เมื่อวาน เวลา 03:00 • การตลาด

สรุป 5 ข้อ วิธีทำคลิปสั้น TikTok ให้อัลกอริทึม ดันคลิปเรา ขึ้นหน้าฟีด ในโพสต์เดียว

ปี 2026 น่าจะเป็นปีที่หลายคนสนใจทำการตลาดผ่านช่องทาง “คลิปสั้น” โดยเฉพาะ TikTok กันมากขึ้น
ล่าสุด Buffer แพลตฟอร์ม Social Media Management ชื่อดัง ได้ทำการสำรวจโพสต์บน TikTok หลักล้านโพสต์ เพื่อหาเคล็ดลับว่าแนวทางการทำ TikTok ควรจะเป็นแบบไหนในปี 2026 เอาไว้ได้น่าสนใจมาก ๆ
แล้วรายละเอียดที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง ? MarketThink สรุปมาให้แล้ว ครบ จบในโพสต์เดียว
เรามาเริ่มกันจากการทำความเข้าใจกันก่อนว่า TikTok จะมีฟีดอยู่หลัก ๆ 3 แบบให้ผู้ใช้งานเลือก ได้แก่
- Friends ฟีดที่จะแสดงผลเฉพาะคนที่เราติดตาม และติดตามเรากลับ
- Following ฟีดที่จะแสดงผลเฉพาะคนที่เราติดตาม แต่ไม่ได้ติดตามเรากลับ
- For You ฟีดที่จะแสดงคอนเทนต์ที่มีแนวโน้มว่า เราจะชอบจาก “ใครก็ได้”
พอเป็นแบบนี้ หมายความว่า ถ้าอยากให้คอนเทนต์ของเรามีคนเห็นมากที่สุด เราจะต้องเน้นไปที่การทำให้คอนเทนต์ของเราไปขึ้นฟีด For You ให้ได้
เพราะต่อให้จะเป็นผู้ใช้งานใหม่บน TikTok ที่ยังไม่ได้เริ่มติดตามใครเลย ก็จะมีโอกาสเห็นคลิปของเราได้จากฟีดนี้นั่นเอง
- คำถามต่อมาคือ แล้วคอนเทนต์แบบไหนมีโอกาสไปแสดงผลในหน้า For You ได้บ้าง ?
Buffer บอกว่า ทุกครั้งที่เราโพสต์คอนเทนต์บน TikTok อัลกอริทึมจะเริ่มทำงาน โดยการปล่อยคอนเทนต์ของเราไปให้ผู้ชมในกลุ่มเล็ก ๆ ดูก่อน
จากนั้นระบบจะวิเคราะห์ว่าคอนเทนต์ดังกล่าวมียอด “การมีส่วนร่วม” เช่น การกดไลก์, การแชร์, การบันทึก, การแสดงความคิดเห็น หรือระยะเวลาในการรับชมคอนเทนต์ เยอะแค่ไหน
ถ้าคลิปนั้นมีการตอบรับจากคนดูในกลุ่มดังกล่าวค่อนข้างดี เช่น คนดูคลิปนาน หรือมีคนกดไลก์เยอะ
คลิปก็จะถูกดันขึ้นฟีดของคนกลุ่มใหม่ เพื่อรอดูผลอีกครั้งว่ากระแสตอบรับดีไหม
ถ้าระบบพบว่า กระแสยังดีอยู่ กระบวนการนี้ก็จะเกิดขึ้นซ้ำอีกเรื่อย ๆ กับคนกลุ่มใหม่
แต่ถ้ากระแสไม่ดี คลิปก็อาจจะไม่ถูกนำส่งให้คนกลุ่มใหม่แล้ว
เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมคลิปบางคลิปถึงหยุดวิ่งไปดื้อ ๆ หรือบางคลิป ถ้าได้วิ่งแล้วก็วิ่งแบบไม่หยุดนั่นเอง
ที่น่าสนใจคือ มีข้อมูลว่า สิ่งที่ TikTok จะให้น้ำหนักในการเอามาวิเคราะห์คอนเทนต์มากที่สุด จะเป็น “เวลาในการรับชมวิดีโอ”
หมายความว่า ถ้าเราสามารถทำเนื้อหาคลิปให้คนหยุดดูนาน ๆ ได้ตั้งแต่ช่วงแรก ก็มีโอกาสสูงที่อัลกอริทึมของ TikTok จะดันคลิปของเราขึ้นฟีดนั่นเอง..
นอกจากนี้แล้ว Buffer ยังได้แนะนำแนวทางในการทำให้คอนเทนต์ของเราถูกดันขึ้นฟีดมาอีก 5 ข้อ ได้แก่
1. TikTok SEO
ตอนนี้ผู้ใช้งาน TikTok หลาย ๆ คนโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z มักจะใช้ช่องทางนี้ในการหาข้อมูลต่าง ๆ ในลักษณะ “คีย์เวิร์ด” แทน Google ไปแล้ว
 
ทำให้เริ่มมีเทรนด์เกี่ยวกับการทำ SEO บน TikTok เกิดขึ้นมา
โดยหลักการของ TikTok SEO จะคล้าย ๆ กับการทำ SEO บน Google
คือให้พยายามหา “คีย์เวิร์ด” หรือคำที่คิดว่ากลุ่มเป้าหมายจะใช้ค้นหาสินค้าหรือบริการของเรามาใส่ในองค์ประกอบต่าง ๆ ของวิดีโอให้ได้
ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าเราเปิดร้านอาหารอยู่แถวบางแสน แล้วอยากให้คนบน TikTok หาคอนเทนต์ของเราเจอ ให้เราพยายามใส่คีย์เวิร์ดที่คิดว่าคนจะใช้หาข้อมูลเกี่ยวกับร้านอาหารแถวบางแสน
เช่น “คาเฟบางแสน” หรือ “ร้านอาหารบางแสน” มาใส่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบบนแคปชัน หรือข้อความบนวิดีโอ เพื่อเพิ่มโอกาสให้คอนเทนต์ของเรามีโอกาสที่จะถูกค้นหาเจอได้ง่ายและเยอะขึ้น
โดยทาง Buffer ได้แนะนำไอเดียสำหรับหาคีย์เวิร์ดแบบง่าย ๆ แถมไม่ต้องใช้เงินเยอะไว้ว่า ให้เข้าไปดูใน “ช่องค้นหา”
เพราะ TikTok จะแสดง “คำค้นหาที่ใกล้เคียงกับคำค้นหาหลัก” มาแสดงให้ดูด้วยว่าผู้ใช้งานค้นหาคำว่าอะไรบ้าง ซึ่งเราจะสามารถนำคำเหล่านั้นมาใช้เป็นคีย์เวิร์ดได้นั่นเอง
2. ใช้เครื่องมือของ TikTok ให้เยอะ ๆ
อย่างที่บอกว่าอัลกอริทึมจะวิเคราะห์องค์ประกอบต่าง ๆ ของคอนเทนต์ก่อนที่จะปล่อยขึ้นฟีด จากคนกลุ่มเล็กไปกลุ่มใหญ่
และหนึ่งในองค์ประกอบที่ TikTok เอามาใช้วิเคราะห์และให้น้ำหนักด้วยก็คือ “การใช้เครื่องมือของ TikTok”
ทำให้การใช้ฟีเชอร์ภายในแอปพลิเคชัน เช่น การถ่ายวิดีโอจากแอปโดยตรง, การตัดวิดีโอบน CapCut, การใช้ฟีเชอร์ Duets, การใช้ Hashtag ที่กำลังเป็นกระแส รวมถึงการใส่เพลงที่กำลังฮิตจากคลังเพลงของ TikTok จะช่วยให้คอนเทนต์วิ่งได้ดีขึ้นด้วย
3. โพสต์คอนเทนต์ให้ถี่ ยอดวิวจะยิ่งดีขึ้น
Buffer บอกว่าการโพสต์คอนเทนต์ถี่จะช่วยเพิ่มยอดวิวได้จริง ๆ
โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจว่า
- การโพสต์คอนเทนต์ 2-5 ครั้ง/สัปดาห์ ช่วยให้ยอดวิวเพิ่มขึ้น 17%
- การโพสต์คอนเทนต์ 6-10 ครั้ง/สัปดาห์ ช่วยให้ยอดวิวเพิ่มขึ้น 29%
- การโพสต์คอนเทนต์มากกว่า 11 ครั้ง/สัปดาห์ ช่วยให้ยอดวิวเพิ่มขึ้น 34%
แต่ถึงอย่างนั้น ต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่า คอนเทนต์ที่จะเอามาลงก็ควรมีคุณภาพ มีความสม่ำเสมอด้วย ไม่ใช่ว่าจะเน้นแต่ปริมาณอย่างเดียว
4. เจาะจงกลุ่มเป้าหมายให้ชัดไปเลย
Buffer แนะนำว่าการจะทำ TikTok ควรจะต้องมีเป้าหมายชัดเจนไปเลยว่า “เราจะทำคอนเทนต์ให้ใครดู” เพราะจะช่วยให้ผู้ติดตามจำเราได้ง่ายขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าจะทำคอนเทนต์ท่องเที่ยว เนื้อหาในช่องก็ควรไปในทางเดียวกันทั้งหมด แทนการทำคอนเทนต์แบบที่ไม่มีแนวทางชัดเจน เช่น ทำคลิปท่องเที่ยวและสอนลงทุนไปพร้อม ๆ กัน แบบนี้จะทำให้ผู้ชมจดจำเราได้ไม่ชัดเจน
5. รักษาความ “เรียล” ให้สม่ำเสมอ
Buffer บอกว่า ผู้ใช้งานบน TikTok มักจะชอบเนื้อหาที่ให้ความรู้สึกเหมือนคนจริง ๆ มาแชร์เรื่องราวมากกว่าวิดีโอที่ตัดต่อคม ๆ เหมือนโฆษณาจากฝั่งแบรนด์
ดังนั้น ไม่ว่าคอนเทนต์จะมีจุดประสงค์อะไร เช่น โฆษณาสินค้า สอนการเงิน ก็ควรจะต้องเริ่มต้นจากความ “เรียล” เอาไว้ก่อน
โฆษณา