23 ม.ค. เวลา 07:21 • ความคิดเห็น

ทำไมซีอีโอถึงอยากหา เรเนซองส์แมนมากกว่า AI

เพื่อนฝรั่งผมที่เคยทำงานด้วยกันทักมาเมื่อวาน ปัจจุบันเขาเป็นซีอีโอของธนาคารที่เวียดนามแห่งหนึ่ง
เขาอยากให้ช่วยหาใครซักคนหรือบริษัทซักแห่งที่มาช่วยเขาคิดอะไรแปลกๆ นอกกรอบ เพราะเขาใช้บริษัทโฆษณา การตลาดใหญ่ๆ ระดับโลกมาหลายแห่งก็ยังไม่ได้ดั่งใจ
เขาบอกว่าอยากหา unconventional market changing ideas ที่จะ “ฉีก” วิธีเดิมๆ จะสำเร็จหรือไม่ยังไม่รู้ แต่อยากได้อะไรที่ไม่ใช่ไอเดียธรรมดาเพราะท่าเดิมมันตันไปหมด
ที่เขามาถามผมก็เพราะว่าตอนทำงานที่ธนาคารด้วยกัน ผมดูจะเป็นมนุษย์ประหลาดแบบนั้นที่คนวงการเดียวกันไม่ทำ
แต่ผมก็คงแก่ไปสำหรับยุคนี้แล้วเหมือนกัน
ปัญหานี้น่าจะเป็นปัญหาที่บริษัททุกแห่งคงเจอ น่าจะเพราะท่าเดิมๆนั้นทุกคนก็ทำมากันจนหมดไม่ว่ารายใหญ่รายเล็ก บริษัทการตลาดใหญ่ๆในโลกก็ให้คำแนะนำที่คล้ายเดิม
แถม AI มันสามารถเขียนแผนการตลาดและใช้กรอบของบริษัทที่ปรึกษาเก่งๆได้จนความสามารถเจ๋งๆเดิมของบริษัทใหญ่ๆเริ่มกลายเป็นของธรรมดาไป
นอกจากนั้น ไอเดียด้านการตลาดโดยที่ไม่เข้าใจธุรกิจอย่างลึกซึ้งก็ยากที่จะเป็นไอเดียคมๆพอที่ผู้บริหารจะ buy in ไม่เข้าใจเทคโนโลยี ไม่เข้าใจ UX UI ก็ยากที่จะสร้างสรรค์อะไรที่โดนใจลูกค้า ไม่เข้าใจบริบทสังคม ไม่เข้าใจอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ยากที่จะผสมสูตรอะไรบางอย่างที่ฉีกและสร้างสรรค์ได้
แล้วพอเพื่อนฝรั่งผมถาม ผมนึกถึงใคร ….
ผมนึกถึงน้องเอิร์ธ สรนันท์ ชูฉัตร ผู้ที่เวลาผมต้องการไอเดียใหม่ๆ แปลกๆ ทำแล้วโดน ต้องการทำแอพสวยๆ มี feature เก๋ๆ ต้องการออกแบบหลักสูตร และมีดีไซน์ที่ดึงดูดคนสมัคร
หรือแม้แต่ต้องการผลิตของอะไรซักอย่าง ก็จะนึกถึงและไปปรึกษาเอิร์ทบ้าง จ้างเอิร์ทบ้างเสมอ
แล้วทำไมเอิร์ทถึงเป็นคนแรกที่ผมนึกถึงเวลาเจอโจทย์แบบนี้…
เอิร์ท สรนันท์ ผู้เพิ่งได้รับเลือกเป็น 100 finalists ของนิตยสาร people เป็นน้องที่ยังอายุสามสิบกลาง ผมรู้จักเอิร์ทตั้งแต่ตอนยี่สิบต้น ตอนนั้นเอิร์ทก็เป็นน้องที่คิดอะไรแปลกๆแถมทำงานสวยก็ทำได้ ทำงานไอที งาน UX UI ก็ทำได้
1
เวลามีโจทย์ที่อยากจะ “ฉีก” อยากจะโดนก็เลยชอบถามและใช้งานเอิร์ทเสมอ
แล้วองค์ประกอบที่เป็นเอิร์ทมีอะไรบ้างที่เอามาผสมจนได้คนแบบนี้ขึ้นมา
เอิร์ทตอนเด็กๆบ้าเขียนโปรแกรมระดับแข่งรุ่นเดียวกับโบ๊ทซีอีโอของ bluebik เขียนจนเก่งระดับประกวด แต่เป็นไมเกรนหนักจนเครียดไม่ได้ เลยต้องเบนเข็มไปเรียนอะไรสวยๆงามๆด้านออกแบบ
ไปเรียน industrial design ที่ต้องรู้จักโลกธุรกิจจริงๆและได้ออกแบบของที่ต้องใช้ได้ด้วย สวยด้วยตั้งแต่จิวเวอรี่ textile ฯลฯ ออกแบบมาหลากหลาย
ช่วงที่เรียนก็ลองตั้งบริษัทกับเพื่อน คิดไอเดียประหลาดๆไปได้งานออกแบบภายในตึกประหยัดพลังงานของบริษัทใหญ่ ก็เลยรับออกแบบมันหมดตั้งแต่ ถ้วย เก้าอี้ สถาปัตย์ภายในภายนอกแบบค่อยๆ ลองเรียนจากหน้างานจริงเอา
มีช่วงหนึ่งบ้าถ่ายรูป ถ่ายจนปัจจุบันไหล่เอียงไม่เท่ากันเพราะแบกกล้องหนัก ได้รางวัลมากมาย เข้าใจว่า composition ความสวยคืออะไร
เอิร์ทบอกว่าพอกลับมาออกแบบผลิตภัณฑ์ก็เลยทำให้เห็นภาพสวยตอนจบว่าถ่ายรูปยังไงให้สวย ก็เลยต้องออกแบบ ขึ้นโครงให้จบแล้วดูดีเป็นปลายทาง
เอิร์ทบอกว่า การเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์นอกจากสวยแล้ว ก็ต้องใช้งานง่ายและสะดวก ทำให้ต้องคุยกับลูกค้า ทำความเข้าใจลูกค้ามากๆก่อนออกแบบ ซึ่งเป็นทักษะที่เรียกว่า empathy ตั้งแต่ยังไม่มีใครรู้จักคำนี้
พอโลก smartphone มา เอิร์ทอยู่ปีสี่ตอนที่ iphone 3G มาใหม่ๆ ความรู้เรื่องโปรแกรมมิ่งที่เคยมี ผสมกับ service design ที่เรียนอยู่ เข้าใจ touchpoint และทักษะด้านความสวยงาม
ทำให้เอิร์ทเข้าสู่วงการออกแบบ UX UI ตั้งแต่เริ่มต้น และมาช่วยออกแบบ app prototype ที่ผมชวนมาทำหลังจากนั้น ที่ภายหลังกลายมาเป็น SCB Easy ตอนที่ยกเครื่องใหม่หมด มีกดเงินไม่ใช้บัตรในยุคเมื่อแปดปีก่อน
หลังจากนั้น เอิร์ทก็อยากทำบริษัทเองจริงจัง ไปลองทำน้ำมะพร้าวก็เจ๊ง แล้วไปรับงานบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอยู่สามเดือนในการออกแบบ slide pitching ให้เล่าเรื่องได้แปลกใหม่
วันนึงงานหนักขนาดต้องทำอยู่หลังมอเตอร์ไซด์รับจ้าง แล้วนั่งไม่สบาย ควันเหม็น ก็เลยอยากแก้ปัญหานี้ ก็ไปตั้ง startup ในยุค startup บูม แต่เล่นของหนักคือมอเตอร์ไซด์ EV ในนาม “Etran”
Etran ก็ล้มลุกคลุกคลานมาสิบปี แต่ก็ทำให้เอิร์ทต้องไปเข้าใจเครื่องยนต์กลไก การออกแบบอุตสาหกรรมหนัก การผลิต ฯลฯ
ต้องไปรู้เรื่องการเงินเพราะเพื่อนสายออกแบบเกลียดการเงินมาก ไปลงเรียนออนไลน์จนทำ financial model ทำ feasibility ได้ดี เพราะต้องใช้ไป pitch งาน
ตอนนี้เอิร์ทก็ถูกชวนไปทำงานไอเดียใหม่ๆเป็นผู้บริหาร Bluebik แถมเปิดร้านอาหารเก๋ๆกับภรรยาที่ทำอาหารเก่งมากๆที่อารีย์อีก เป็นประสบการณ์ที่หลากหลายสุดๆ
เด็กหนุ่มที่ผ่านมาทั้งเขียนโปรแกรม ออกแบบผลิตภัณฑ์ ถ่ายรูปเก่ง ทำ UX UI ได้ เข้าใจ empathy และ touchpoint รู้การเงิน ลึกซึ้งกับอุตสาหกรรมการผลิตระดับมอเตอร์ไซด์ เพื่อนฝูงเยอะ ทำอาหารเก่ง เข้าใจการรันร้านอาหาร ทำงานกับที่ปรึกษาระดับเทพมาหลายงาน มีทักษะทั้งศาสตร์และศิลป์ มีความถ่องแท้ว่าอยากรู้อะไรก็รู้ได้ด้วยการไปเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งก่อน ฯลฯ
Input ในชีวิตที่ประหลาดของเอิร์ทก็เลยมี output ที่สร้างสรรค์ ไม่เหมือนใครแม้กระทั่ง AI และใช้ได้จริงในโลกธุรกิจ
เอิร์ทก็เลยเป็นชื่อเดียวที่ผมบอกเพื่อนฝรั่งผมไปด้วยความมั่นใจว่าผมจะไม่เสียชื่อแน่ๆ ถ้าอยากได้ unconventional market changing idea ที่เขาตามหาอยู่…
ในโลกแห่ง AI ที่ใครทำอะไรเป็น pattern รู้ลึกๆ อย่างเดียวจะอยู่ได้ยากขึ้นเรื่อยๆเพราะ AI จะมาแทนงานเหล่านั้นหมด แต่ที่ AI ยังทำไม่ได้ก็คืองานแนวความคิดสร้างสรรค์ เอาสองอย่างมาผสมกัน เอาศาสตร์และศิลป์มาเจอกันแล้วคิดขึ้นมาในมุมที่นึกไม่ถึง
1
ซึ่งคนที่จะทำแบบนั้นได้ก็ต้องรู้อะไรลึกๆในระดับสองหรือสามอย่างในตัวเอง
ฝรั่งเรียกทักษะแบบนี้ว่า multidisciplinary skill ซึ่งในยุคแต่ก่อน คนที่เปลี่ยนโลก มีไอเดียใหม่ๆก็จะเป็นคนที่มีทักษะหลากหลายแล้วเอามาผสมกันแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเบนจามิน แฟรงคลิน จนถึงลีโอนาร์โด ดาวินชี ผู้ที่คนเรียกว่า เรเนซองส์แมน
ผมว่าคนอย่างเอิร์ทนี่แหละที่โลกยุค AI ต้องการ เป็น modern renaissance man ที่จับแพะชนแกะ เอาความรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์มาผสมกัน บวกกับความเข้าใจมนุษย์เป็นตัวตั้ง องค์กรไหนที่อยากจะทะลุกรอบตัวเองก็จะต้องหาคนประเภทนี้ไว้
และถ้าใครถามผมว่าอนาคตของเด็กยุคใหม่ควรจะเรียนอะไรดี ผมว่าเรียนอะไรก็ได้ แต่ขอให้มีมากกว่าหนึ่งทักษะ หนึ่งความรู้ ยิ่งสอง สาม สี่ ยิ่งดี
เพราะความรู้ที่ผสมกันจนเกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์ถึงจะชนะ AI ได้ในยุคที่ AI กำลังมาแทนที่กับมนุษย์ที่ทุกคนกลัวกันอยู่เลยครับ ….
โฆษณา