25 ม.ค. เวลา 06:19 • การเมือง

จากพายุหมุนเศรษฐกิจ สู่ลอตเตอรี่รัฐ

เมื่อ ‘เพื่อไทยเก่งเศรษฐกิจ’ ชนเพดานหนี้ และการแจกเงินกลายเป็นการเมืองแบบหมดมุก
====
[หมายเหตุ : ผู้เขียนตั้งใจหลีกเลี่ยงการเขียนการเมืองไทยมาโดยตลอด เพราะรู้ดีว่าสนามนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ ความเชื่อ และอคติ แต่เมื่อนโยบายล่าสุดอย่าง “สุ่มแจกเงิน 1 ล้านบาททุกวัน” ถูกเสนอขึ้นในฐานะนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีอย่างถูกต้อง ผู้เขียนเห็นว่าจำเป็นต้องตั้งคำถามเชิงเหตุผลต่อสาธารณะ]
====
ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมาเรามักได้ยินวลีว่า “พรรคเพื่อไทย (ไทยรักไทยเดิม) เก่งเศรษฐกิจ” ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนหาเสียง หากแต่ทำหน้าที่เสมือน “ตราประทับความชอบธรรม” ในการบริหารประเทศ เป็นเหตุผลที่ประชาชนจำนวนมากยอมมอบอำนาจรัฐให้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ในยามที่นโยบายหลายเรื่องจะยังมีข้อถกเถียง
แต่ในปี 2568 ภายใต้สภาพหนี้ครัวเรือนที่พุ่งแตะระดับ 90–100% ของ GDP คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า เพื่อไทย เคย เก่งเศรษฐกิจหรือไม่ หากแต่คือ
“สูตรเศรษฐกิจแบบเดิม ยังมีความชอบธรรมพอจะใช้กับประเทศที่หนี้เต็มเพดานแล้วหรือไม่?”
นี่ไม่ใช่คำถามเชิงเทคนิค ไม่ใช่คำถามเชิงนโยบายย่อย และไม่ใช่คำถามของนักวิชาการ แต่คือคำถามเชิง “อำนาจ ความรับผิดชอบ และความจริงใจ” ของรัฐบาลต่อประชาชน
แก่นแท้เศรษฐกิจเพื่อไทยมักจะใช้ “โตเร็วด้วยหนี้ ในโลกที่ยังไม่ชนเพดาน”
หากถอดรหัสอย่างเป็นธรรม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจในยุคไทยรักไทย–ทักษิณ 1 มีแกนกลางชัดเจน คือ “โมเดลการเติบโตด้วยการก่อหนี้ (Debt‑Fueled Growth)” ซึ่งต้องยอมรับว่า เคยได้ผลจริง ในบริบทของเวลานั้น
ในช่วงต้นทศวรรษ 2540–2550 เศรษฐกิจไทยเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ภาคครัวเรือนยังมีหนี้ต่ำ อยู่ราว 40% ของ GDPระบบการเงินยังไม่อิ่มตัว และประชาชนจำนวนมากยัง “ไม่เคยเข้าถึงเครดิต” มาก่อน การอัดฉีดสภาพคล่องผ่าน กองทุนหมู่บ้าน, การขยาย บัตรเครดิต, และ สินเชื่อรายย่อย จึงเปรียบเสมือนการเปิดวาล์วใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจที่ยังมีพื้นที่ว่างให้ขยายตัว
ในทางปฏิบัติ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
* ชาวบ้านที่ไม่เคยมีเงินทุน เริ่มเข้าถึงเงินกู้เพื่อนำไปค้าขาย ลงทุน หรือบริโภคขั้นพื้นฐาน
* ชนชั้นกลางมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น ธุรกิจค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และบริการเติบโตตาม
* GDP ขยายตัวจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ นี่ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะ การกู้ในช่วงที่หนี้ต่ำ คือการใช้ Leverage เพื่อเร่งการเติบโต หากเงินกู้ถูกนำไปสร้างรายได้หรือผลิตภาพในอนาคต ประเทศก็สามารถ “โตเร็วกว่าเดิม” ได้จริง
แต่สิ่งที่เติบโตควบคู่กันอย่างเงียบๆ คือวัฒนธรรมทางการเงินแบบใหม่ นั่นคือการปลูกฝังค่านิยม “กล้าเป็นหนี้” ให้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย ตั้งแต่ระดับฐานรากไปจนถึงชนชั้นกลาง เงินเดือนเพียงหมื่นต้นๆ แต่ถือบัตรเครดิตหลายใบ เริ่มไม่ใช่เรื่องแปลก และการกู้เพื่อบริโภคเริ่มปะปนกับการกู้เพื่อลงทุนอย่างแยกไม่ออก
กล่าวให้ชัดคือ เศรษฐกิจเติบโตจริง แต่เติบโตบนฐานหนี้ที่ขยายตัว เร็วกว่ารายได้ และ เร็วกว่าความสามารถในการชำระคืน ของประเทศโดยรวม
โมเดลนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อประเทศยัง “ไม่ชนเพดานหนี้” และยังมีพื้นที่ให้ขยายเครดิตต่อไปได้ แต่ทันทีที่หนี้เริ่มเข้าใกล้จุดอิ่มตัว สูตรเดิมย่อมไม่สามารถให้ผลลัพธ์แบบเดิมได้อีก
====
“จากรถคันแรก ถึงโควิด” เมื่อหนี้วิ่งนำหน้าความสามารถของประเทศ
จุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทยไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน หากแต่ค่อยๆ สะสมผ่านนโยบายและเหตุการณ์หลายระลอก ตั้งแต่โครงการรถคันแรก น้ำท่วมใหญ่ ไปจนถึงการเฟื่องฟูของสินเชื่อจำนำทะเบียนและสินเชื่อรายย่อยรูปแบบใหม่
โครงการรถคันแรกในเวลานั้น ถูกอธิบายว่าเป็นการกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์และช่วยให้ชนชั้นกลางมีทรัพย์สิน แต่ในทางปฏิบัติ รถจำนวนไม่น้อยถูกซื้อด้วยกำลังผ่อนที่ตึงตัวตั้งแต่วันแรก เมื่อรายได้ไม่เพิ่มตาม ภาระผ่อนจึงกลายเป็นหนี้ระยะยาวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รถที่ควรเป็นทรัพย์ กลับกลายเป็นภาระ และต่อยอดไปสู่การนำรถไปจำนำเพื่อประคองสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน
ในช่วงเวลาเดียวกัน ภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมใหญ่ได้ซ้ำเติมรายได้ของภาคครัวเรือนจำนวนมาก ขณะที่ต้นทุนชีวิตกลับสูงขึ้น สินเชื่อจำนำทะเบียนและเงินกู้นอกระบบจึงเฟื่องฟูในฐานะทางรอดระยะสั้น ผลลัพธ์คือหนี้ครัวเรือนของไทยขยับจากระดับ 60% ไปสู่ 80% ของ GDP อย่างรวดเร็ว โดยที่รายได้และผลิตภาพของประเทศไม่ได้ขยายตัวตามทัน
เมื่อเข้าสู่วิกฤตโควิด‑19 ภาพนี้ยิ่งชัดเจนขึ้น รายได้ของประชาชนจำนวนมากหายไปแทบจะทันที แต่ภาระหนี้ยังคงอยู่ครบถ้วน GDP ของประเทศหดตัว แต่ค่างวดรถ ค่างวดบ้าน และดอกเบี้ยไม่เคยหยุดพัก ตัวเลขหนี้ครัวเรือนจึงพุ่งแตะระดับอันตรายใกล้ 100% ของ GDP
ณ จุดนี้ สมการเศรษฐกิจแบบเดิมจึงพังลงอย่างสิ้นเชิง เพราะกลไกที่เคยใช้ได้ในอดีต ไม่สามารถทำงานในบริบทใหม่ได้อีกต่อไป
* อดีต: แจกเงิน → คนยังมีเครดิต → กู้เพิ่ม → จับจ่าย → เกิด Multiplier Effect เศรษฐกิจหมุนจริง
* ปัจจุบัน: แจกเงิน → คนหนี้ล้น → นำไปใช้หนี้ → เงินจมหาย → ระบบไม่เกิดแรงส่ง
ภาพที่เคยถูกเรียกว่า “พายุหมุนทางเศรษฐกิจ” ในอดีต วันนี้จึงไม่ต่างจากการเทน้ำลงในภาชนะที่รั่ว เม็ดเงินอัดฉีดไม่สร้างการบริโภคใหม่ ไม่ก่อการลงทุนใหม่ แต่ไหลหายไปกับภาระหนี้เดิมที่ประเทศแบกอยู่แล้ว ราวกับ น้ำที่ถูกดูดลงท่อหนี้ โดยไม่เหลือแรงดันใดๆ ให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าต่อ
สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของประชาชน หากแต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของประเทศ ที่เกิดจากการใช้สูตรเศรษฐกิจเดิมซ้ำๆ จนถึงจุดอิ่มตัว และเป็นความจริงที่รัฐบาลในอำนาจจำเป็นต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมา
====
“ลอตเตอรี่รัฐ” เมื่อการเมืองนำหน้าเหตุผลทางเศรษฐกิจ
ภายใต้บริบทเช่นนี้ การเปิดตัวแนวคิด “สุ่มแจกเงิน 1 ล้านบาท” จึงไม่ใช่เพียงนโยบายที่แปลกใหม่หรือสร้างสีสันทางการเมือง หากแต่เป็น สัญญาณอันตราย ว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจทางการเมือง มากกว่าการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์อย่างรอบคอบ
ต่อให้รัฐบาลอธิบายว่าเป็นเพียง “กุศโลบาย” เพื่อดึงประชาชนเข้าระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ คำถามพื้นฐานที่ไม่อาจเลี่ยงได้คือ ปัญหาที่แท้จริงของประชาชนอยู่ตรงไหน และนโยบายนี้แก้ปัญหานั้นหรือไม่?
ลองพิจารณาอย่างเป็นรูปธรรมในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
เกษตรกรและผู้สูงอายุ จำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธการเข้าระบบ แต่ เข้าไม่ถึงระบบ ตั้งแต่ต้น เหตุผลไม่ได้ซับซ้อนเลย ตั้งแต่เอกสารสิทธิ์ที่ดินไม่สมบูรณ์ ข้อจำกัดด้านดิจิทัล ไปจนถึงขั้นตอนราชการที่ซับซ้อน การนำเงินรางวัลก้อนใหญ่มาเป็นแรงล่อ ไม่ได้ทำให้เอกสารสิทธิ์ถูกต้องขึ้น และไม่ได้ทำให้โครงสร้างราชการทำงานง่ายขึ้นแม้แต่น้อย
ผู้ค้ารายย่อยและแรงงานนอกระบบ หากรัฐต้องการดึงเข้าสู่ฐานภาษีอย่างจริงจัง สิ่งที่ควรเสนอคือความคุ้มค่าในระยะยาว เช่น หลักประกันรายได้ สวัสดิการรักษาพยาบาล ความคุ้มครองยามวิกฤต หรือการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำ ไม่ใช่การฝากความหวังไว้กับโอกาสหนึ่งในล้านจากการ “ลุ้นรางวัล”
การใช้กลไกคล้าย “หวย” เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย สะท้อนโดยนัยว่า รัฐกำลังยอมรับข้อจำกัดของตนเองว่า ไม่สามารถ หรือไม่ต้องการ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยากและใช้เวลานาน สิ่งที่เลือกทำแทน คือการสร้างความตื่นเต้นระยะสั้น เพื่อประคองความนิยมทางการเมืองในช่วงเวลาที่แรงสนับสนุนกำลังลดลง
ในเชิงสัญลักษณ์ นี่ไม่ต่างจากการเปลี่ยนบทบาทของรัฐ จาก “ผู้วางรากฐานเศรษฐกิจ” มาเป็น “ผู้จัดกิจกรรมลุ้นโชค” และเปลี่ยนบทบาทของประชาชน จาก “พลเมืองที่มีศักดิ์ศรีและสิทธิในการคาดหวังนโยบายที่ยั่งยืน” มาเป็น “ผู้เข้าคิวหวังรางวัล”
นี่จึงไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจในความหมายที่แท้จริง หากแต่คือ การเมืองที่ลดทอนศักดิ์ศรีของประชาชน จากผู้มีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตประเทศ เหลือเพียงผู้ลุ้นผลจากการจับสลากของรัฐ
====
เลิก “แจก” แล้วเริ่ม “รับผิดชอบความจริง”?
หากเพื่อไทยยังต้องการรักษาความหมายของคำว่า “เก่งเศรษฐกิจ” เอาไว้ให้เหลือมากกว่าความทรงจำในอดีต สิ่งที่สังคมรอคอยไม่ใช่นโยบายแจกเงินที่หวือหวา หรือไอเดียที่สร้างเสียงฮือฮาได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่คือความกล้าหาญทางการเมืองที่จะยอมรับ ความจริงที่ไม่สวยงาม ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างถาวร
“ยุคของการโตด้วยหนี้ การอัดฉีดระยะสั้น และการหวังให้การบริโภคแก้ทุกปัญหา ได้จบลงแล้ว”
สำหรับผู้อ่านที่เติบโตมากับยุค “กองทุนหมู่บ้าน” หรือ “รถคันแรก” อาจยังจดจำได้ดีว่า การแจกเงินหรือการกระตุ้นกำลังซื้อเคยช่วยให้ชีวิตขยับไปข้างหน้าได้จริง แต่บริบทของวันนั้นกับวันนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ในอดีต คนไทยจำนวนมาก ยังไม่มีหนี้ หรือมีหนี้ในระดับที่บริหารจัดการได้ เงินที่รัฐอัดฉีดลงไปจึงกลายเป็นทุนตั้งต้นของร้านค้าใหม่ เครื่องมือทำมาหากิน หรืออย่างน้อยก็การบริโภคที่สร้างรายได้หมุนเวียนให้ผู้อื่น แต่ในปัจจุบัน คนจำนวนมากเริ่มต้นวันด้วยภาระหนี้ที่มากกว่ารายได้ เงินทุกบาทที่เข้ามาจึงถูกใช้เพื่อ “ประคองตัวให้อยู่รอด” ไม่ใช่เพื่อ “ต่อยอดชีวิต”
โจทย์ของประเทศในวันนี้จึงไม่ใช่การคิดว่าจะ “แจกอย่างไรให้คนตื่นเต้น” หรือ “ออกแบบกลไกอย่างไรให้ดูใหม่” แต่คือการยอมรับความจริงร่วมกันว่า เราจำเป็นต้องลงมือทำในเรื่องที่ ยาก ช้า และไม่หวือหวาเช่น
* แก้หนี้อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การพักหนี้ชั่วคราวหรือกลบด้วยเงินก้อนใหม่ แต่คือการจัดโครงสร้างหนี้ใหม่ให้สอดคล้องกับรายได้จริงของประชาชน พร้อมลดต้นตอที่ทำให้คนกลับไปเป็นหนี้ซ้ำ
* เพิ่มรายได้ประชาชนอย่างยั่งยืน ผ่านการยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุน SME ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และการทำให้แรงงานนอกระบบเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขในนโยบาย
* ปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศ จากการพึ่งพาการบริโภคภายใน ไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างรายได้จากนวัตกรรม การส่งออกมูลค่าสูง และอุตสาหกรรมใหม่ที่แข่งขันได้ในเวทีโลก
* สร้าง New S‑Curve ที่แท้จริง ซึ่งหมายถึงการลงทุนในคน เทคโนโลยี และระบบ ไม่ใช่การหวังให้เม็ดเงินแจกเพียงอย่างเดียวพาประเทศพ้นทางตัน
สำหรับผู้อ่านรุ่นใหม่ นี่คือคำถามเรื่อง อนาคต ว่าประเทศจะเดินไปทางไหน แต่สำหรับผู้อ่านรุ่นใหญ่ นี่คือคำถามเรื่อง ความรับผิดชอบ ต่อคนรุ่นถัดไป ว่าเราจะฝากมรดกเป็นโครงสร้างที่แข็งแรง หรือทิ้งไว้เพียงภาระหนี้และความคาดหวังลมๆ แล้งๆ
หากรัฐบาลยังเลือกใช้นโยบายฉาบฉวยเพื่อซื้อเวลา คำว่า “เพื่อไทยเก่งเศรษฐกิจ” จะไม่ถูกลบเลือนด้วยเสียงโจมตีจากฝ่ายค้าน หรือบทวิจารณ์ของนักวิชาการ แต่จะค่อยๆ หมดความหมายไปเอง จากความจริงที่ประชาชนเผชิญในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ค่าครองชีพที่สูง รายได้ที่ไม่พอ ไปจนถึงหนี้ที่ไม่มีทางหมด
”เพราะในวันที่หนี้เต็มเพดานแล้ว การแจกเงินไม่ใช่ความหวัง แต่คือการเลี่ยงไม่เผชิญความจริง และการเมืองที่ไม่กล้าเผชิญความจริง ย่อมไม่อาจพาประเทศหลุดพ้นจากวิกฤตได้”
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#เศรษฐกิจการเมือง
#หนี้ครัวเรือน
#นโยบายสาธารณะ
#คิดใหม่ไม่แจกใหม่
โฆษณา