Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Weatherreport
•
ติดตาม
25 ม.ค. เวลา 03:53 • หนังสือ
รีวิวหนังสือ “สุดยอดวิธีใช้สมองของคนอายุ 30+”
คาโต โทชิโนริ แพทย์สมองผู้ตรวจสมองคนมาแล้วกว่า 10,000 คน ได้กล่าวถึงวิธีใช้สมองของคนในแต่ละช่วงวัยให้มีประสิทธิภาพไว้ให้เราเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ผู้เขียนบอกว่า “สมองผู้ใหญ่มีศักยภาพสูงกว่านักเรียน ไม่ว่าจะเป็นด้านความจำ ความสามารถในการพิจารณา ความสามารถในการตัดสินใจ”
“สมองจะอยู่ในสภาพผู้ใหญ่เต็มตัว เมื่อเราอายุ 30 ปี” เยี่ยมไปเลย ผู้ใหญ่อย่างเราที่ได้เห็นข้อความเช่นนี้คงจะภูมิใจกับความแก่ขึ้นของตัวเองกันนะ Ha Ha Ha
เล่มที่ 53
เรายังได้รู้จักส่วนต่างๆ ของสมองเราอย่างลึกซึ้งว่ามันทำหน้าที่ยังไงบ้าง เช่น
“สมองกลีบขมับ เป็นส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำและความเข้าใจ จะพัฒนาสูงสุดในวัย 30 ปี
สมองกลีบข้าง เป็นส่วนที่ทำหน้าที่วิเคราะห์และทำความเข้าใจข้อมูลที่ได้จากการมองเห็นและการได้ยินจะพัฒนาสูงสุดในวัย 40 ปี
สมองกลีบหน้า เป็นส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการตัดสินใจและการลงมือทำ จะพัฒนาสูงสุดในวัย 50 ปี”
ผู้เขียนบอกว่า “ในแง่ของประสาทวิทยาเป็นที่รู้กันดีว่าสมองของคนเราจะพัฒนาไปตลอดชีวิต ไม่ได้เสื่อมถอยลงตามอายุ“ การเสื่อมถอยอยู่ที่การไม่ได้ใช้งานอย่างถูกวิธีต่างหาก รู้อย่างนี้แล้วก็อยากรู้วิธีใช้งานอย่างถูกวิธีขึ้นมาเลย
ผู้เขียนบอกวิธีไว้ว่า “นิสัยที่แท้จริงของสมองที่ทุกคนมีร่วมกัน คือ สมองชอบเรื่องที่ชอบแต่ก็เบื่อง่าย และถ้ารู้ว่ามีรางวัลรออยู่ก็จะพยายามจนถึงที่สุด”
ที่สำคัญทำให้เรารู้ว่า เมื่ออายุเพิ่มขึ้นเซลล์สมองจะลดลง แต่การลดลงดังกล่าวไม่ได้ทำให้สมองหยุดพัฒนา วิธีเพิ่มประสิทธิภาพให้สมอง คือ การพัฒนาเครือข่ายใยประสาท ดังนั้นไม่ว่าเซลล์สมองจะมากแค่ไหน ตราบใดที่เครือข่ายใยประสาทยังอ่อนแอสมองก็จะทำงานไม่มีประสิทธิภาพ
ผู้เขียนจึงบอกว่า “การสั่งสมประสบการณ์ไปพร้อมกับอายุที่มากขึ้นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้ ทำให้เครือข่ายใยประสาทประสานงานกับเซลล์สมองได้อย่างดีเยี่ยม”
ผมชอบที่ผู้เขียนนำภาพประกอบมาใส่อธิบายการทำงานของสมองโดยให้ตัวละครการ์ตูนแต่ละตัวแสดงถึงหน้าที่ของสมองแต่ละส่วน โดยเปรียบเทียบเป็นการทำงานในบริษัท เช่น “สมองส่วนความคิด เขาเป็นประธานบริษัท ถนัดเรื่องการออกคำสั่งให้สมองส่วนอื่นๆ แม้จะติดต่อสื่อสารกับสมองทุกส่วน แต่การทำงานร่วมกับสมองส่วนความเข้าใจและสมองส่วนความจำจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสมองได้
สมองส่วนการสื่อสาร เธอเป็นเหมือนเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของสมองถ้าเธอทำงานอย่างกระตือรือร้นจอมขี้เกียจอย่างสมองส่วนความจำก็จะถูกกระตุ้นให้ขยับตัวทำงานด้วย ทั้งนี้สมองส่วนการสื่อสารในสมองซีกซ้ายเป็นสมองส่วนที่ขยันที่สุด” สิ่งเหล่านี้มันทำให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ดูไม่น่าเบื่อ
แต่ละบทก็จะมีการ์ตูนสี่ช่องที่วาดด้วยลายเส้นง่ายๆ คอยสอดแทรกเพื่ออธิบายให้เห็นภาพ ทำใหรู้สึกสนุกกับการอ่านและเข้าใจง่าย
ผู้เขียนยังให้ข้อสังเกตว่า “ในการจำสิ่งที่เรียนรู้และเพิ่มประสิทธิภาพความจำ บางคนอาจจะคิดว่าการฝึกฝนสมองส่วนความจำน่าจะเห็นผลเร็วกว่า แต่นั่นเป็นความเข้าใจเกี่ยวกับสมองที่ผิดมหันต์”
ผู้เขียนบอกว่า “ความเข้าใจที่ว่าพออายุมากขึ้นความจำแย่ลง เป็นความเข้าใจที่ผิด สิ่งที่เปลี่ยนไปคือกลไกการทำงานของสมองต่างหาก”
“สมองส่วนความจำของผู้ใหญ่มักไม่ทำงานด้วยตัวคนเดียวการจะเพิ่มประสิทธิภาพความจำของผู้ใหญ่นั้นจำต้องอาศัยพลังของพรรคพวกผู้บริหารสูงสุดอย่างสมองส่วนความคิดและสมองส่วนความเข้าใจด้วย
นอกจากนี้ เพื่อให้สมองส่วนความจำทำงานได้ดีขึ้น จำต้องสื่อสารกับสมองส่วนอารมณ์อย่างใกล้ชิดด้วย”
ผู้เขียนเน้นย้ำว่า “สิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาดคือคุณไม่จำเป็นต้องชอบการเรียนรู้จริงๆ ก็ได้แต่ต้องเรียนรู้ด้วยอารมณ์เชิงบวก เช่น นึกถึงรางวัลที่จะมอบให้ตัวเองหากสอบผ่าน แล้วค่อยเริ่มเปิดงานหนังสือเรียน
ดังนั้นสิ่งสำคัญในการเรียนรู้สิ่งที่ไม่ถนัดก็คือการนำความชอบของตัวเองมาจับคู่กับการเรียนรู้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของสมอง”
อ่านเล่มนี้แล้วรู้สึกทำให้เข้าใจความสำคัญของการทบทวนมากขึ้น เนื่องจากได้ความรู้ว่า “ฮิปโปแคมปัสชอบข้อมูลที่คล้ายคลึงกับความจำในอดีต หากเราทบทวนข้อมูลเดิมที่เคยพบเห็นหรือฟังมาก่อนจะทำให้สมองเลือกรับข้อมูลนี้ไปเป็นความจำระยะยาว”
ได้รู้เทคนิคการอ่านหนังสือว่า “หากรับข้อมูลโดยคำนึงถึงการส่งออกไปด้วย สมองก็ทำงานได้ดีขึ้น เช่น อ่านแล้วคิดไปด้วยว่าหากต้องนำไปเล่าให้คนอื่นฟังต่อจะเล่ายังไง หรือหากเรื่องนี้ถูกนำมาออกข้อสอบจะเขียนตอบอย่างไร”
ส่วนการฟังนั้น ก็ได้รู้ว่า “สมองส่วนการได้ยินสามารถเข้าถึงสมองส่วนความจำได้โดยตรง และเข้าถึงฮิปโปแคมปัสซึ่งเป็นคลังเก็บความจำชั่วคราวได้ง่ายกว่า” ผมคงต้องหาเวลาฟัง podcast ภาษาอังกฤษบ่อยๆ แล้วละ
แถมได้รู้ประโยชน์ของการออกกำลังกายเพิ่มมาอีก 1 ข้อนั่นก็คือ “สมองส่วนการเคลื่อนไหวเป็นตัวกระตุ้นให้สมองส่วนอื่นๆ ทำงาน ดังนั้นถ้าเราไม่ค่อนได้เคลื่อนไหวร่างกาย สมองก็จะทำงานแย่ลง”
ภาพคู่มือการใล้สมองแต่ละช่วงวัย สร้างโดย Gemini
ช่วงท้ายเล่ม ผู้เขียนยังแนะนำคู่มือการใช้สมองแยกตามช่วยวัยไว้ซึ่งผมสรุปได้ตามนี้ว่า
1.ช่วงวัย 20 ปี สมองส่วนความเข้าใจพัฒนายังไม่เต็มที่ ถนัดจำแบบไม่รู้ความหมาย ควรพัฒนาส่วนการสื่อสารด้วยการฝีกอ่านออกเสียงและขัดเกลาทักษะถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจง่าย
2.ช่วงวัย 30 ปี ถนัดจำแบบความหมายมากกว่าแบบไม่รู้ความหมาย สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำและความเข้าใจจะพัฒนาสูงสุด การเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ดีช่วยให้จำได้แม่น ควรเรียนรู้โดยการลงมือทำจริง
3.ช่วงวัย 40 ปี สมองสมบูรณ์พร้อมทุกด้าน เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของสมองอย่างแท้จริง สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์และการทำความเข้าใจข้อมูลจะพัฒนาสูงสุด ควรอธิบายสิ่งที้ตัวเองเรียนรู้และเข้าใจให้คนอื่นฟังจะทำให้จำได้แม่ยิ่งขึ้น อีกทั้งได้ค้นพบข้อสังเกตใหม่ๆ
4.ช่วงวัย 50 ปี สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและการลงมือทำจะพัฒนาสูงสุด ควรเพิ่มคุณภาพการนอนและออกกำลังกายเพื่อขจัดของเสียในสมอง ป้องกันไม่ให้สมองเสื่อม
สรุปให้ 5/5 ดาว ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️
ผู้เขียน: คาโต โทชิโนริ
ผู้แปล: ชลฎา เจริญวิริยะกุล
สำนักพิมพ์: วีเลิร์น
หมวด: พัฒนาตนเอง
ขนาดรูปเล่ม: 128 x 185 x 140 มม.
น้ำหนัก: 245 กรัม
จำนวนหน้า: 256 หน้า ปกอ่อน
ราคา: 235 บาท
ISBN: 9786162877315
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
Books
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย