เมื่อวาน เวลา 12:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ทำงานประจำยังไงให้รวยแสนล้าน? ถอดบทเรียนความสำเร็จ Steve Ballmer: ความจงรักภักดีสร้างความมั่งคั่ง

โลกของการทำธุรกิจมักจะเชิดชูผู้ก่อตั้ง หรือที่เราเรียกกันว่า Founder ว่าเป็นฮีโร่ผู้สร้างตำนาน เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
และแน่นอนว่าพวกเขามักจะครองตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก
ถ้าให้เราลองนึกชื่อมหาเศรษฐีสายเทคโนโลยีขึ้นมาสักคน สองคน ชื่อแรกๆ ที่แวบเข้ามาในหัวคงหนีไม่พ้น Bill Gates แห่ง Microsoft หรือ Jeff Bezos แห่ง Amazon ไปจนถึง Mark Zuckerberg แห่ง Facebook
คนเหล่านี้ล้วนเริ่มต้นจากโรงรถ หรือหอพักมหาวิทยาลัย ปั้นธุรกิจจากศูนย์จนกลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่...
แต่ในความเป็นจริง เส้นทางสู่ความมั่งคั่งระดับโลกไม่ได้มีแค่สูตรสำเร็จเดียวเสมอไป
เพราะยังมีชายคนหนึ่งที่สามารถพาตัวเองขึ้นไปยืนในจุดสูงสุดของทำเนียบเศรษฐีโลกได้ โดยที่เขาไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเลยแม้แต่นิดเดียว
ชายคนนั้นมีชื่อว่า Steve Ballmer
เรื่องราวของเขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยการลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อมาไล่ล่าความฝัน แต่เริ่มจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน หรือพนักงานบริษัทธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น
...
ย้อนกลับไปในวันที่ 7 กรกฎาคม 2021 มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นในแวดวงการเงิน เมื่อมูลค่าสินทรัพย์ส่วนตัวของ Steve Ballmer พุ่งทะยานทะลุหลัก 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขนี้ส่งผลให้เขากลายเป็นบุคคลที่ 9 ของโลกที่ก้าวเข้าสู่สมาคมเศรษฐีแสนล้าน หรือ Centibillionaire Club ได้สำเร็จ
ความน่าสนใจมันอยู่ที่ว่า ในขณะที่คนอื่นในคลับนี้ล้วนเป็นเจ้าของกิจการที่ตัวเองสร้างมากับมือ
แต่ Ballmer กลับสร้างเนื้อสร้างตัวจากการเป็น "ลูกจ้าง" ที่มองเห็นโอกาส และทุ่มเทให้กับองค์กรเสมือนว่าเป็นบริษัทของตัวเอง
เรื่องราวของเขาเริ่มต้นที่เมือง Detroit ในปี 1956 เขาเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางที่มีคุณพ่อเป็นผู้อพยพชาวสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งทำงานเป็นผู้จัดการทั่วไปอยู่ที่บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Ford
ดูเหมือนว่าเลือดของการเป็นนักบริหารจัดการจะถูกส่งต่อทางพันธุกรรมมาอย่างเต็มเปี่ยม เพราะตั้งแต่เด็ก Ballmer ฉายแววความฉลาดหลักแหลมออกมาอย่างโดดเด่น
เขาจบการศึกษาจาก Detroit Country Day School ด้วยเกียรตินิยมสูงสุด และสิ่งที่ยืนยันความเป็นอัจฉริยะของเขาได้ดีที่สุดคือคะแนนสอบ SAT ในวิชาคณิตศาสตร์
เขาทำได้ 800 คะแนนเต็ม...
แม้ว่าในยุคปัจจุบัน การได้คะแนนเต็มอาจจะดูเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กเก่งๆ ที่จะยื่นเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ
แต่ถ้าย้อนกลับไปในปี 1973 นี่คือใบเบิกทางชั้นยอดที่ทำให้เขาได้ก้าวเข้าสู่รั้ว Harvard มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลก
ที่ Harvard นี่เองที่โชคชะตาได้เริ่มทำงานของมัน Ballmer เลือกเรียนในสาขาคณิตศาสตร์ประยุกต์และเศรษฐศาสตร์ แต่ชีวิตในมหาวิทยาลัยของเขาไม่ได้มีแค่ตำราเรียน
เขาเป็นคนทำกิจกรรมตัวยง ทั้งทำงานให้กับหนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัย และยังรับบทบาทเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล Harvard Crimson อีกด้วย
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา ไม่ใช่เกรดเฉลี่ยหรือกิจกรรมที่ทำ หากแต่เป็นการได้รู้จักกับเพื่อนร่วมหอพักคนหนึ่งที่มีชื่อว่า Bill Gates
ในช่วงเวลานั้น Bill Gates เป็นเด็กหนุ่มที่มีความคิดขบถและมองเห็นอนาคตของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
เขาตัดสินใจลาออกจาก Harvard กลางคันเพื่อไปก่อตั้ง Microsoft
มีเรื่องเล่ากันว่า Bill ได้ชวนเพื่อนสนิทอย่าง Ballmer ให้ลาออกไปทำธุรกิจด้วยกัน
แต่ในตอนนั้น Ballmer เป็นคนที่มีความคิดแบบอนุรักษนิยมมากกว่า เขาเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยกว่า นั่นคือการเรียนให้จบ
ซึ่งถ้ามองจากมุมมองของคนในยุคปี 1975 การตัดสินใจของ Ballmer ถือว่าสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
เพราะในตอนนั้นคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องไกลตัว และไม่มีใครรู้เลยว่าเจ้ากล่องสี่เหลี่ยมนี้จะมาเปลี่ยนโลกได้อย่างไร
หลังจากเรียนจบ Harvard ด้วยเกียรตินิยมอันดับสองในปี 1977 ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปเติบโต
Bill มุ่งหน้าสร้างอาณาจักร Microsoft ส่วน Ballmer เลือกเดินตามขนบธรรมเนียมของเด็กหัวกะทิ
เขาได้งานทำที่ Procter & Gamble หรือ P&G บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าอุปโภคบริโภค ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการผลิตภัณฑ์ และทำงานอยู่ที่นั่นได้สองปี
แต่คนเก่งย่อมไม่หยุดพัฒนาตัวเอง Ballmer ตัดสินใจลาออกจาก P&G เพื่อไปเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ หรือ MBA ที่ Stanford มหาวิทยาลัยชั้นนำอีกแห่งหนึ่งของโลก
ดูเหมือนชีวิตของเขากำลังจะไปได้สวยในเส้นทางของผู้บริหารมืออาชีพตามสูตรสำเร็จ จนกระทั่งช่วงปิดเทอมฤดูร้อนมาถึง
Ballmer ติดต่อไปหาเพื่อนเก่าอย่าง Bill Gates เพื่อขอกลับไปทำงานหารายได้พิเศษในช่วงปิดเทอม แต่สิ่งที่ Bill ตอบกลับมานั้น เกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก
Bill ไม่ได้ต้องการเด็กฝึกงาน หรือพนักงานชั่วคราว แต่เขากำลังมองหาคนที่จะมาช่วยบริหารจัดการบริษัทที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและไร้ทิศทาง
Bill ขอให้ Ballmer ลาออกจาก Stanford เพื่อมาเป็นผู้จัดการเต็มเวลาคนแรกของ Microsoft
นี่คือการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต Ballmer ต้องชั่งใจระหว่างวุฒิการศึกษา MBA ที่เหลืออีกแค่ปีเดียวก็จะจบ กับการไปทำงานในบริษัทซอฟต์แวร์เล็กๆ ที่ไม่มีความแน่นอน
เมื่อเขานำเรื่องนี้ไปปรึกษาที่บ้าน ปฏิกิริยาของพ่อแม่คือความกังวล
พ่อของเขาถามคำถามที่สะท้อนยุคสมัยนั้นได้ดีมากว่า "ซอฟต์แวร์คืออะไร" ส่วนแม่ก็สงสัยว่า "ทำไมคนธรรมดาถึงต้องใช้คอมพิวเตอร์ด้วย"
แต่ท้ายที่สุด สัญชาตญาณของ Ballmer ก็บอกให้เขากระโดดเข้าใส่โอกาสนี้
เขาตัดสินใจลาออกจาก Stanford และเข้าร่วมงานกับ Microsoft อย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มิถุนายน 1980
เขาเดินเข้ามาในฐานะพนักงานคนที่ 30 ของบริษัท ด้วยเงินเดือน 50,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งถ้าเทียบเป็นค่าเงินในปัจจุบันก็ประมาณ 163,000 ดอลลาร์
นอกจากเงินเดือนแล้ว Bill Gates ยังให้สัญญาใจว่าจะแบ่งหุ้นของบริษัทให้เขาประมาณ 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ในอนาคต
ตำแหน่งของเขาคือผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว หน้าที่ของ Ballmer ครอบคลุมจักรวาล
ตั้งแต่เรื่องการจ้างคน การทำบัญชี ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการทำอาหารให้ทีมงานกิน
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ Microsoft กลายเป็นยักษ์ใหญ่ และทำให้ Ballmer เริ่มฉายแสง เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 1980 เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง IBM ติดต่อเข้ามา
IBM ในเวลานั้นคือเจ้าตลาดคอมพิวเตอร์ระดับโลก พวกเขากำลังซุ่มทำโปรเจกต์คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และต้องการระบบปฏิบัติการ
Bill Gates เรียกตัว Ballmer ให้เข้าร่วมการประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้ ไม่ใช่เพราะ Ballmer เชี่ยวชาญเรื่องเทคนิค
แต่เป็นเพราะ Ballmer เป็นคนเดียวในบริษัทที่รู้วิธีผูกเนคไทให้ดูเรียบร้อย
แต่สิ่งที่ Ballmer มอบให้ในห้องประชุมวันนั้น มีค่ามากกว่าภาพลักษณ์ภายนอก
ทั้ง Bill Gates และ Paul Allen ผู้ร่วมก่อตั้งอีกคน ต่างเป็นอัจฉริยะด้านเทคโนโลยี แต่อ่อนด้อยประสบการณ์ในการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ
Ballmer แม้จะอายุยังน้อย แต่ประสบการณ์จาก P&G และความรู้จาก MBA ช่วยให้เขามองเกมขาดกว่า
ในการเจรจาครั้งนั้น ทีม Microsoft สามารถโน้มน้าวให้ IBM ยอมรับเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด นั่นคือสัญญาแบบ "ไม่ผูกขาด" หรือ Non-exclusivity
IBM ตกลงจ่ายเงิน 430,000 ดอลลาร์ เพื่อให้ Microsoft พัฒนาระบบปฏิบัติการ MS-DOS ให้
แต่ Microsoft ยังคงสิทธิ์ในการขายระบบปฏิบัติการตัวนี้ให้กับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายอื่นๆ ได้ด้วย
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม IBM ถึงยอมเซ็นสัญญาที่ดูเสียเปรียบขนาดนี้...
คำตอบคือ IBM ไม่ได้โง่ แต่ในตอนนั้นพวกเขากำลังถูกจับตามองและถูกสอบสวนจากภาครัฐในเรื่องการผูกขาดทางการค้า
การยอมให้ Microsoft มีอิสระในการขายซอฟต์แวร์จึงเป็นทางออกที่ช่วยลดแรงกดดันทางกฎหมาย
และนี่คือจุดเริ่มต้นของโมเดลธุรกิจที่ทำเงินมหาศาล
ระหว่างปี 1981 ถึง 1985 Bill Gates รับหน้าที่ดูแลด้านเทคนิค พัฒนา MS-DOS ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ส่วน Steve Ballmer รับบทแม่ทัพฝ่ายขาย วิ่งรอกไปเสนอขายระบบปฏิบัติการให้กับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ทั่วโลก
ผลลัพธ์คือรายได้ของ Microsoft พุ่งทะยานแบบก้าวกระโดด จาก 16 ล้านดอลลาร์ กลายเป็น 140 ล้านดอลลาร์ ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี
ความสำเร็จนี้เองที่ทำให้ Bill Gates รักษาสัญญาที่ให้ไว้ เขาแบ่งหุ้นให้ Ballmer ตามที่ตกลงกัน
เมื่อ Microsoft เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 1986 มูลค่าบริษัทพุ่งแตะ 780 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้หุ้น 8 เปอร์เซ็นต์ในมือของ Ballmer มีมูลค่าสูงถึง 51.5 ล้านดอลลาร์ทันที
ลองคิดดูเล่นๆ ว่า จากพนักงานเงินเดือนธรรมดา ทำงานเพียงแค่ 6 ปี เขาสามารถสร้างทรัพย์สินได้เฉลี่ยปีละเกือบ 10 ล้านดอลลาร์
พ่อแม่ที่เคยสงสัยว่าซอฟต์แวร์คืออะไร คงจะหายสงสัยและภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้ไม่น้อย
หลังจากยุคบุกเบิก Ballmer ก็ได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบงานที่ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 1992 เขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองประธานฝ่ายขายและสนับสนุน
ผลงานชิ้นโบแดงในช่วงนี้คือการผลักดัน .NET Framework ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาโปรแกรมบน Windows ทำให้ Microsoft ครองความเป็นเจ้าตลาดได้อย่างเหนียวแน่น
กราฟชีวิตของเขาพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในเดือนกรกฎาคม 1998 เมื่อเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานบริษัท เป็นรองเพียงแค่ Bill Gates คนเดียวเท่านั้น
และเมื่อถึงวันที่ Bill Gates ตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ในปี 2000 เพื่อไปโฟกัสกับมูลนิธิการกุศล ไม้ต่อจึงถูกส่งให้กับเพื่อนคู่คิดอย่าง Steve Ballmer
ช่วงเวลาที่ Ballmer นั่งเก้าอี้ CEO นับเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายและถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ของ Microsoft
นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า Ballmer เป็น CEO ที่ "ไม่เอาไหน" โดยมักจะหยิบยกเอาราคาหุ้นของ Microsoft มาเป็นตัวชี้วัด เพราะตลอด 14 ปีที่เขาบริหาร ราคาหุ้นแทบจะไม่ขยับไปไหนเลย
แต่การตัดสินแบบนั้นอาจจะไม่ยุติธรรมนัก เพราะเราต้องไม่ลืมว่า Ballmer เข้ามารับตำแหน่งในช่วงที่เลวร้ายที่สุด นั่นคือช่วงที่ฟองสบู่ดอทคอมกำลังจะแตก
หลังจากเขารับตำแหน่งได้ไม่นาน ราคาหุ้นของ Microsoft ร่วงกราวรูดจาก 58 ดอลลาร์ เหลือเพียง 21 ดอลลาร์ ภายในเวลาปีเดียว หายไปกว่า 63 เปอร์เซ็นต์
และเมื่อเศรษฐกิจเริ่มจะฟื้นตัว ก็ต้องมาเจอกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ซ้ำเติมเข้าไปอีก จนหุ้นร่วงลงไปต่ำสุดที่ 15 ดอลลาร์
แต่ถ้าเรามองข้ามราคาหุ้น แล้วไปดูที่ "เนื้อใน" ของธุรกิจ เราจะเห็นวิสัยทัศน์และความกล้าหาญของ Ballmer ที่ซ่อนอยู่
เขาคือคนที่กล้าผลักดันให้ Microsoft กระโดดเข้าสู่สมรภูมิฮาร์ดแวร์ด้วยการสร้าง Xbox ทั้งที่ผู้บริหารหลายคนคัดค้านหัวชนฝาว่าบริษัทซอฟต์แวร์ไม่ควรทำเครื่องเกม
แต่ Ballmer ยืนกรานที่จะทำ และในปัจจุบัน Xbox ก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ทำรายได้มหาศาลและสร้างฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นให้กับบริษัท
นอกจากนี้ ในปี 2010 ภายใต้การนำของเขา Microsoft ได้เปิดตัว Azure บริการคลาวด์คอมพิวติ้งที่กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในยุคปัจจุบัน
จริงอยู่ที่เขาอาจจะพลาดเรื่องสมาร์ตโฟน และเคยดูถูก iPhone ในช่วงแรก แต่เขาก็ชดเชยด้วยการมองหาโอกาสใหม่ๆ ในที่อื่น
หนึ่งในดีลที่เฉียบคมที่สุดคือการเข้าไปลงทุนใน Facebook เมื่อปี 2007 ด้วยเงิน 240 ล้านดอลลาร์
ในตอนนั้น Facebook ยังมีมูลค่าเพียง 15 พันล้านดอลลาร์ แต่ Ballmer มองเห็นศักยภาพที่คนอื่นยังไม่แน่ใจ
ปัจจุบัน การลงทุนครั้งนั้นผลิดอกออกผลอย่างมหาศาลตามการเติบโตของ Facebook
หากดูที่ตัวเลขผลประกอบการเพียวๆ ตลอดระยะเวลาที่ Ballmer เป็น CEO เขาทำให้รายได้ของ Microsoft เพิ่มขึ้นจาก 25 พันล้านดอลลาร์ เป็น 70 พันล้านดอลลาร์
และกำไรสุทธิเพิ่มจาก 9.4 พันล้านดอลลาร์ เป็น 22 พันล้านดอลลาร์ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าในเชิงธุรกิจแล้ว เขาทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมเพียงใด
Ballmer ตัดสินใจเกษียณจาก Microsoft ในปี 2014 ปิดฉากตำนานพนักงานหมายเลข 30 แต่เรื่องราวความมั่งคั่งของเขายังไม่จบแค่นั้น
หลังจากเกษียณ เขาทำตามความฝันด้วยการเข้าซื้อทีมบาสเกตบอล LA Clippers ด้วยเงินสดก้อนโตถึง 2 พันล้านดอลลาร์
สิ่งที่น่าสนใจคือ กลยุทธ์การบริหารความมั่งคั่งของเขา ในขณะที่ Bill Gates ทยอยขายหุ้น Microsoft ออกไปเรื่อยๆ เพื่อนำเงินไปทำการกุศล จนสัดส่วนถือครองลดลงเหลือเพียง 1.3 เปอร์เซ็นต์
Steve Ballmer กลับเลือกที่จะ "กอด" หุ้น Microsoft ของเขาเอาไว้แน่น เขายังคงถือหุ้นอยู่ประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับตอนที่เขาทำงานอยู่
นี่คือเหตุผลว่าทำไมความมั่งคั่งของเขาถึงพุ่งขึ้นมาหายใจรดต้นคอ หรือบางช่วงก็แซงหน้า Bill Gates ไปแล้ว
ลองจินตนาการดูว่า ถ้า Bill Gates ไม่ขายหุ้นเลย วันนี้เขาจะมีทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลถึง 900 พันล้านดอลลาร์ และถ้า Ballmer ไม่ขายเลย เขาก็จะมีถึง 160 พันล้านดอลลาร์
ความรักและความภักดีที่ Ballmer มีต่อ Microsoft นั้นเป็นเรื่องที่เล่าขานกันไม่จบ ครั้งหนึ่งเขาถึงกับออกกฎห้ามทีมงานและนักกีฬาในทีม LA Clippers ใช้อุปกรณ์ของ Apple
แม้แต่คนในครอบครัวของเขาเอง ก็ถูกห้ามไม่ให้ใช้ iPhone
ความมุ่งมั่นและดุดันนี้ไม่ใช่แค่การแสดง แต่มันออกมาจากอินเนอร์ของคนที่รักองค์กรอย่างสุดหัวใจ
ครั้งหนึ่งเขาเคยตะโกนบอกพนักงานด้วยประโยคสั้นๆ แต่ทรงพลังว่า "ผมมีสี่คำจะบอกคุณ: ผมรักบริษัทนี้"
เรื่องราวของ Steve Ballmer สอนให้เรารู้ว่า ความสำเร็จระดับโลกไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเป็นเจ้าของบริษัทเสมอไป
บางครั้ง การเลือกเส้นทางเป็นพนักงานมืออาชีพ แต่ทำงานด้วย "หัวใจของผู้ประกอบการ" มีความซื่อสัตย์ ทุ่มเท และกล้าที่จะเสี่ยงในจังหวะที่เหมาะสม ก็สามารถพาเราไปสู่จุดสูงสุดได้เช่นกัน
Ballmer พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า จากเด็กจบใหม่ที่พ่อแม่ไม่เข้าใจว่าคอมพิวเตอร์คืออะไร สามารถกลายเป็นมหาเศรษฐีแสนล้านได้ ด้วยการเลือกเรือลำที่ใช่ และพายไปกับมันจนสุดแรง...
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา