20 ม.ค. เวลา 09:32 • ข่าว

สร้างรูปแบบแก้ปัญหา PM 2.5 ชง รบ.ใหม่ ดันวาระชาติ ลุยร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ชู "ปายโมเดล" ลดเผาลดฝุ่น
เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2569 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) , กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) , กระทรวงสาธารณสุข, กรุงเทพมหานคร, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม , สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร, มูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย และศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ
จัดการประชุมวิชาการระดับชาติ เรื่อง มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 (Thailand National PM2.5 Forum # 2) เพื่อออกแบบกลไกการขับเคลื่อนการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นควันอย่างยั่งยืนร่วมกัน ระหว่างภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม
นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นมลพิษทางอากาศที่สำคัญที่สุดและเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมเชิงโครงสร้างที่มีความซับซ้อน เชื่อมโยงกับรูปแบบการใช้ทรัพยากร การเผาในที่โล่ง ภาคเกษตรและป่าไม้ การขยายตัวของเมือง การคมนาคมขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนมลพิษข้ามพรมแดน
ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน มีพิษภัยร้ายแรงคล้ายโควิดที่ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ การแก้ปัญหา PM 2.5 ไม่อาจจำกัดแค่รับมือเฉพาะในหน้าช่วงวิกฤต แต่จำเป็นต้องมุ่งสู่การจัดการเชิงระบบในระยะยาว ตั้งแต่การควบคุมและลดแหล่งกำเนิดมลพิษ การฟื้นฟูและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ การกำกับดูแลกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการนำข้อมูล วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ
ขอให้ทั้ง ทส. สสส. สภาลมหายใจฯ และภาคีเครือข่ายร่วมกันสรุปผลการประชุมครั้งนี้ออกมาเป็นรูปแบบในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 เพื่อเสนอแก่รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาเร็วๆ นี้ ว่าควรต้องดำเนินการอย่างไร เช่น เริ่มต้นหนึ่งทำอะไรแล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไร จากนั้นสองทำต่อไปแล้วเป็นอย่างไร เพื่อให้บริหารจัดการโดยข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะทุกรัฐบาลจะทำการแก้ปัญหาก็อยากเห็นภาพเป็นรูปธรรมรวมถึงต้องใช้งบประมาณเท่าไร
"การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพราะเป็นปัญหาระดับประเทศ ต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ซึ่งไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีคนต่อไปต้องให้ความสำคัญ โดยจัดให้เป็นวาระแห่งชาติ อย่าเอามาเป็นแค่เรื่องการเมือง ขอให้รับฟังคนทำงานด้านฝุ่น
และตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาเหมือนสมัยโควิดที่มี ศบค. เพื่อกำหนดทิศทางการทำงานของหน่วยงานต่างๆ จะเดินแบบไหน กระทรวงไหนทำอะไร ใช้งบประมาณเท่าไร ไม่ใช่ต่างคนต่างตั้งงบแล้วทำ มีคณะกรรมการและภาคเอกชนร่วมกันพิจารณาถึงจะสำเร็จ
ส่วนร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ค้างอยู่ในสภาก็ต้องเดินหน้าต่อให้สำเร็จ บทลงโทษต่างๆ ต้องใช้ได้จริงเพื่อให้กฎหมายมีความเป็นธรรม ใครสร้างมลพิษทำให้เราเจ็บป่วยก็ต้องรับผิดชอบ รัฐบาลชุดต่อไปต้องเดินหน้าให้จบ" นายสุชาติกล่าว
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า จากข้อมูลของ World Bank ปี 2022 พบว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 57 คนต่อประชากร 100,000 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อสุขภาพ 26,260 ล้านเหรียญสหรัฐ และข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขพบผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศกว่า 12.27 ล้านคน
ผลกระทบจากปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ส่งผลต่อ สุขภาพ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และประชาชนในพื้นที่เปราะบาง ที่ผ่านมาประเทศไทยมีความพยายามแก้ไขปัญหาฝุ่นทั้งด้านนโยบาย มาตรการ และการใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ แต่สถานการณ์ยังทวีความรุนแรง
การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีแห่งความร่วมมือภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล–วิทยาศาสตร์–เทคโนโลยี ขับเคลื่อนนโยบาย เปิดพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อสร้างอากาศสะอาดร่วมกัน” โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ คือ
1.ร่วมกันออกแบบกลไกการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน ระหว่างภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม เพื่อผลักดันเครื่องมือเชิงนโยบาย อาทิ พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ ให้สามารถตอบสนองต่อปัญหาตามบริบทพื้นที่
2.สร้างการบูรณาการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาว ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูล องค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมไปกำหนดนโยบายและจัดการระดับพื้นที่
3.สร้างความตระหนักรู้ของสังคมต่อผลกระทบของมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมกันปกป้องสิทธิในการหายใจอากาศที่สะอาดและปลอดภัย
ดร.นพ.ไพโรจน์กล่าวว่า สำหรับการใช้ข้อมูลและนวัตกรรมมาแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 มีการเชื่อมข้อมูลดาวเทียมจาก GISTDA เพื่อให้สภาลมหายใจฯ วิเคราะห์จุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้ รวมถึงทิศทางลมทำให้เห็นต้นทางและปลายทางที่จะได้รับผลกระทบ โดยมีการนำร่องในช่วงปี 2567-2568 ใน 2 พื้นที่ คือ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.ไทรโยค และ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี
เมื่อพบปัญหาการเผาไหม้ก็จะบูรณาการคนทำงานในพื้นที่ในการเข้าไปดับไฟป่า ติดตามป้องกันการเผาทางการเกษตร โดยพบว่าสามารถลดพื้นที่ในการเผาไหม้ลงได้ 20-30% และลดฝุ่นในพื้นที่ปลายทางลงได้ 10% โดยในส่วนของ "ปายโมเดล" ต้นทางฝุ่นมาจาก ต.แปง เมื่อระดมกำลังไปช่วยลดการเผาใน ต.แปง ก็ทำให้ฝุ่นที่ อ.ปายดีขึ้น
ส่วนกาญจนบุรีเป็นป่าที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด มีขนาด 1 ล้านไร่ แต่ละปีเผากว่า 5 แสนไร่ เมื่อไปลดการเผาในกาญจนบุรีลงเหลือกว่า 3 แสนไร่ ก็ช่วยให้ฝุ่นในกรุงเทพฯ ลดลง โดยปีนี้จะมีการขับเคลื่อนขยายต่อในอีก 6 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา ลำพูน และลำปาง
ด้านนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ กล่าวว่า แม้ไทยจะมีข้อมูล งานวิจัย และบทเรียนจากพื้นที่จำนวนมากแล้ว แต่ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ข้อเสนอและองค์ความรู้เหล่านั้นถูกนำไปใช้ต่อเนื่องในเชิงนโยบาย โดยเฉพาะในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ภาคการเมืองควรรับช่วงต่อและขับเคลื่อนวาระอากาศสะอาดอย่างจริงจัง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่เริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สำหรับในด้านองค์ความรู้
งานประชุมครั้งนี้ยังเป็นเวทีเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานวิชาการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกับหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อแลกเปลี่ยนงานวิจัย ระบบข้อมูลจากดาวเทียม เทคโนโลยีการตรวจวัด และเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง ที่สามารถนำไปใช้สนับสนุนการกำหนดนโยบายและการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีบทบาทสำคัญผ่านกิจกรรมการประกวดและเวทีประชันไอเดีย เพื่อสะท้อนมุมมองและข้อเสนอจากเยาวชนที่เติบโตท่ามกลางปัญหามลพิษทางอากาศ และได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 สนับสนุนการแสดงพลังของคนรุ่นใหม่ในการร่วมออกแบบอนาคตอากาศสะอาดของประเทศ และผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประเทศในระยะยาว
โฆษณา