Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 12:00 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
Ternary Computing ทำไม 0 กับ 1 ถึงไม่พอ? เหตุผลที่โลกต้องมูฟออนไป “เลข 3”
ลองจินตนาการดูว่า คุณกำลังยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่สองบาน
บานซ้ายเขียนว่า “ใช่” บานขวาเขียนว่า “ไม่”
โลกดิจิทัลที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟนที่คุณถืออยู่ คอมพิวเตอร์ที่คุณใช้ทำงาน หรือระบบธนาคารที่คุณโอนเงิน ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของทางเลือกเพียงแค่สองทางนี้
เราเรียกมันว่า “Binary”
มันคือระบบที่มีแค่เลข 0 และ 1 เป็นรากฐานของทุกสิ่ง จนเราหลงเชื่อไปแล้วว่า นี่คือกฎเหล็กของจักรวาลที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ คอมพิวเตอร์ต้องคิดแบบนี้เท่านั้น
แต่พวกเราอาจจะเข้าใจผิดมาตลอด…
ถ้าผมบอกคุณว่า ในทางคณิตศาสตร์แล้ว เลข 2 ไม่ใช่ตัวเลขที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการคำนวณ
และมนุษย์เราเคยค้นพบ “ทางเลือกที่สาม” ที่ดีกว่า เร็วกว่า มาเกือบ 200 ปีแล้ว แต่ถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เพราะเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเลย
และในวันนี้ ทางเลือกที่สามนั้นกำลังจะฟื้นคืนชีพกลับมา
เมื่อไม่นานมานี้ วงการเทคโนโลยีต้องสั่นสะเทือนเมื่อมีข่าวว่า “Huawei” ยักษ์ใหญ่จากจีน
ได้จดสิทธิบัตรเทคโนโลยีการคำนวณรูปแบบใหม่ ที่ไม่ได้ใช้แค่ 0 กับ 1 แต่มีสถานะที่ 3 เพิ่มเข้ามา
ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกของ “Ternary Computing”
ก่อนจะไปไกลกว่านี้ เราต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมต้องเป็นเลข 3
ในโลกปัจจุบัน ข้อมูลทุกอย่างถูกเก็บในหน่วยที่เรียกว่า “Bits” ซึ่งเหมือนสวิตช์ไฟที่มีแค่เปิดกับปิด แต่ในโลกของ Ternary เราเรียกหน่วยย่อยที่สุดว่า “Trits”
ความพิเศษของ “Trits” คือมันเก็บได้ 3 สถานะ ถ้าเทียบเป็นตัวเลขแบบเข้าใจง่าย มันคือ -1, 0, และ 1
ลองนึกภาพตามว่า ถ้าคุณต้องการเขียนตัวเลขจำนวนมหาศาล ในระบบเลขฐานสอง
คุณต้องใช้ตัวเลขเรียงกันยาวเหยียด แต่ถ้าคุณมีทางเลือกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งทางในแต่ละหลัก คุณจะใช้จำนวนหลักน้อยลงอย่างมาก
นั่นหมายถึง การใช้พื้นที่เก็บข้อมูลที่น้อยลง และใช้สายไฟในการเชื่อมต่อที่น้อยลง
นักคณิตศาสตร์ได้เคยคำนวณหาค่าความคุ้มค่าที่สุด หรือจุดสมดุลระหว่างความซับซ้อนของระบบกับความจุข้อมูล ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาน่าทึ่งมาก
เพราะตัวเลขฐานที่มีประสิทธิภาพที่สุดในจักรวาล ไม่ใช่เลข 2 และไม่ใช่เลข 10
แต่มันคือค่าคงที่ทางคณิตศาสตร์ที่ชื่อว่า “Euler’s number” ซึ่งมีค่าประมาณ 2.718
ปัญหาคือเราไม่สามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีสวิตช์ 2.718 สถานะได้ เราต้องเลือกจำนวนเต็มที่ใกล้เคียงที่สุด
และเลข 3 ก็อยู่ใกล้กับค่าความสมบูรณ์แบบนั้น มากกว่าเลข 2
ดังนั้นในทางทฤษฎีแล้ว คอมพิวเตอร์เลขฐานสาม จึงมีประสิทธิภาพโดยธรรมชาติสูงกว่าคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้…
เรื่องนี้ไม่ใช่ไอเดียใหม่ที่เพิ่งคิดค้นกันได้ ความพยายามในการสร้างคอมพิวเตอร์เลขฐานสามมีมาตั้งแต่ปี 1840 โดยนักประดิษฐ์ชาวอังกฤษชื่อ Thomas Fowler
เขาไม่ได้สร้างคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ แต่สร้างเครื่องคิดเลขที่ทำจากไม้
ซึ่งใช้กลไกของเลขฐานสามในการทำงาน เครื่องนี้แม่นยำและใช้งานง่ายจนนักคณิตศาสตร์ยุคนั้นต้องเอ่ยปากชม
แต่น่าเสียดายที่ยุคนั้นเทคโนโลยียังไม่พร้อม และเมื่อ Fowler เสียชีวิตลง สิ่งประดิษฐ์ของเขาก็หายสาบสูญไปกับกาลเวลา
แต่จุดพีคที่สุดของเรื่องราวนี้ ไม่ได้อยู่ที่อังกฤษ แต่อยู่หลังม่านเหล็กของสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น
ปี 1955 ณ Moscow State University จุดเริ่มต้นของคอมพิวเตอร์เลขฐานสามที่ใช้งานได้จริงเครื่องแรกของโลก เกิดขึ้นจากความขัดแย้งเล็กๆ ของนักวิชาการ
เรื่องมีอยู่ว่า Sergey Sobolev นักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโซเวียต ต้องการคอมพิวเตอร์มาใช้ในมหาวิทยาลัย
แต่เขาถูกกีดกันจากผู้มีอิทธิพลอีกคน เพียงเพราะเรื่องการเมืองภายในและการโหวตคะแนนเสียงที่ไม่ลงรอยกัน
เมื่อถูกบีบให้ไม่มีทางเลือก Sobolev จึงตัดสินใจว่า ถ้าเขาไม่ให้เราใช้ เราก็สร้างของเราเองเลย
และนั่นคือต้นกำเนิดของโครงการ “SETUN”
ทีมงานโซเวียตต้องเผชิญกับข้อจำกัดมหาศาล พวกเขาขาดแคลนชิ้นส่วนคุณภาพสูง แต่ความขาดแคลนนั้นกลับกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดนวัตกรรม
ทีมวิจัยไปพบไอเดียการใช้แม่เหล็ก หรือ Ferrite Cores มาทำเป็นหน่วยประมวลผล แทนที่จะใช้ไฟฟ้ากระแสเปิดปิดแบบปกติ
พวกเขาสามารถกระตุ้นแม่เหล็กให้มีทิศทางต่างกันได้ และดัดแปลงให้มันเก็บสถานะได้ 3 แบบ
ผลลัพธ์คือ “SETUN” กลายเป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่าคอมพิวเตอร์ตะวันตกในยุคนั้นมาก
สายไฟน้อยกว่า กินไฟน้อยกว่า แต่กลับทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำอย่างเหลือเชื่อ
ในช่วงปี 1960 ถึง 1970 มีการผลิตเครื่อง “SETUN” ออกมาใช้งานจริงถึง 46 เครื่อง และยังมีรุ่นพัฒนาต่อมาที่ชื่อ “SETUN-70” ซึ่งเริ่มมีการใช้ภาษาโปรแกรมแบบใหม่ที่เรียกว่า “Tryte”
ทุกอย่างดูเหมือนกำลังไปได้สวย โซเวียตกำลังถือครองเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าในเชิงสถาปัตยกรรม
แต่แล้วจุดหักเหก็มาถึง
ทำไมวันนี้เราถึงไม่ได้ใช้ “SETUN” ทำไมคอมพิวเตอร์ที่คุณใช้ถึงเป็น Binary
คำตอบไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์และโมเมนตัม
ในช่วงเวลาเดียวกัน ฝั่งสหรัฐอเมริกาและโลกตะวันตก ทุ่มเงินมหาศาลไปกับการพัฒนาทรานซิสเตอร์แบบไบนารี
อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเลข 0 และ 1
เมื่อมีการผลิตจำนวนมาก ต้นทุนของไบนารีก็ถูกลงอย่างรวดเร็ว
กฎของ Moore’s Law เริ่มทำงาน ชิปคอมพิวเตอร์มีความเร็วเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ทำให้ข้อได้เปรียบเรื่องประสิทธิภาพของ Ternary เริ่มดูไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาที่ถูกแสนถูกของชิปไบนารี
ประกอบกับแรงกดดันทางการเมืองในโซเวียตเอง ที่ผู้บริหารระดับสูงมองว่าควรเดินตามมาตรฐานโลกมากกว่าการแยกไปทำระบบของตัวเอง
ในที่สุดโครงการ “SETUN” ก็ถูกสั่งระงับ เครื่องคอมพิวเตอร์ถูกทำลาย และทีมวิจัยก็กระจัดกระจาย
N.P. Brusentsov ผู้ออกแบบ “SETUN” เชื่อเสมอว่า Ternary คือระบบที่เหนือกว่า เพราะธรรมชาติไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ ไม่ได้มีแค่ใช่กับไม่ใช่ ตรรกะแบบไบนารีนั้นฝืนธรรมชาติการคิดของมนุษย์
แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากหวังว่าสักวันโลกจะหมุนกลับมาหามัน…
และดูเหมือนว่า สักวันที่เขาพูดถึง อาจจะเป็นวันนี้
ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน ยุคที่ Moore’s Law กำลังจะตาย
เราไม่สามารถยัดทรานซิสเตอร์ให้เล็กลงไปได้มากกว่านี้อีกแล้วโดยไม่เจอปัญหาความร้อนและข้อจำกัดทางฟิสิกส์
ในขณะเดียวกัน ความต้องการพลังการประมวลผลกลับพุ่งทะยานขึ้นแบบก้าวกระโดดจากการมาถึงของ AI
โมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เราคุยด้วย ต้องใช้พลังงานมหาศาลในการประมวลผล
ปัญหาคอขวดที่ใหญ่ที่สุดคือ การขนส่งข้อมูลจำนวนมหาศาลระหว่างหน่วยความจำกับชิปประมวลผล
นี่คือจังหวะเวลาที่ “Ternary Computing” ถูกปัดฝุ่นขึ้นมาอีกครั้ง
เหตุผลสำคัญคือ “AI” ต้องการความยืดหยุ่น
ในระบบ Neural Network การประมวลผลค่าน้ำหนักของข้อมูล บางครั้งเราต้องการค่าที่เป็น 0 คือ ไม่มีค่า จริงๆ
ในระบบไบนารี การจะบอกว่าค่าเป็น 0 หรือค่าติดลบ ต้องใช้กระบวนการที่ซับซ้อน
แต่ในระบบ Ternary เรามีสถานะ -1, 0, 1 อยู่ในตัวมันเอง นี่คือโครงสร้างที่สอดคล้องกับการทำงานของสมองเทียมมากกว่า
การลดรูปข้อมูลให้เหลือแค่ Ternary ช่วยลดขนาดโมเดล AI ลงได้อย่างมหาศาล โดยที่ความแม่นยำลดลงเพียงเล็กน้อย แต่ประหยัดพลังงานได้มหาศาล เพราะเราสามารถข้ามการคำนวณที่เป็น 0 ไปได้เลย
และนั่นนำมาสู่สิทธิบัตรของ “Huawei”
สิทธิบัตรนี้เป็นการออกแบบวงจรลอจิกเกตแบบ Ternary ที่สามารถนำไปผลิตได้จริง
โดยเสนอวิธีการใช้กลุ่มทรานซิสเตอร์ที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าต่างกัน 3 ระดับ เพื่อสร้างตรรกะแบบสามทางเลือก
ความฉลาดของเรื่องนี้คือการมองเห็นว่า ในยุคที่จีนถูกกีดกันเทคโนโลยีชิปขั้นสูง พวกเขาจำเป็นต้องหาทางลัด หรือฉีกกฎเดิมๆ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการประมวลผลที่สูงขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องจักรผลิตชิปขนาดจิ๋วที่ตัวเองยังผลิตไม่ได้
ถ้าสู้ด้วยความเล็กของชิปไม่ได้ ก็ต้องสู้ด้วยสถาปัตยกรรมที่ฉลาดกว่า
แน่นอนว่า เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ การจะเปลี่ยนโลกจาก 0 และ 1 ให้เป็น -1, 0, 1 ไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะซอฟต์แวร์ทั้งโลก โปรแกรมเมอร์ทุกคน ถูกฝึกมาให้คิดแบบไบนารี
แต่ประวัติศาสตร์สอนเราเสมอว่า ไม่มีเทคโนโลยีใดอยู่ค้ำฟ้า
หลอดสุญญากาศเคยครองโลก ก็พ่ายแพ้ให้ทรานซิสเตอร์ ฟิล์มถ่ายรูปเคยครองโลก ก็พ่ายแพ้ให้เซนเซอร์ดิจิทัล
และในวันที่ AI ต้องการพลังสมองที่มากกว่าเดิม ในวันที่โลกต้องการประหยัดพลังงานมากขึ้น บางที เลข 2 อาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป
การกลับมาของ “Ternary Computing” ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็ว แต่เป็นเรื่องของการคิดใหม่ เกี่ยวกับพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้มันใกล้เคียงกับธรรมชาติและความคิดของมนุษย์มากขึ้น
ไม่แน่ว่า ในอนาคตอันใกล้ คอมพิวเตอร์เครื่องต่อไปของคุณ อาจจะไม่ได้ถามแค่ว่า ใช่ หรือ ไม่ แต่อาจจะมีความเข้าใจในความ กึ่งกลาง มากขึ้น
และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริง ของยุคปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดล้ำอย่างที่เราจินตนาการไว้
References : [tomshardware, ieee, hackaday, nature, arxiv]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/ternary-computing/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
คลิกเลย -->
https://www.blockdit.com/articles/5cda56f1e5eac0101e278c73
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
5 บันทึก
2
1
5
2
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย