator
โดยในเมนูนี้จะมี Filter ให้เลือกเล่น เพื่อสำรวจตลาดไว้เป็นฐานข้อมูลสำหรับแบรนด์ และ ร้านค้า สำหรับวางแผนการกำหนดค่าคอมมิชชั่น ผ่านการ Filter หัวข้อ Product category และ หัวข้อ Avg commission rate ซึ่ง Filter หัวข้อ Product category นี้ ยังสามารถช่วยให้ข้อมูลแอฟฟิลิเอเตอร์ที่มีประวัติการขายสินค้าในหมวดนั้น พร้อมข้อมูลยอดขายเบื้องต้นให้เจ้าของสินค้าพอเห็นภาพ และ ใช้ประกอบการตัดสินใจว่าหากมีงบจำกัดควรต้องลงกับแอฟฟิลิเอเตอร์คนใดดีเป็นตัวเงินค่าจ้าง หรือ คนใดเป็นค่าคอมล้วนในอัตราพิเศษต่าง ๆ
หน้า Dashboard เมนู Discover creator ของ TikTok Shop Seller Center
🔹 ตั้งค่าคอมมิชชั่นอย่างไรไม่ให้เข้าเนื้อ ?
ก่อนอื่นต้องเริ่มจากทำความเข้าใจโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ TikTok Shop หักเจ้าของร้านค้าในทุกๆ ออเดอร์การสั่งซื้อผ่านตารางด้านล่างนี้ก่อน
ค่าคอมมิชชั่นสำหรับแอฟฟิลิเอเตอร์จะเป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่ต้องคิดเข้าไปเพิ่มเติมจากตารางข้างต้น รวมไปถึงการหากมีการส่งสินค้าตัวอย่างให้แอฟฟิลิเอเตอร์ ค่าต้นทุนสินค้า ค่าจัดส่ง ก็จะพ่วงเข้ามา ยังไม่รวมถึงหากมีการร่วมงานแบบจ้างทำคอนเทนต์ก็รวมค่าจ้างนั้นเข้าไปอีกด้วย
ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าจะยิ่งขายจะยิ่งกำไร ไม่ใช่เข้าเนื้อ อย่าลืมรวบรวมค่าใช้จ่ายแฝงทั้งหมดมาประกอบการวางแผนการขาย เพื่อให้สามารถตั้งราคาตั้งต้น การออกโปรโมชั่นต่าง ๆ และงบการยิงโฆษณา ให้ยังสามารถรองรับการทำ Affiliate Marketing ได้ด้วยโดยไม่กระทบกับสุขภาพทางการเงิน
โฆษณา