21 ม.ค. เวลา 06:42 • การศึกษา

Executive Function สามารถถูกใช้เพื่ออำพรางปัญหาที่แท้จริงของนักเรียน

หลายคนอาจคิดว่าในห้องเรียนนักเรียนที่นั่งนิ่ง สบตา พยักหน้าตามครู และไม่สร้างปัญหา มักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “นักเรียนปกติ” หรืออย่างน้อยก็ “นักเรียนที่ไม่ต้องกังวลเป็นพิเศษ” การประเมินแบบนี้อาจดูสมเหตุสมผลในเชิงพฤติกรรม แต่ในความเป็นจริง มันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป
ในที่นี้ผมหมายรวมถึงนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ อย่างภาวะออทิซึมเปกตรัมด้วย หรือแม้แต่นักเรียนทั่วไปที่มีความสามารถด้านการควบคุมตนเองดี นักเรียนกลุ่มนี้อาจใช้ Executive Function (EF) ไม่ใช่เพื่อการเรียนรู้เท่านั้น แต่เพื่อ “เอาตัวรอดทางสังคม”
ผมเขียนถึง EF หลายครั้งจึงอยากข้ามการอธิบายตัวแปรนี้ แต่อาจจะอธิบายสั้น ๆ ว่าเป็น ความสามารถของสมองส่วนหน้า ซึ่งงานวิจัยของ Hull และคณะ (2021) พบว่า ความสามารถด้านการคิดควบคุมและการกำกับตนเอง มีความสัมพันธ์กับระดับของอำพราง (Camouflaging) หรือ กำบัง (Masking) ในวัยรุ่นออทิซึม
กล่าวคือ นักเรียนที่มี EF ดี อาจสามารถยับยั้งพฤติกรรมที่ “ดูไม่เหมาะสม” ทางสังคม จดจำกฎเกณฑ์ทางสังคม และแสดงพฤติกรรมที่คนรอบข้างคาดหวังได้อย่างแนบเนียน
จากภายนอก นักเรียนกลุ่มนี้อาจดูสงบนิ่ง ปรับตัวได้ดี และไม่สร้างปัญหาในห้องเรียน พวกเขาสามารถนั่งฟังครูจนจบคาบสุข สบตา พยักหน้า ตอบคำถามได้ตามจังหวะที่เหมาะสม และปฏิบัติตามกติกาทางสังคมได้อย่างแนบเนียน ภาพที่ปรากฏจึงสอดคล้องกับนิยามของ “นักเรียนที่พร้อมเรียนรู้” ในระบบการศึกษาทั่วไป
แต่ภายในกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่งอย่างสิ้นเชิง เบื้องหลังพฤติกรรมที่ดูราบรื่นนั้น คือการทำงานของสมองในโหมดควบคุมอย่างต่อเนื่อง นักเรียนต้องใช้สมองส่วนบริหาร (Executive Function) ตลอดเวลาในการยับยั้งแรงกระตุ้นตามธรรมชาติ คอยตรวจสอบตนเองว่า “ทำถูกหรือยัง” จดจำกฎทางสังคมจำนวนมาก และปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้อื่น แม้ในขณะที่ภายในรู้สึกสับสน เหนื่อยล้า หรือไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างแท้จริง
ในบริบทนี้ Executive Function จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเพื่อการสำรวจ ทดลอง และเติบโตทางการเรียนรู้ หากแต่ถูกใช้เป็น กลไกการชดเชย (Compensatory mechanism) เพื่อปิดบังข้อจำกัดหรือความเปราะบางบางประการ โดยเฉพาะในด้านอารมณ์และการเข้าสังคม การควบคุมตนเองจึงกลายเป็น “เกราะป้องกัน” มากกว่าพื้นที่แห่งการพัฒนา
เมื่อ EF ถูกใช้ในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง ต้นทุนที่เกิดขึ้นคือความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ความวิตกกังวลเรื้อรัง และความรู้สึกสูญเสียตัวตนในระยะยาว นักเรียนอาจเรียนรู้ได้ในเชิงพฤติกรรม แต่ไม่ได้เติบโตในเชิงความเป็นมนุษย์ เพราะพลังสมองทั้งหมดถูกใช้ไปกับการ “ทำให้ดูปกติ” มากกว่าการ “เป็นตัวเองอย่างปลอดภัย”
การอำพราง กำบังโดยใช้ EF มีราคาที่ต้องจ่าย สอดคล้องกับงานวิจัยที่พบว่า ราคานั้นสูงกว่าที่คิด การทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบและเมตาอานาไลซิสของ Khudiakova และคณะ (2024) พบว่า การอำพราง มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับ ความวิตกกังวล (Anxiety) ภาวะซึมเศร้า (Depression) ความวิตกกังวลทางสังคม (Social anxiety) และสุขภาวะทางจิตที่ลดลง
ดังนั้นการประเมินเฉพาะพฤติกรรมที่มองเห็นไม่เพียงพอ เด็กดูปกติ ≠ เด็กไม่ลำบาก และ EF ที่ดูเหมือนเป็น “จุดแข็ง” อาจกำลังถูกใช้เป็นเกราะป้องกัน มากกว่าเครื่องมือพัฒนา ดังนั้น การประเมินนักเรียนโดยเฉพาะนักเรียนที่ดูเรียบร้อย ปรับตัวเก่ง หรือไม่สร้างปัญหา โดยควรพิจารณา
1) EF ในชีวิตประจำวัน (การประยุกต์ใช้ทักษะสมองส่วนหน้าในการวางแผน จัดการตนเอง ควบคุมอารมณ์ จดจ่อ และยืดหยุ่นความคิด เพื่อแก้ปัญหา เข้าสังคม และทำงานให้สำเร็จลุล่วง) โดยอาจใช้แบบประเมิน BRIEF-2
2) ภาระทางอารมณ์ (ความเจ็บปวด ความเครียด หรือประสบการณ์เชิงลบจากอดีตที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและพฤติกรรมในปัจจุบัน)
3) ระดับความเหนื่อยล้าและความวิตกกังวล ควบคู่ไปกับการประเมินทักษะสังคม (เช่น SRS-2)
การเข้าใจปรากฏการณ์นี้ ไม่ได้หมายถึงการลดคุณค่าความสามารถของเด็ก แต่คือการยอมรับความจริงว่า ความสามารถในการควบคุมตนเองก็มีต้นทุน ห้องเรียนและระบบการศึกษาที่ดีในอนาคต จึงไม่ควรถามเพียงว่า “เด็กคนนี้ประพฤติตัวเหมาะสมหรือไม่” แต่ควรถามต่อว่า “เขาต้องใช้พลังใจมากแค่ไหน เพื่อให้ดูเหมาะสมเช่นนั้น”
เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริง ไม่ควรแลกมาด้วยการสูญเสียสุขภาพจิตของผู้เรียนแม้เขาจะดูปกติดีก็ตาม
อ้างอิง
Hull, L., Petrides, K. V., & Mandy, W. (2021). Cognitive predictors of self-reported camouflaging in autistic adolescents. Autism Research, 14(3), 523–532. https://doi.org/10.1002/aur.2453
Khudiakova, V., et al. (2024). Mental health correlates of camouflaging in autistic people: A systematic review and meta-analysis. Journal of Affective Disorders Reports, 16, 100760. https://doi.org/10.1016/j.jadr.2024.100760
โฆษณา