25 ม.ค. เวลา 12:00 • หนังสือ

14 แนวคิดสำคัญจากหนังสือ 'Stay away from toxicity - พอกันทีเรื่อง TOXIC'

หนังสือที่พาเราไปรู้จักความเป็นพิษ(Toxic) ในรูปแบบต่างๆ เช่น ความคิดลบ ความสัมพันธ์ที่บั่นทอนจิตใจ ระบบงานต่างๆ
พร้อมทั้งแนวทางในการจัดการความเป็นพิษในแต่ละแบบด้วยครับ
ซึ่งสามารถสรุปเป็น Framework ได้ดังนี้ครับ POSER แบ่งเป็น 5 ประเภท ดังนี้
1️⃣ Personal ความเป็นพิษที่เกิดจากตัวเราเอง
2️⃣ Other people ความเป็นพิษที่เกิดจากคนรอบตัว
3️⃣ System ความเป็นพิษที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต
4️⃣ Environment ความเป็นพิษจากสภาพแวดล้อม
5️⃣ Result ความเป็นพิษจากการตั้งเป้าหมายหรือผลลัพธ์
และผมได้สรุปแนวคิดที่สำคัญที่น่าสนใจของเล่มนี้ไว้แล้วครับ
✅ 1 ทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ความคิดบวกของเรามีผลกระทบไม่ดีกับคนอื่น
สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำ คือ รับฟังก่อนเสมอ ฟังเพื่อเข้าใจไม่ใช่ตอบโต้
ซึ่งคนเรามีวัตถุประสงค์ในการฟังอยู่ 3 อย่าง
1 Help คือ ต้องการความช่วยเหลือ การแก้ปัญหา หรือ Feedback
2 Heard ต้องการระบาย อยากให้รับฟังความรู้สึกที่อยู่ข้างใน
3 Hugged ต้องการ คนโอบกอด ต้องการคน Support ทางจิตใจ
หากเรารู้ว่าคนที่มาคุยกับเราต้องการอะไรจากการมาคุยกับเรา จะมีประโยชน์มากครับ
✅ 2 จงเป็นมนุษย์ไฟจราจร ที่มีทั้งสีเหลือง สีเขียวและสีแดง
สีเขียว เพื่อสนับสนุน
สีเหลือง เพื่อคั่นกลาง เตรียมใจเหมือนเปลี่ยนโหมดระหว่างไฟแดงกับไฟเขียวนั่นแหละครับ
สีแดง เพื่อหยุดพฤติกรรม ให้เกิดการแก้ปัญหา
เช่น เมื่อมีเพื่อนร่วมงานที่ทำงานไม่ตรงกับความตั้งใจของเรา และพบว่าเขาคนนั้นผิดจริง
วิธีแก้ปัญหา คือ
🚥 โหมดไฟเหลือง : โอเค ฉันเข้าใจแล้ว ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวเรามาหาวิธีปรับกัน
🚥 โหมดไฟเขียว : ก่อนอื่นเธอช่วยแก้สิ่งนี้ให้หน่อยนะ เพราะเดี๋ยวมันกระทบกับงานส่วนอื่นแหละ
🚥 โหมดไฟแดง : ถ้าเธอมีอะไรให้ฉันช่วย หรือมีอะไรอยากปรึกษาต่อ บอกมาได้เลยนะ เรามาช่วยทำให้ดีไปด้วยกันนะ
✅ 3 หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกไม่อยากทำงานซ้ำๆ นั่นอาจเป็นการทำงานเปิดโหมด Autopilot ตลอดเวลาก็ได้
ที่เราทำแบบนั้น เพราะสมองมันใช้พลังงานน้อยกว่านั่นเอง
แต่มันแก้ได้โดย 3 ขั้นตอน
1 ทำความเข้าใจกับชีวิตอัตโนมัติ(autopilot) ของเราก่อน
หรือพูดง่ายว่า ลองเขียนตารางชีวืตของเราออกมาว่าแต่ละช่วงเวลาเราทำอะไรบ้างครับ และเพิ่มคำถามเข้าไปในแต่ละกิจกรรมว่า
- เราทำสิ่งนั้นไปทำไม
- จำเป็นต้องทำหรือไม่
- วิธีการเหล่านั้น นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีต่อตนเองหรือคนรอบข้างหรือเปล่า
2 ลองดูว่ากิจกรรมอะไรลด ละ เลิก ออกไปได้บ้าง
3 ลองเพิ่มกิจกรรมที่น่าสนใจหรือมีความหมายลงไป
ไม่ว่าจะกิจกรรมที่เรามีส่วนร่วมเอง อย่างการวาดรูป เขียนบทความ เล่นดนตรี
หรือเพิ่มความหมายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการหา role model ของเรา และนำทักษะ ความสามารถของเขาคนนั้นมาปรับใช้ หรือลองไปเจอลุกค้าปลายทาง (End user) เพราะเมื่อเราได้เห็นผลลัพธ์ของการกระทำของเรา มันจะทำให้เรารู้สึกมีความหมายกับสิ่งที่เราทำมากขึ้น
เมื่อเราทำตามนี้ อาการ autopilot จะน้อยลง ความน่าเบื่อ จำเจของงานจะลดลงเพราะเราเพิ่มความหมายให้กับงานของเราครับ
✅ 4 เราไม่ได้ผัดวันประกันพรุ่งเพราะไม่ได้เกิดจากเราขาดวินัยหรือขี้เกียจ แต่เป็นเพราะเราจัดการอารมณ์ไม่ดีต่างหาก
เพราะเราหนีจากความรู้สึกบางอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นๆ เช่น ความเครียด ความกลัวว่าจะทำได้ไม่ดี สิ่งเหล่านั้นสามารถแก้ได้โดย
1 รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองก่อน
ทำไมเราถึงรู้สึกไม่อยากทำงานนั้น เช่น งานยาก กลัวทำได้ไม่ดี เบื่องาน
2 ใจดีกับตัวเอง
แทนที่เราจะพูดว่าตัวเองว่า เราขี้เกียจ เราไม่เก่ง
แต่ลองเปลี่ยนมุมมองเป็นให้กำลังใจตัวเอง
ลองคิดว่าเป็นคนสำคัญที่มาขอคำปรึกษาจากเราดูล่ะ เราจะปลอบเขาอย่างไร
3 หาวิธีลดความตึงเครียด
เช่น ทำให้สภาพแวดล้อมนั้นเอื้อต่อการทำงาน เช่น จัดโต๊ะให้เรียบร้อย ฟังเพลงเบาๆ
4 เทคนิคทำเล็กๆ
นั่นคือ การซอยย่อยงานชิ้นใหญ่ให้เป็นชิ้นเล็กๆ
เช่น อยากเขียนหนังสือจบ 1 บท เป็น วันนี้ฉันจะเขียนแค่ 1 หน้าพอ
5 ผัดวันประกันพรุ่งแบบตั้งใจ
เพราะมันมีอยู่แล้วที่บางวันเราเหนื่อยมาทั้งวันและไม่ไหวจริงๆ
การผัดวันปีระกันพรุ่งไปเติม Input ใหม่ๆ หรือไปนอนพักผ่อน มันก็ดีครับ
✅ 5 เรามีเวลาให้กับเป้าหมายใหม่ทุกอย่าง แต่ลืมหาเวลาเวลาว่างมานั่งคิดทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราต้องการจริงๆ
ลองเปลี่ยนคำถามในชีวิต จาก ‘ความมุ่งหมายในชีวิตของเราคืออะไร’ เป็น ‘เราต้องสร้างชีวิตให้เป็นคนแบบไหน เราจึงจะเป็นคนที่มีความหมาย’
✅ 6 ปัจจุบันต่างหากที่กำหนดอดีต ไม่ใช่อดีตกำหนดปัจจุบัน
เพราะ อดีตของเราจะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ในปัจจุบันของเรา
ถ้าปัจจุบันมันดี ต่อให้อดีตมันจะแย่สักแค่ไหน เราก็จะคิดว่า สิ่งที่ไม่ดีเหล่านั้น นำพาสู่ชีวิตที่ดีในปัจจุบันนั่นเอง
ดังนั้น ถ้าอยากให้อดีตเป็นสิ่งที่ดี เราต้องทำปัจจุบันให้ดีตั้งแต่แรกครับ
✅ 7 ฝึกเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน เผชิญหน้ากับปัญหา เมื่อทำบ่อยครั้งเราจะเริ่มชิน รู้สึกควบคุมชีวิตได้ เพราะจิตใจเราแข็งแกร่งขึ้นครับ
✅ 8 รับมือคนเป็นพิษอย่างชาญฉลาด ผ่านการรักษาพลังงานของตัวเองเป็นหลัก
เริ่มต้นจากการมีสติและไม่ไปเล่นตามเกมของคน Toxic ครับ
✅ 9 ฝึกเป็นคนมองการณ์ไกลด้วย Second-order thinking หรือการคิดลำดับที่ 2  
นั่นคือ การคิดว่าถ้าฉันทำสิ่งนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น และถามต่อว่า แล้วหลังจากนั้นจะเกิดอะไรต่อ
มันจะทำให้เราคาดการณ์ระยะยาวและผลข้างเคียงจากการตัดสินใจของเราได้
✅ 10 ลดเวลาการเล่นโทรศัพท์ ด้วยคำถามที่ว่า
❓ อยากเอาเวลาไปทำอะไร เช่น เอาเวลามานอน เอาเวลามาเล่นเกม เอาเวลามาอ่านหนังสือ
❓ ต้องการเวลาสและช่วงไหนในการทำสิ่งนั้น เมื่อรู้แล้วก็ตั้งแจ้งเตือนในเวลาเหล่านั้นเลยครับ
✅ 11 เรียนรู้จากคนที่สำเร็จได้ าต้องมองในมุมมองที่กว้างขึ้น รอบด้านมากขึ้น เพราะมันจะทำให้อคติจากการลงมือทำลดลง
เช่น เรื่องราวของสตีฟ จอบที่เรียนไม่จบมหาวิทยาลัยแต่อยากทำตาม
แต่จริงๆแล้วมีผลสำรวจในปี 2018 เรื่องเศรษฐีพันล้านของอเมริกา 400 อันดับแรก
มีเพียง 12% ที่ลาออกจากระบบการศึกษาแล้วสำเร็จเหมือน Steve Job
✅ 12 จดบันทึกประจำวัน เพื่อเคลียขยะในสมองก่อนนอน
คำแนะนำจากพี่เธมส์ ผู้เขียนครับ เขาแนะนำให้เขียนกำกับแต่ละเรื่องด้วย ดังนี้
+ สำหรับเรื่องราวที่ชอบ
- สำหรับเรื่องราวที่ทำให้รู้สึกไม่ดี
* สำหรับเรื่องราวที่มีประโยชน์
? สำหรับเรื่องราวที่สงสัยและยังหาคำตอบไม่ได้
สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนได้ว่า อะไรคือสิ่งที่เราทำแล้วชอบ หรือสิ่งไหนที่ควรลดบ้าง
✅ 13 การคิดบวกในแง่ลบก็เป็นสิ่งที่จำเป็น
นั่นคือการมองโลกแง่ดี แต่ก็มองเผื่อสถานการณ์ที่แย่ที่สุดเอาไว้ด้วย
เพราะเมื่อเตรียมใมาว่าจะเจอปัญหา พอเกิดขึ้นจริงมันึงไม่ได้แย่อย่างที่คิด
1
✅ 14 การตั้งเป้าหมายชีวิต ควรตั้งจาก Being มากกว่า Having
Having คือ การมีมันเน้นไปที่การครอบครองทรัพย์สิน
การได้เป็นเจ้าของในสิ่งต่างๆ เช่นได้ เงินเดือน 1 แสนบาทต่อเดือน หรือมีรถยนต์
Being คือ การเป็น เน้นการทำกิจกรรมในชีวิตที่สุดท้ายนำมาสู่สิ่งดีๆให้กับเราและคนรอบข้าง
เช่น ฉันอยากมีทักษะการออกแบบที่ยอดเยี่ยมเพื่อสร้างคุรค่าและประโยชน์ให้กับสังคม
ฉันอยากจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตมีระเบียบและเรียบง่าย เพื่อสะท้อนความคิดและความสงบในจิตใจออกมา
ที่อยากให้ตั้งเป้าหมาย Being มากกว่า Having เพราะเราสามารถสัมผัสกับความสุขนั้นได้ทันทีโดยไม่ต้อวรอได้สิ่งนั้นมันครอบครอง เช่น อยากสร้างคุณค่าเพื่อประโยชน์ให้กับสังคม เราก็สามารถทำได้ทันที
นี่เป็นเพียงสรุปหนังสือบางส่วนใน พาร์ที่ผมชอบมากๆเท่านั้น
แต่สำหรับผม หนังสือเล่มนี้ยังมีอีกพาร์ทที่เป็นไฮไลต์เลย นั่นคือ อธิบายประเภทของคน toxic ในแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ ครอบครัวหรือที่ทำงาน ผมแนะนำให้ไปอ่านกันนะครับ
เพราะสิ่งเหล่านี้ ถ้าเรารู้ว่ามันมีอยู่ เราจะสามารถรับมือมันได้อย่างดีแน่นอนครับ
ผู้เขียน เธมส์นที สุวรรณพลาย เจ้าของเพจ Thinkต่าง by เธมส์
สำนักพิมพ์ Think Beyond
จำนวนหน้า 224 หน้า
ขอบคุสำหรับการรับชมครับ
โฆษณา