วันนี้ เวลา 02:09 • ธุรกิจ

ดจบ Asus Phone! ทำไมเจ้าพ่อ PC ถึง “ตกม้าตาย” ในสนามสมาร์ตโฟน?

หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ในยุคที่ตลาดสมาร์ตโฟนกำลังเริ่มเดือดพล่านถึงขีดสุด
ช่วงเวลานั้นเป็นเหมือนสนามรบที่เปิดกว้างสำหรับผู้กล้าหน้าใหม่…
มีแบรนด์หนึ่งที่ก้าวเข้ามาด้วยความมั่นใจ พร้อมชื่อเสียงที่สั่งสมมาจากวงการคอมพิวเตอร์ระดับโลก
พวกเขาคือ Asus ยักษ์ใหญ่จากไต้หวันที่ใครต่างก็รู้จักดีในฐานะผู้ผลิตเมนบอร์ดและโน้ตบุ๊กคุณภาพสูง
การกระโดดลงมาเล่นในสนามสมาร์ตโฟนของ Asus ในตอนนั้น ไม่ได้มาเล่นๆ
แต่มาพร้อมกับความเชื่อมั่นว่า ในเมื่อพวกเขาสามารถครองโลก PC ได้ การจะยึดพื้นที่ในกระเป๋ากางเกงของผู้คนก็คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้…
ช่วงเริ่มต้นในปี 2014 ถือเป็นยุคบุกเบิกที่น่าตื่นเต้น Asus เปิดตัว Zenfone รุ่นแรกๆ
โดยจับมือกับพันธมิตรเก่าแก่อย่าง Intel นำชิปประมวลผลที่เคยอยู่ในโลกคอมพิวเตอร์มาย่อส่วนใส่ลงในมือถือ
กลยุทธ์ในตอนนั้นชัดเจนมาก คือการนำเสนอความคุ้มค่าที่หาตัวจับยาก ดีไซน์ที่ดูดีเกินราคา และชื่อชั้นของแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ
ทำให้ Asus กลายเป็นตัวเลือกแรกๆ ของคนที่เบื่อแบรนด์เจ้าตลาดเดิมๆ…
แต่สิ่งที่ทำให้โลกต้องหันมามอง Asus แบบตาไม่กะพริบ คือการเปิดตัว Zenfone 2
ในเวลาต่อมา รุ่นนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกของโลกที่อัด RAM มาให้ถึง 4GB
ในยุคที่มือถือเรือธงราคาแพงระยับยังให้ RAM มาแค่ 2GB หรือ 3GB
การที่ Asus กล้าให้มากกว่าในราคาที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนวงการและสร้างฐานแฟนคลับได้อย่างมหาศาล…
กราฟความสำเร็จของ Asus พุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงจุดพีคที่สุดในปี 2018 กับรุ่นในตำนานอย่าง Zenfone Max Pro M1
รุ่นนี้ถูกยกย่องว่าเป็น “Xiaomi Killer” อย่างแท้จริง เพราะมันออกมาเพื่อท้าชนกับ Redmi Note Series ที่ครองตลาดอินเดียและตลาดระดับกลางทั่วโลกอยู่ในขณะนั้น…
ด้วยสเปกที่จัดเต็ม แบตเตอรี่อึดระดับ 5,000 mAh และระบบปฏิบัติการแบบ Pure Android ที่ลื่นไหล
ทำให้มันกลายเป็นมือถือที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งในประวัติศาสตร์
ณ เวลานั้น ใครๆ ก็คิดว่า Asus เจอทางที่ใช่แล้ว พวกเขาคือผู้ท้าชิงที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดที่จะต่อกรกับกองทัพมือถือจากจีน…
แต่ในโลกธุรกิจ ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน โดยเฉพาะในตลาดเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วที่สุดในโลก
1
หลังจากผ่านพ้นปี 2019 ไป กราฟที่เคยพุ่งสูงกลับเริ่มดิ่งลงอย่างน่าใจหาย
ความเคลื่อนไหวของ Asus ในตลาดสมาร์ตโฟนเริ่มแผ่วลง รุ่นใหม่ๆ เริ่มออกช้าลง และกระแสตอบรับก็ไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนเคย…
เกิดอะไรขึ้นกับแบรนด์ที่เคยเป็นความหวังของผู้บริโภค? ทำไมจากผู้ฆ่ายักษ์ ถึงกลายเป็นฝ่ายที่ต้องถอยร่นจนต้องปิดตัวไปเสียเอง?
ก่อนอื่นต้องบอกว่าตลาดสมาร์ตโฟนในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือสมรภูมิเลือดที่มีการแข่งขันดุเดือดที่สุดในโลก
แบรนด์จีนอย่าง Xiaomi, OPPO, Vivo และ Realme ต่างงัดกลยุทธ์ด้านราคามาสู้กันแบบยิบตา…
ข้อได้เปรียบมหาศาลของแบรนด์จีน คือ “Supply Chain” ที่แข็งแกร่งและการผลิตในปริมาณมหาศาล
ซึ่งทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำมาก จนสามารถขายของดีในราคาที่ถูกจนเหลือเชื่อได้
แม้ Asus จะเป็นบริษัทใหญ่ แต่ในขาของธุรกิจมือถือ สเกลการผลิตของพวกเขายังเป็นรองคู่แข่งจากจีนอยู่มาก
เมื่อต้องกระโดดลงไปเล่นในเกมตัดราคา กำไรที่ได้จึงบางเฉียบจนแทบไม่คุ้มค่าเหนื่อย…
ยิ่งไปกว่านั้น Asus ยังต้องเจอกับมรสุมทางกฎหมายที่คาดไม่ถึง
ในปี 2019 พวกเขาถูกฟ้องร้องเรื่องเครื่องหมายการค้าในอินเดีย โดยบริษัทท้องถิ่นอ้างสิทธิ์ในชื่อคำว่า “Zen”
ผลลัพธ์คือ Asus ไม่สามารถใช้ชื่อ Zenfone ในการทำตลาดที่อินเดียได้ชั่วคราว
ทำให้โมเมนตัมทางการตลาดสะดุดลงอย่างจัง ผู้บริโภคเกิดความสับสน และแบรนด์ก็เริ่มสูญเสียพื้นที่สื่อไป…
เมื่อสู้ในสงครามราคาไม่ไหว และเจอปัญหาอุปสรรคถาโถม Asus จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่
พวกเขาเลือกที่จะถอยออกจากตลาด “Mass” ที่เน้นขายปริมาณมากแต่กำไรน้อย เพื่อหันไปโฟกัสที่ตลาด “Niche” หรือตลาดเฉพาะกลุ่มที่เน้นคุณภาพและนวัตกรรมแทน…
นี่คือจุดกำเนิดของการผลักดัน ROG Phone ขึ้นมาเป็นเรือธงหลัก
โดยหวังว่าจะใช้จุดแข็งของแบรนด์ ROG ที่เป็นเบอร์หนึ่งในโลกอุปกรณ์เกมมิ่ง มาเจาะตลาดคนเล่นเกมบนมือถือ
แนวคิดนี้ดูเหมือนจะดี เพราะตลาดเกมมือถือกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
เกมอย่าง PUBG Mobile หรือ Genshin Impact กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่…
Asus ทุ่มเททรัพยากรไปกับการสร้างสุดยอดมือถือเกมมิ่ง ที่มีทั้งหน้าจอ Refresh Rate สูง ระบบระบายความร้อนที่ซับซ้อน และดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวโดนใจเกมเมอร์
แต่สิ่งที่ Asus อาจจะมองข้ามไป คือพฤติกรรมที่แท้จริงของผู้บริโภคในตลาดส่วนใหญ่…
ความจริงที่เจ็บปวดคือ คนที่เล่นเกมมือถือส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนที่มีงบประมาณสูง
พวกเขาคือกลุ่มคนที่มองหามือถือราคาคุ้มค่าในช่วง 8,000 ถึง 15,000 บาท ที่พอจะเล่นเกมได้ลื่นระดับหนึ่ง
ในขณะที่ ROG Phone ถูกวางตำแหน่งเป็นสินค้าระดับพรีเมียม ราคาเปิดตัวสูงถึง 30,000 ถึง 40,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงเกินกว่ากลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่จะเอื้อมถึง…
สำหรับคนที่มีงบประมาณระดับนั้น เมื่อต้องจ่ายเงินก้อนโต พวกเขามักจะคาดหวังความสมบูรณ์แบบในทุกด้าน ไม่ใช่แค่เรื่องเกม
พวกเขาต้องการกล้องระดับเทพ ดีไซน์ที่ดูหรูหราพกพาไปทำงานได้ และศูนย์บริการที่ครอบคลุม
ซึ่งเป็นสิ่งที่ ROG Phone อาจจะยังตอบโจทย์ได้ไม่ครบถ้วนเท่ากับคู่แข่งอย่าง Samsung หรือ iPhone…
กลายเป็นว่า Asus พาตัวเองหนีจากทะเลเลือด มาติดอยู่ในเกาะร้างที่สวยงามแต่ไร้ผู้คน
ตลาด Gaming Phone ระดับพรีเมียม กลายเป็นตลาดที่เล็กมาก จนยอดขายไม่สามารถชดเชยต้นทุนการวิจัยและพัฒนาอันมหาศาลได้…
นอกจาก ROG Phone แล้ว Asus ยังพยายามเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มอีกด้าน
ด้วยการทำ Zenfone รุ่นหลังๆ ให้เป็นมือถือ “Compact Flagship” หรือมือถือจอเล็กสเปกแรง
แต่ก็อีกนั่นแหละ ความต้องการมือถือจอเล็กในตลาดโลกมีอยู่จริง แต่มันก็เป็นเพียงส่วนน้อยนิด เมื่อเทียบกับกระแสหลักที่คนนิยมมือถือจอใหญ่เพื่อเสพคอนเทนต์วิดีโอ…
ปัญหาเรื้อรังอีกอย่างที่ Asus แก้ไม่ตก คือเรื่องของ “Software” และ “Service”
การลดขนาดธุรกิจมือถือลง ทำให้ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์เล็กลงตามไปด้วย ส่งผลให้การอัปเดต Android ล่าช้ากว่าคู่แข่ง และมีบั๊กจุกจิกกวนใจผู้ใช้
บวกกับจำนวนศูนย์บริการที่น้อยลง และการพึ่งพาพาร์ตเนอร์ภายนอกในการซ่อมบำรุง ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ…
เมื่อสินค้าดี แตบริการไม่ตอบโจทย์ และราคาก็ไม่ได้จูงใจเหมือนเก่า ลูกค้าเก่าที่เคยภักดีจึงเริ่มปันใจไปหาแบรนด์อื่นที่ให้ประสบการณ์ที่ครบวงจรกว่า
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ข่าวเรื่องการประกาศยุติการผลิตมือถือรุ่นใหม่ของ Asus ไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์แต่อย่างใด…
ตัวเลขรายได้ในงบการเงินก็ฟ้องชัดเจนว่า ธุรกิจสมาร์ตโฟนกลายเป็นส่วนเล็กๆ ที่แทบไม่มีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับอาณาจักร PC และธุรกิจใหม่ที่กำลังทำเงินมหาศาลอย่าง AI Server
Asus ในวันนี้ อาจจะไม่ใช่ Asus ที่กระหายชัยชนะในตลาดมือถืออีกต่อไปแล้ว
พวกเขาเริ่มมองเห็นความจริงว่า การฝืนแข่งในเกมที่ตัวเองเสียเปรียบ ไม่ใช่หนทางของการทำธุรกิจที่ฉลาด…
1
การถอยไม่ได้แปลว่าพ่ายแพ้เสมอไป แต่มันอาจหมายถึงการ “เลือก” ที่จะไปชนะในสมรภูมิอื่น
เราได้เห็น Asus เปิดตัว ROG Ally เครื่องเล่นเกมพกพาที่รันระบบ Windows ซึ่งได้รับเสียงตอบรับถล่มทลาย
นี่คือสินค้าที่ดึงเอา DNA ความเป็นเจ้าแห่งฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ของ Asus ออกมาใช้อย่างเต็มที่ และไม่มีคู่แข่งในตลาดมือถือมาคอยกวนใจ…
มันเป็นการตอกย้ำว่า แท้จริงแล้วลูกค้าของ Asus อาจจะไม่ใช่คนที่มองหาโทรศัพท์เพื่อโทรเข้าโทรออก
แต่เป็นคนที่มองหาประสิทธิภาพในการเล่นเกมและการใช้งานคอมพิวเตอร์ในรูปแบบพกพา
เรื่องราวของ Asus บอกเราว่า การมีสินค้าที่ดีที่สุด ไม่ได้การันตีความสำเร็จเสมอไป
การเข้าใจ “จังหวะเวลา” และ “กลุ่มเป้าหมาย” ที่แท้จริง สำคัญยิ่งกว่าสเปกบนหน้ากระดาษ…
Zenfone อาจจะกลายเป็นเพียงตำนานหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์สมาร์ตโฟน เป็นความทรงจำดีๆ ของใครหลายคนที่เคยสัมผัสความแรงในราคาที่จับต้องได้
แต่สำหรับ Asus แล้ว นี่คือการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและเติบโตในยุคสมัยใหม่
ยุคที่ AI และ Cloud Computing มีบทบาทมากกว่าแค่แอปพลิเคชันบนหน้าจอมือถือ
การยอมตัดใจทิ้งธุรกิจที่รัก แต่ไม่ทำเงิน อาจจะเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวดที่สุด แต่ก็จำเป็นที่สุดสำหรับผู้นำองค์กร…
ในอนาคต เราอาจจะไม่เห็นโลโก้ Asus บนสมาร์ตโฟนอีกแล้ว
แต่เชื่อเถอะว่า เราจะยังเห็นนวัตกรรมจากพวกเขาในรูปแบบอื่น ที่อาจจะเปลี่ยนโลกได้ยิ่งกว่ามือถือเครื่องหนึ่งเสียอีก
และนั่นอาจจะเป็นชัยชนะที่แท้จริง ที่ Asus มองเห็นมาตั้งแต่ต้น…
References : [gsmarena, androidauthority, economictimes, techcrunch, xda-developers]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา