18 ม.ค. เวลา 03:37 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

“พนักงานใหม่” RoundShare 2: เมื่อ ‘ความปกติ’ คือความบิดเบี้ยว และ ‘ความหวัง’ คือที่พึ่งสุดท้าย

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม RoundShare 2 จัดโดย GDH ซึ่งรูปแบบงานน่าสนใจมากครับ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก
ส่วนแรก คือการชมภาพยนตร์รอบพิเศษเรื่อง ‘HUMAN RESOURCES พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)’ ผลงานกำกับล่าสุดของ เต๋อ นวพล หนังที่เล่าเรื่องราวความสยองขวัญในที่ทำงานแบบที่ไม่มีผี แต่หลอนยิ่งกว่าด้วย KPI และ Human Error
ส่วนที่สอง คือกิจกรรม Group Sharing ที่ทางผู้จัดได้จัดวางเก้าอี้ล้อมวง โดยคัดเลือกผู้เข้าร่วมเสวนาหลัก (กลุ่มไข่แดง) เป็นคนวัยทำงานช่วงอายุ 20-35 ปี ประมาณ 30 คน หลากหลายสาขาอาชีพ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองชีวิต โดยมี พี่เอ๋ นิ้วกลม เป็นผู้ดำเนินวง (Facilitator) คอยประคองบทสนทนาให้ไหลลื่นและลึกซึ้ง ท่ามกลางผู้สังเกตการณ์ (กลุ่มไข่ขาว) ที่รายล้อมคอยรับฟังอย่างตั้งใจครับ
ตอนแรกเข้าไปเห็นการวางเก้าอี้ ก็ชัดเลยว่าตัวเองต้องนั่งตรงไหน เพราะบทบาทของเรามันเป็น “ไข่ขาว” ที่เข้าไปนั่งสังเกตการณ์เท่านั้น
นับว่าเป็นวงที่แปลก เพราะไอ้คนที่นั่งเฉยๆ ไม่พูดอะไร นั่งฟังเป็นไข่ขาว คนกลุ่มนี้หลายคนรวมทั้งผมคือคนที่พูดเยอะ เขียนเยอะ วันนี้ถูกขอให้ฟังเป็นหลัก มันก็ดูแปลกๆ แต่กลับทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ
ที่ขลังมากๆ คือพลังของ เอ๋ นิ้วกลม ที่รับบทบาทเป็น Facilitator พลังของเขาเหมือนเป็นพลังภายในที่ปล่อยออกมาสร้างบรรยากาศในห้องให้เกิดการแชร์ความรู้สึกได้อย่างดีเยี่ยม เขาเริ่มต้นจากการใช้เทคนิคหลายข้อที่น่าเอาไปเลียนแบบมาก เช่น การกำหนด Ground Rule บอกให้ทุกคนไม่ต้องตบมือ ไม่ต้องคิดวิจารณ์ ไม่ต้องเห็นแย้ง แค่ตั้งใจฟังโดยไม่ใช้มือถือ มีการทำ Weather Check ให้คนแชร์ความรู้สึกผ่านสภาพอากาศ เพื่อให้เปิดใจพร้อมแชร์มากขึ้น
ส่วนกติกา 5 ข้อหลักของบทสนทนาที่เอ๋ตั้งไว้คือ
- ฟังเพื่อทำความเข้าใจ ไม่ได้ฟังเพื่อโต้ตอบ
- แบ่งปันจากประสบการณ์ ไม่ใช่การให้คำแนะนำ
- ไม่ได้มาเพื่อแก้ชีวิตใคร และไม่ต้องการให้ใครมาแก้ชีวิตเรา
- เก็บสิ่งที่คุยกันเป็นความลับ (ถ้าจะนำไปเขียนถึง ขอไม่ระบุชื่อบุคคล)
- การฟังอย่างแท้จริง
งานนี้เป็นเหมือน "กระจกเงาบานใหญ่" ที่ไม่ได้สะท้อนแค่หน้าตาของคนวัยทำงาน แต่สะท้อนไปถึง "โครงสร้างบ้านเมือง" ที่ผุพังและบิดเบี้ยวได้อย่างชัดเจนมาก
เพื่อให้เห็นภาพรวมของ "มรสุมชีวิต" ที่คนวัยนี้ (Gen Y) กำลังแบกรับอยู่ ผมขอสรุปสิ่งที่สัมผัสได้เป็น 3 คำสั้นๆ คือ:
1. น่วม
ทุกๆ คนดูเหมือนจะเจออาการบอบช้ำภายใน มันอาจจะมองไม่เห็นแต่เจ็บปวดจริง ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์ (น่วมเพราะไม่มั่นคง), กงสี (น่วมเพราะไม่มีเสียง), หรือราชการ (น่วมเพราะระบบอุปถัมภ์) ทำให้เห็นว่าไม่มีใครรอดพ้นจากโครงสร้างที่มีปัญหานี้ไปได้
2. วิ่ง
มีน้องๆ หลายคนแชร์ประมาณว่า "กูพยายามแล้ว แต่เทคโนโลยีแม่งก็แซงไปอยู่ดี" ยิ่งมี AI ยิ่งทำให้รู้สึกต้องถีบตัวเองอยู่ตลอดเวลา มันคือความรู้สึกของการวิ่งบนลู่วิ่งที่เร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนขาจะขวิดกันล้ม แต่หยุดวิ่งไม่ได้เพราะข้างหลังคือเหว (ตกงาน)
3. ภายใน
ในเมื่อปัจจัยภายนอก (เศรษฐกิจ, AI, การเมือง) ควบคุมไม่ได้เลย การหันกลับมารักษาใจเราเองให้มั่นคง ผมเห็น Session นี้แล้ว รู้สึกว่าการมี "วงเพื่อน" ไว้นั่งฟังกันแบบนี้ จึงกลายเป็น "ตาข่ายนิรภัย" (Safety Net) สุดท้ายที่เราพอจะสร้างให้กันเองได้ อย่างน้อยๆ ให้รู้สึกว่า เราไม่ได้เผชิญปัญหานี้คนเดียว
จากภาพจำ 3 คำข้างต้น เมื่อลองมองให้ลึกลงไปในรายละเอียด ผมพบประเด็นที่น่าตกใจ 7 ข้อ ที่สะท้อนว่าเรากำลังอยู่ในสังคมที่ “ความปกติ” คือความบิดเบี้ยว และ “ความหวัง” คือที่พึ่งสุดท้าย:
1. วิกฤตการณ์การ "ฟัง" และความสัมพันธ์ที่เปราะบาง
สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือ คนเราฟังกันน้อยลง และสนใจเรื่องราวระดับบุคคลน้อยลง เรามักจะเถียงกันรุนแรงในเรื่องไกลตัว แต่กลับละเลยความสัมพันธ์ใกล้ตัว โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างรุ่น (Generation Gap) ที่ถ่างกว้างขึ้นจนน่าเป็นห่วง การได้มานั่งล้อมวงคุยกันวันนี้จึงเป็นเรื่องพิเศษ เพราะมันคือการกอบกู้ความสัมพันธ์พื้นฐานของมนุษย์คืนมา
2. หรือเรากำลังอยู่ในสังคมที่ "ความบิดเบี้ยว" กลายเป็นเรื่อง "ปกติ"?
เรื่องเล่าในวงทำให้ผมฉุกคิดถึงสิ่งที่เราเจอทุกวัน เจ้านายด่าลูกน้อง, การกดดันให้ทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้ค่าตอบแทน, หรือแม้แต่เรื่องบนท้องถนนอย่างการทำผิดกฎจราจร เราชาชินจนนึกว่ามันเป็นเรื่อง "ปกติ" แต่จริงๆ แล้ว "สังคมไทยต่างหากที่ผิดปกติ" กฎหมายที่มีก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ กฎระเบียบถูกเลือกปฏิบัติเพื่อเอื้อประโยชน์คนบางกลุ่ม ช่องโหว่เหล่านี้แหละคือรากฐานของคอร์รัปชันที่กัดกินความหวังของคนทำงาน
ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายคุ้มครองลูกจ้างยังหย่อนยาน แทบไม่มีกลไกอะไรในการปกป้องการกลั่นแกล้ง หรือการเลือกปฏิบัติในองค์กรเลย
3. กับดักทุนนิยม และค่านิยมความสำเร็จที่บีบคั้น
คนวัยทำงานยุคนี้แบกรับแรงกดทับมหาศาล ทั้งจากที่ทำงาน ความไม่มั่นคง และแรงกดดันจากครอบครัวที่ยังยึดติดกับค่านิยมความสำเร็จแบบเก่า ต้องมีบ้าน มีรถ มีเงินเดือนสูง เพื่อให้ได้รับการยอมรับ ระบบทุนนิยมและบริโภคนิยมบีบให้พวกเขาต้องวิ่งตามมาตรฐานเหล่านี้ จนความเครียดพุ่งสูง เพราะถ้าหยุดวิ่งเมื่อไหร่ ก็เท่ากับ "ล้มเหลว" ในสายตาสังคมทันที
4. ภัยคุกคามจาก AI: เมื่อ "ความเป็นมนุษย์" กำลังจะล้าสมัย
นอกจากความเหนื่อยยากทางกาย ยังมีความกลัวทางใจต่อเทคโนโลยี มีประเด็นที่น่าสนใจมากว่า การเข้ามาของ AI อาจทำให้เราสูญเสีย "ทักษะการคิดวิเคราะห์" (Critical Thinking) เพราะเราเริ่มโยนให้ AI คิดแทน ความกดดันยุคนี้จึงไม่ใช่แค่ "งานหนัก" แต่คือความหวาดระแวงว่า "สกิลที่เรามีจะไร้ค่าเมื่อไหร่" (Fear of Obsolescence) และเรากำลังจะสูญเสียความสามารถพื้นฐานของมนุษย์ไปให้กับเครื่องจักรหรือไม่?
5. "การไม่มีลูก" คือการตัดสินใจเพื่อความอยู่รอด
ผลพวงจากข้อ 3 และ 4 นำมาสู่ความจริงข้อนี้ครับ ในวงสนทนาแทบไม่มีใครคิดอยากมีลูกเลย มันไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบส่วนบุคคล แต่เป็นเพราะ "โครงสร้างเศรษฐกิจ" ที่บีบรัด การมีลูกในสภาวะที่สังคมเหลื่อมล้ำและค่าครองชีพสวนทางกับรายได้ กลายเป็น "ความเสี่ยงทางการเงิน" ที่สูงเกินกว่าชนชั้นกลางจะแบกรับไหว
6. ความสิ้นหวังทางการเมือง แต่ยังไม่หมดหวังกับอนาคต
แม้ทุกคนจะดูสิ้นหวังกับการเมืองไทยในปัจจุบัน แต่ลึกๆ แล้วไฟแห่งความหวังยังไม่มอดดับ ทุกคนยังตั้งใจจะไปเลือกตั้ง และมองเห็นพรรคการเมืองที่มีแนวทางไปในทิศทางเดียวกัน โดยหวังลึกๆ ว่าพลังเล็กๆ ของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศได้ในสักวัน
7. ทางออกสุดท้าย: สร้าง "ความมั่นคงภายใน" (Internal Stability)
เมื่อโลกภายนอก ไม่ว่าจะการเมือง กฎหมาย หรือเศรษฐกิจ พึ่งพาไม่ได้ สิ่งที่คนในวงสะท้อนออกมาคือ พวกเขาต้องหันกลับมาสร้าง "ความมั่นคงทางใจ" แทน การฮีลใจ หรือสิ่งที่บางคนเรียกว่า "Mental Tourism" กลายเป็นทางออกเพื่อหลีกหนีความจริงอันโหดร้ายชั่วคราว เพื่อชาร์จพลังให้กลับไปสู้ต่อ
บทส่งท้าย: จากวงสนทนา สู่นโยบายเปลี่ยนประเทศ
เห็นพลังของการ "รับฟัง" ในวันนี้แล้ว ผมมีข้อเสนอเล็กๆ ที่อยากฝากไปถึงผู้มีอำนาจ หรือผู้ที่กำลังเสนอตัวเข้ามาอาสาบริหารประเทศครับ
เนื่องจากเรากำลังจะเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้ง ผมอยากเห็นนักการเมืองพรรคต่างๆ ลองเปลี่ยนรูปแบบจากเวทีปราศรัยที่เน้น "พูด" มาเป็นการจัด Session ที่เน้น "ฟัง" แบบนี้ดูบ้าง
ลองเปิดพื้นที่ให้ประชาชนตัวเล็กตัวน้อยได้มานั่งล้อมวง แล้วท่านลองสวมบทบาทเป็นผู้ฟังที่ดี ฟังเสียงความเจ็บปวด ฟังความต้องการจริงๆ ของพวกเขา ก่อนที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปถกเถียง (Debate) หรือกลั่นกรองออกมาเป็นนโยบาย
ผมเชื่อเหลือเกินว่า หากนโยบายถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ "การรับฟังความเห็นของประชาชนจริงๆ" มันจะไม่ใช่แค่นโยบายที่สวยหรูบนกระดาษ แต่จะเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับความจริง และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริงครับ
สิ่งที่ผมเรียนรู้จาก RoundShare 2 จึงไม่ใช่แค่เรื่องปรับทุกข์ของคนทำงาน แต่คือสัญญาณเตือนภัยว่า หากเรายังปล่อยให้โครงสร้างสังคมบิดเบี้ยวแบบนี้ต่อไป เรากำลังผลักไสให้คนรุ่นใหม่ต้องโดดเดี่ยว ต่อสู้เพียงลำพัง และเหลือเพียง "จิตใจของตัวเอง" เป็นที่พึ่งสุดท้ายครับ
ว่าแล้ว อย่าลืมไปลงคะแนนเลือกตั้งกันนะครับ
#RoundShare2
#พนักงานใหม่โปรดรับไว้พิจารณา
#HumanResourceMovie
โฆษณา