25 ม.ค. เวลา 01:08 • ข่าวรอบโลก

Ep 66 เขี้ยวเล็บใหม่ของเสือตัวที่ 5: ฮับป้องกันประเทศ 1.8 ล้านล้านบาท จะจุดชนวนเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร

ในช่วงปลายปี 2025 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Nimitz ของสหรัฐฯ เจอเหตุการณ์ตึงเครียดสูงสุดในทะเลจีนใต้ หลังเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบิน F-18 ตกติดๆ กัน โดยทรัมป์โทษเรื่องน้ำมันมีปัญหาท่ามกลางการเผชิญหน้าจีน แนวปะการังสการ์โบโรห์กลายเป็นจุดเดือดที่ทั้งสองฝ่ายอาจเผชิญหน้ากัน จนเกินสงครามการค้าสู่การแยกห่วงโซ่อุปทานโลก
ไทยควรเตรียมตัวแค่ไหน?
ไทยไม่ใช่เหยื่อ แต่เป็น "โอกาสขัดแย้ง หรือ Paradoxical Opportunity" ด้วยนโยบายที่เลียนแบบนักการเมืองไอริชที่ใช้ความคลุมเครือและกลัวของมหาอำนาจ สร้างอำนาจต่อรองต่อไทย ดังนั้นไทยควรใช้นโยบาย "ขายความสบายใจ หรือ Selling Peace of Mind" ให้สหรัฐ จีน และยูเรเชีย โดยแบ่งพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศดังนี้
  • Eurasia-Siam Defense Technology Alliance (ESDA): Hub สำหรับการลงทุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจากกลุ่มประเทศยูเรเชีย (สวีเดน เยอรมนี เนเธอร์แลนด์)
  • EEC Multi-Platform MRO Nexus (EMPRO): Hub สำหรับซ่อมบำรุง (MRO Hub) ที่รองรับยุทโธปกรณ์จากทั้งสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย
  • Mekong Defense Maintenance & Production Zone (MDMP): Hub ฐานการผลิตและซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์และระบบอิเล็กทรอนิกส์ทหาร โดยเน้นการพึ่งพาตนเองและการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (CLMV)
Eurasia-Siam Defense Technology Alliance (ESDA)
พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดนครราชสีมา (โคราช) กำลังถูกเปลี่ยนโฉมจากพื้นที่เกษตรกรรมสู่การเป็น Aerospace & Defense Hub โดยใช้ประโยชน์จากพันธมิตรในกลุ่ม "Greater Eurasia" (ยุโรปและพันธมิตรนอกนาโต้) เช่น สวีเดน เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งนำเสนอเทคโนโลยีชั้นสูงโดยปราศจากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงเหมือนสหรัฐฯ หรือจีน
EEC Multi-Platform MRO Nexus (EMPRO)
เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตรถยนต์ แต่กำลังกลายเป็น "Global Maintenance Sandbox" ที่รองรับยุทโธปกรณ์จากมหาอำนาจที่ขัดแย้งกันอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ให้อยู่ร่วมกันในระบบนิเวศเดียวกัน
Mekong Defense Maintenance & Production Zone (MDMP)
นโยบาย "Make in Thailand" ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หรือ "อุตสาหกรรม S-Curve ที่ 11" มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนงบประมาณกลาโหมจากการเป็น "รายจ่าย" ให้กลายเป็น "ตัวคูณทางเศรษฐกิจ หรือ Economic Multiplier"
  • Procurement to Production Policy: การเปลี่ยนจากผู้ซื้อสู่ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายไปยังกลุ่ม CLMV
  • High-Value Manufacturing Policy: การลงทุนศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Hub) ของ Gripen E/F จากบริษัท Saab ประเทศสวีเดน และอุตสาหกรรมอากาศยานและอิเล็กทรอนิกส์ป้องกันประเทศที่มีมูลค่าสูง
  • Strategic Partnerships Policy: นอกเหนือจากสวีเดน ไทยยังดึงดูดการลงทุนจากมหาอำนาจทางเทคโนโลยีป้องกันประเทศอื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงเยอรมนี (Rheinmetall),จีน (CSOC/CSSC) และเนเธอร์แลนด์ (Damen)
Pamellia Inside
งบประมาณกลาโหมถูกมองว่าเป็น "ค่าใช้จ่าย" ที่สูญเปล่า แต่ข้อมูลข้างต้นของ Pamellia Talk ได้ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Paradigm Shift) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย โดยคาดการณ์ว่าในปี 2035 อุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานความมั่นคง แต่จะกลายเป็น S-Curve ตัวใหม่ ที่ขับเคลื่อน GDP ของประเทศ ด้วยอัตราเติบโต (CAGR) 18-22% ต่อปี (อ้างอิงจาก KIET ของเกาหลีใต้ และ SSB ของตุรกี)
ภายในปี 2035 มูลค่าอุตสาหกรรมคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 1.2 - 1.8 ล้านล้านบาท จากเดิมเพียง 2 หมื่นล้านบาทในปี 2025 สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการขยับสัดส่วนการผลิตในประเทศ (Local Content) จากเดิมที่พึ่งพาการนำเข้าเกือบ 100% สู่การผลิตเองเกินครึ่ง (50-60%) และสร้างงาน 210,000 ตำแหน่งในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (อ้างอิงจาก ADS Outlook ของ UK Defense Sector)
เมื่อเกาหลีใต้และตุรกีทำได้อัตราเติบโต15-30% ทำไมไทยจะทำไม่ได้? ด้วยเป้าหมายอัตราเติบโต(CAGR) 18-22% ต่อปี นี่อาจไม่ใช่แค่ความมั่นคงทางทหาร แต่คือความมั่นคงมั่งคั่งของคนไทยทุกคน... คุณเห็นด้วยไหมว่าเขี้ยวเล็บใหม่นี้แหละ คือคำตอบของ 'เสือตัวที่ 5' ที่เราตามหามานาน?
โฆษณา