Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เป็ดขี้สงสัย
•
ติดตาม
23 ม.ค. เวลา 01:00 • ไลฟ์สไตล์
1 คำถามกับระยะทาง 6 กิโลเมตรไปห้องประชุม
การเดินทำให้ผมพบเจอกับผู้คน บทเรียน และตัวเอง
ก้าวขาเดิน
ก้าวขาเดิน
การเดิน… ทำให้ได้พบผู้คนใหม่ ๆ ทำให้เราค่อย ๆ พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว และค่อย ๆ พิจารณาลึกลงไปถึงสิ่งที่อยู่ข้างในตัวตน
ในช่วงเวลาที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว การแข่งขันที่เกิดขึ้นตลอดเวลาทั้งในชีวิตจริงตรงหน้า และในโซเชียลมีเดีย
ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ละทิ้งทุกสิ่งไว้ข้างหลัง และใช้เวลาเล็กน้อยไปกับการอยู่กับตัวเอง ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผมได้ละทิ้งสิ่งเหล่านั้น และอยู่กับตัวเองคือ การได้ปิดโทรศัพท์ และออกเดินไปยังที่ต่าง ๆ
อย่างน้อยขอแค่ได้เดินไปทำงาน อาจขอลงจากรถไฟฟ้าสัก 1 สถานีก่อนสถานีเป้าหมายเพื่อให้มีเวลาได้เดินสักครึ่งชั่วโมงก่อนจะเริ่มงาน มันเป็นการทำสมาธิ และปลุกร่างกายให้ตื่น
แต่ในเช้าวันเสาร์ที่การประชุมเริ่ม 10.00 ผมมีเวลาเหลือมากมายในตอนเช้า
ผมจึงอยากเดินในเส้นทางที่ชอบเดินประจำนั่นคือ จากสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ไปยัง ห้างมาบุญครอง (MBK)
ย้อนความสั้น ๆ ถึงเหตุผลที่ผมใช้คำว่าเดินเป็นประจำ เพราะในสมัยเรียนมัธยมผมเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งผมได้มีโอกาสเดินจากวงเวียนใหญ่ไปโรงเรียนพร้อมกับเพื่อน ๆ เป็นประจำ และการเดินจากโรงเรียนไปยังสยาม หรือ MBK ก็เป็นเรื่องที่ทำเพื่อเลี่ยงรถติดบ่อย ๆ นั่นจึงทำให้มันเป็นเส้นทางที่คุ้นเคยสำหรับผม
แม้จะรู้เส้นทางอยู่แล้ว ผมก็ยังเลือกปิด GPS และเดินไปในตรอกซอกซอยที่อยากจะเห็น อยากจะไป และเลือกที่จะ … หลงทาง
ที่แรกที่ผมมุ่งหน้าตรงไปจากสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่คือ 'โรงเรียนสวนกุหลาบ' หรือความจริงคือ ร้านขนมที่เป็นรถเข็นเล็ก ๆ หน้าเซเว่นตรงข้ามโรงเรียนสวนกุหลาบ
ทองม้วนสดที่มีหลายแบบให้เลือกของร้านนี้คือ สิ่งที่ทำให้ผมพร้อมเดินทางหลายกิโลเมตรเพื่อไปทาน (จากบ้านผมที่อยู่สมุทรสาคร)
และเพื่อให้ผมมีเรื่องได้เล่าให้คุณฟังอีกหลายย่อหน้า ร้านนี้จึง "ปิด"
ขอบคุณครับ ร้านที่อยากทานที่สุดยังไม่เปิด นั่นทำให้การเดินทางของผมเพิ่มขยายต่อไป จากหน้าโรงเรียนสวนกุหลาบ จุดหมายต่อไปที่ผมตั้งเป้าคือ 'เยาวราช'
สมัยเรียนที่เทพศิรินทร์หลายครั้งผมเลือกเดินกลับจากโรงเรียนไปวงเวียนใหญ่ด้วยการเดินผ่านเยาวราช มันมีทั้งเมืองที่มีลักษณะเฉพาะ และของกินเรียงรายตลอดถนน
ผมตั้งใจจะไปทานก๋วยจั๊บเยาวราชที่ไม่ได้ทานนานแล้ว
แต่แน่นอนว่าร้านที่เจอโดยบังเอิญดึงดูดใจผมกว่ามาก
แทนที่จะเลือกเดินบนเส้นทางหลักที่รู้เส้นทางแน่ ๆ ผมเลือกที่จะสุ่มเส้นทาง สุ่มตรอกที่อยากจะเดินไป ฟังสัญชาติญาณของตัวเองให้มากที่สุด และเมื่อหลง ผมก็แค่ถามผู้คนแถวนั้น
เส้นทางจากโรงเรียนสวนกุหลาบไปเยาวราชไม่ได้ไกลกันมาก ทำให้ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่สามารถแนะนำเส้นทางให้กับผมได้อย่างง่ายดาย ผมเพลิดเพลินไปกับการเห็นวิถีชีวิตยามเช้าของ ผู้คน, เสียงรถ, เสียงสัตว์, และต้นไม้
บางครั้งเสียงของสิ่งรอบตัวกระตุ้นให้เราเลือกเส้นทางต่าง ๆ เดินไปในที่ที่มีเสียงเพลง เดินไปตามทางที่เงียบสงบ หรือเดินไปตามทางที่ใบไม้ล่วงดึงดูดสายตา
ผมใช้เวลาไปกับการหลงทางอย่างเพลิดเพลินไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจว่าเวลานั้นผ่านไปนานแค่ไหน แวะที่ที่สนใจ แวะกินร้านที่อยากกิน
และบทเรียนแรกก็เริ่มขึ้นหลังจากทานอาหารเช้า ผมก็เหลือเวลาให้หลงอีกไม่มาก ดังนั้นเป้าหมายต่อไปจากเยาวราช คือการตรงไปประชุมที่ 'ห้าง MBK'
ผมอยากเดินเส้นทางใหม่ นั่นคือหาทางที่เดินจากเยาวราชไปยัง MBK โดยไม่ต้องผ่านโรงเรียนเทพศิรินทร์ เพื่อทำให้ไม่ต้องเจอกับเส้นทางที่คุ้นชิน
(เส้นทางที่ผมรู้จักคือ เส้นทางตามแนวรถไฟฟ้า รถเมล์บางสาย และเส้นทางเท้าเท่านั้น เพราะผมขับรถไม่เป็น นั่นจึงทำให้ท้าทายอย่างมากเวลาที่เดินไปตามซอยต่าง ๆ โดยไม่เปิด GPS เพราะผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถนนพระราม 4 กับสามย่าน มันอยู่ติดกันไหม ห่างกันแค่ไหน)
ดังนั้นผมจึงเริ่มต้นจากการถามผู้คนแถวนั้นว่าผมจะเดินทางไปยัง MBK จากจุดนี้ (เยาวราช) ได้อย่างไร ซึ่งคำตอบที่ได้ทำผมประหลาดใจ และรู้สึกว่าการเดินเช้านี้ของผมเจอจุดหมายที่อยากเรียนรู้แล้ว
บทสนทนาแรก 'ไม่มีเส้นทาง'
ผมเดินเข้าไปถามทางกับคุณป้าคนหนึ่งที่กำลังเปิดร้านอยู่แถวนั้น
"ขอโทษนะครับ ถ้าผมจะเดินไปห้างมาบุญครอง ผมต้องเดินไปทางไหนครับ"
คำตอบแรกทำผมตกใจไม่น้อย เมื่อคุณป้าท่านนั้นตอบว่า
"แถวนี้ไม่มีห้างมาบุญครองนะ"
มันทำให้ผมตระหนักทันทีว่า 'แถวนี้ ไม่มีมาบุญคลอง …' ใช่ มาบุญครองมันอยู่ไกลเลยไม่อยู่แถวนี้
ในมุมมองของผม มันแค่สถานที่หนึ่งสู่อีกสถานที่หนึ่ง ผมไม่เคยคิดถึงกรอบของคำว่า 'แถวนี้' มาก่อน
มันไม่ใช่เรื่องปกติของคนแถวเยาวราชที่จะเดินไป MBK หรืออย่างน้อยก็ในประสบการณ์ของคุณป้าท่านนี้
เป้าหมายของผม ไม่อยู่ในวิสัยที่เธอคุ้นเคยพอจะบอกเส้นทางให้กับผมได้
ผมหยุดคิด และอธิบายต่อว่า
"อ่อ ผมหมายถึง มาบุญครองที่อยู่แถวสยามน่ะครับ ผมต้องเดินไปทางไหนครับ"
คุณป้ายังคงตอบกลับผ่านประสบการณ์ที่เธอคุ้นเคยว่า
"หนูหมายถึงเดินไปขึ้นรถเมล์ใช่ไหม" (ก่อนที่เธอจะช่วยอธิบายวิธีการไปขึ้นรถเมล์ และสายรถเมล์ที่ไปได้อยู่ครู่หนึ่ง)
แล้วผมจึงยืนยันกับเธออีกครั้งว่า
"เอ่อ คือ ผมหมายถึงเดินไปจริง ๆ น่ะครับ เดินไปมาบุญครองไม่ใช่เดินไปขึ้นรถเมล์"
และผมได้รับคำตอบที่ประหลาดใจอีกครั้ง
คุณป้าพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่าย และไม่ตกใจ
"อ่อ มาบุญคลองมันเดินไปไม่ได้จ้ะ หนูต้องขึ้นรถเมล์ มันไม่มีทางให้เดินไป"
ตอนนั้นทำให้ผมตระหนักขึ้นอีกครั้ง จากความไม่คุ้นเคย จากระยะทางที่ไกล ไปสู่
'ไม่มีทาง' มันสะท้อนกลับมายังความเชื่อของตัวผม และความเชื่อที่ผู้คนบอกกับผมเกี่ยวกับสิ่งที่ 'เป็นไปไม่ได้'
จากนั้นผมก็ขอบคุณคุณป้า ก่อนจะหาทางเดินต่อ
หรือสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ แม่งอาจจะแค่ยังไกลอยู่หรือเปล่าวะ
บทสนทนาที่สอง 'ร้านกาแฟ'
หลังจากไม่ได้เส้นทางจากคุณป้า ผมก็ลองเดินไปในทิศที่น่าจะตรงไปมาบุญครองแน่ ๆ อย่างน้อยมันก็จะใกล้มากขึ้น
และผมก็เลือกที่จะเข้าไปถามที่ร้านกาแฟร้านหนึ่ง ซึ่งผมเดาเอาว่าน่าจะใกล้ถึงแล้ว
ผมสั่งกาแฟ และถามพนักงานด้วยคำถามเดิม
"จากตรงนี้ ถ้าจะเดินไป MBK ต้องไปทางไหนครับ"
พนักงานตอบผมด้วยคำตอบที่ผมพอจะคาดเดาได้
"พี่น่าจะต้องไปขึ้นรถเมล์ ตรงนั้นนะคะ" (และอธิบายวิธีการขึ้นรถเมล์)
"เอ่อ คือ ผมหมายถึงเดินจากนี่ไปเลยน่ะครับ ไม่ได้ขึ้นรถเมล์"
เมื่อพนักงานได้ยินดังนั้น เธอหยุดไปครู่นี้ ก่อนจะเริ่มช่วยคิดเส้นทางในการเดิน
ครั้งนี้เธอบอกเส้นทางเดินคร่าว ๆ ให้กับผมว่า จะต้องผ่านอะไรบ้าง ถึงจะไปถึง
ครั้งนี้เส้นทางเริ่มเห็นชัดขึ้น แม้มันจะยังไกลอยู่มาก แต่มันก็ใกล้กว่าครั้งแรกที่ถามคุณป้า มันเริ่มอยู่ในวิสัยของผู้ให้คำแนะนำ
แม้เธอจะไม่มั่นใจเส้นทางที่แน่นอน แต่เธอก็บอกภาพรวมของสิ่งที่ผมต้องทำได้แล้ว
หน้าที่ของผมจากนี้ก็แค่ต้อง 'ก้าวเดินต่อไป'
บทสนทนาที่สาม 'ใกล้แค่ไหนคือไกล'
ตอนนี้ผมเดินมาจากถึง 'ตลาดสามย่าน' และผมเดาว่านี่น่าจะเป็นการถามทางครั้งสุดท้าย
เพราะผมแค่ไม่มั่นใจว่าต้องเลี้ยวไปทางไหนบ้าง แต่มันน่าจะเริ่มเข้าใกล้ทางที่คุ้นชินแล้ว และทุกคนแถวนี้น่าจะรู้ทางหมดแล้ว
ผมแวะหาของกินอีกเล็กน้อย เพราะเวลายังเหลืออยู่ก่อนจะเข้าประชุม
ผมถามพี่ชายเจ้าของร้านอาหารที่ผมไปซื้อเหมือนเดิม
"ถ้าจะเดินไป MBK ต้องเดินไปทางไหนครับ"
ผมได้รับคำตอบที่ทำผมตกใจนิดหน่อย
"พี่จะเดินไปหรอครับ ไกลนะ"
ผมยังคงได้รับคำตอบว่า 'ไกล' แม้มันจะห่างไปแค่ไม่ถึงกิโล หรืออาจจะแค่กิโลนิด ๆ
ผมจึงตอบกลับว่า
"อ๋อ เดินครับ ผมเดินมาจากวงเวียนใหญ่ ตอนนี้น่าจะใกล้ถึงแล้ว"
ก่อนที่พี่ชายเจ้าของร้านจะตอบว่า
"อ๋อ ถ้าเทียบจากที่เดินมางั้นใกล้มากเลยครับ"
แล้วเค้าก็บอกเส้นทางอย่างละเอียดให้กับผม
และผมก็เดินตามเส้นทางนั้น จนถึง MBK
บทสรุปของ 3 ชั่วโมง
ถ้าดูจาก GPS เส้นทางนี้จะใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที แต่ผมใช้เวลาเดินไปเรื่อย ๆ เป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมง
หลายครั้งหมดเวลาไปกับการเดินไปเจอซอยตัน เดินวนเป็นวงกลม หรือเดินย้อนทางเดิม
ผมทั้งหลงทาง และเดินถูกทาง
ได้รับคำแนะนำ และบางครั้งต้องพึ่งสัญชาติญาณ
สำหรับผมมันเหมือนการดูหนัง 1 เรื่อง มีจุดเริ่มต้น เหตุการณ์ต่าง ๆ และตอนจบ
ผมกลับมานั่งสรุปหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่เริ่มเดิน จนใกล้จะถึงเป้าหมาย ตลอดเส้นทางผมได้ยินคำพูดตั้งแต่ 'เป็นไปไม่ได้' จนถึงแม้ใกล้จะถึงจุดหมาย ผมก็ยังได้ยินคำว่า 'ไกล' อยู่ดี
(ต้องขอกล่าวยืนยันว่า ทุกคนพูดกับผมด้วยความรู้สึกดี ๆ และความเป็นห่วงอย่างจริงใจ ผมสัมผัสได้ถึงเจตนาที่ดีเหล่านั้น)
มันอาจจะขึ้นอยู่กับบริบท และสถานที่ หากผมไปถามคนที่กำลังวิ่งออกกำลังกาย หรือ ผมเข้าไปถามในชุดออกกำลังกาย คำตอบอาจต่างกันออกไป
อย่างไรก็ตาม คำตอบจากผู้คนล้วนเป็นปัจจัยภายนอก ผมเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าผมจะทำอะไร ซึ่งโชคดีกว่านั้นคือ ผมรู้เฉลยของปลายทาง
ในทางกลับกันคำตอบ หรือคำบอกที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา เราไม่มีเฉลยปลายทางเลย
นั่นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะไขว้เขว หลงทาง หรือหลงลืมตัวตน และไม่มั่นใจในเป้าหมาย
การเดินทางนี้ย้ำเตือนผมให้พิจารณาตัวตนอย่างถี่ถ้วน เราเป็นใคร เป้าหมายคืออะไร คำตอบที่เราได้จากผู้คน หรือสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ และประสบการณ์ของผู้คนเหล่านั้น
บางครั้งที่เราไม่รู้คำตอบ หรือไม่มีคำแนะนำอะไรจากคนที่เราพอจะถามได้ เราอาจต้องพึ่งสัญชาติญาณแล้วก้าวเดินต่อไป เพื่อให้อย่างน้อยก็เข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น
ยิ่งเราเข้าใกล้ปลายทางมากขึ้นเท่าไร ผู้คน หรือสิ่งแวดล้อมก็อาจจะมีบทบาทช่วยเรามากขึ้นด้วย
หรือถึงเเม้จะไม่มีใครสามารถช่วยเราได้เลย เราก็อาจจะต้องพึ่งสัญชาติญาณของเราอีกครั้ง หลงทาง พึ่งสัญชาติญาณอีกสักครั้ง หลงทางอีก วนอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ
และหวังว่าเราจะเจอทางที่ใกล้เคียงมากขึ้นเรื่อย ๆ …
"เพิ่มเติมจากผู้เขียน"
สวัสดีครับ ผมพึ่งเขียน blog แรกใน Medium และเป็นการกลับมาเขียน blog ในรอบ 3 ปี
และนี่เป็น blog ที่ผมเขียนจากความอยากเขียนจริง ๆ ไม่ใช่สร้าง content เพียงอย่างเดียว อยากให้ช่วยติดตาม และแนะนำกันต่อไป
คุณสามารถติชมอย่างสร้างสรรค์ในจุดที่อยากให้ปรับปรุง และพูดคุยในช่องทางติดต่อด้านล่าง
instagram: whatdoesthefolksay
email:
folksirisak@gmail.com
เพิ่มเติมสำหรับผู้อ่านบน facebook และ Blockdit
ผมได้นำ Blog ของผมที่เขียนบน Medium มาทยอยลงใน facebook และ Blockdit page ถ้าหากคุณอยากอ่านให้เข้าถึงบริบทตั้งต้น และรูปแบบที่ผมตั้งใจจะสื่อสารจริง ๆ คุณสามารถเข้าไปอ่านฟรีได้ที่ Medium ของผม
Medium: The Curious Duck | เป็ดขี้สงสัย
https://medium.com/@folksirisak
พัฒนาตัวเอง
เรื่องเล่า
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย