เมื่อวาน เวลา 22:23 • ข่าวรอบโลก

ประกันสังคมสิงคโปร์ ทำไงให้ทำถึง

ท่ามกลางกระแสไฟลุกโชนของประกันสังคมบ้านเรา ที่ขุดค้นและถกเถียงกันอยู่ตอนนี้ อาจสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นในระบบประกันสังคมบ้านเราในบางมุม ส่วนตัวผมเองก็เคยต้องใช้ระบบประกันสังคมอยู่ ซึ่งก็ยอมรับจริงๆว่าบางอย่างก็ยังเป็นปัญหา
วันนี้ผมจึงอยากยกตัวอย่างแบบไม่ใกล้ไม่ใกล้ คือระบบประกันสังคม หรือถ้าจะเรียกให้ถูกก็คือระบบเงินสำรองเลี้ยงชีพของสิงคโปร์ ซึ่งครอบคลุมแถบทุกมิติทางการเงินของประชาชน ทำให้สามารถสร้างหลักประกันทางการเงินของประชาชน สร้างความเชื่อมั่นได้จริงว่าเงินทุกบาท ถูกใช้เพื่อความมั่นคงในชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง
Central Provident Fund (CPF) หรือ ระบบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลาง เป็นระบบการออมภาคบังคับสำหรับพลเมืองสิงคโปร์และผู้อยู่อาศัยถาวร (Permanent Residents) โดยกำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างต้องส่งเงินสมทบในทุกเดือน. อัตราเงินสมทบนี้ไม่ได้มีลักษณะคงที่ แต่จะปรับเปลี่ยนตามอายุของสมาชิกเพื่อสะท้อนความต้องการและขีดความสามารถในการออมที่แตกต่างกันไปตามวงจรชีวิต
เงินสมทบที่ถูกส่งเข้าสู่ระบบ CPF จะถูกแยกออกเป็นบัญชีต่าง ๆ ซึ่งแต่ละบัญชีมีวัตถุประสงค์และผลตอบแทนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน. สำหรับสมาชิกที่มีอายุต่ำกว่า 55 ปี เงินจะถูกจัดสรรลงในสามบัญชีหลัก ได้แก่ บัญชีทั่วไป (Ordinary Account - OA) บัญชีพิเศษ (Special Account - SA) และบัญชีการแพทย์ (MediSave Account - MA). เมื่อสมาชิกมีอายุครบ 55 ปี ระบบจะทำการสร้างบัญชีที่สี่ขึ้นคือ บัญชีเกษียณอายุ (Retirement Account - RA)
สำหรับแรงงานรุ่นใหม่ (อายุต่ำกว่า 35 ปี) สัดส่วนเงินส่วนใหญ่จะถูกส่งเข้าสู่บัญชี OA เพื่อสนับสนุนการสร้างครอบครัวและการซื้อที่อยู่อาศัย. เมื่อสมาชิกมีอายุมากขึ้น สัดส่วนการจัดสรรจะขยับไปยังบัญชี SA และ MA มากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเกษียณและการดูแลสุขภาพที่มักจะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นในวัยชรา.
ข้อมูลระบุว่าสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 55 ปี อัตราเงินสมทบรวมอยู่ที่ 37% ของเงินเดือน โดยเป็นส่วนของลูกจ้าง 20% และนายจ้าง 17% แต่สัดส่วนนี้จะลดลงเมื่อสมาชิกมีอายุมากขึ้นเพื่อลดภาระค่าจ้างของนายจ้างและรักษาโอกาสในการจ้างงานของแรงงานสูงอายุ
เงินสะสมในระบบ CPF ไม่ได้ถูกวางไว้เฉย ๆ แต่ถูกนำไปลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาลประเภทพิเศษ (Special Singapore Government Securities - SSGS). รัฐบาลนำเงินเหล่านี้ไปบริหารจัดการผ่านกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (GIC) ซึ่งเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว.
แม้จะมีข้อวิจารณ์เกี่ยวกับความโปร่งใสของการลงทุนโดย GIC แต่ระบบนี้ก็สามารถรับประกันได้ว่าสมาชิกจะได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยที่แน่นอน โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นด้วยตนเอง เว้นแต่สมาชิกจะเลือกถอนเงินไปลงทุนผ่านโครงการ CPF Investment Scheme (CPFIS) เอง
และถ้าจะบอกว่าสิงคโปร์ไม่เคยปรับปรุงรับกับกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลง ก็ต้องบอกเลยว่าคิดผิด สิงคโปร์มีการปรับปรุงบัญชีพิเศษให้กับผู้อายุ 55 ปีขึ้นไป (Special Account - SA) เงินในบัญชี SA จะถูกโอนไปยังบัญชี RA จนถึงระดับวงเงินเกษียณเต็มจำนวน (Full Retirement Sum - FRS) เพื่อสะสมไว้สำหรับการจ่ายบำนาญรายเดือน ส่วนเกินที่เหลือซึ่งสามารถถอนออกมาได้ตามความต้องการจะถูกโอนไปยังบัญชี OA ซึ่งได้รับดอกเบี้ย 2.5%
และหากสมาชิกต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น สมาชิกสามารถโอนเงินจากบัญชี OA กลับเข้าสู่บัญชี RA ได้จนถึงระดับวงเงินเกษียณเพิ่มพิเศษ (Enhanced Retirement Sum - ERS) ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับสังคมผู้สูงอายุที่ก่อตัวมากขึ้นในสิงคโปร์
นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังมีระบบ CareShield Life ให้เงินช่วยเหลือรายเดือนตลอดชีพแก่ผู้ที่ทุพพลภาพรุนแรง เพิ่มขึ้นจาก CPF แบบเดิม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลุ่มเฉพาะและผู้ทุพพลภาพ สามารถรักษาตัวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
แน่นอนว่าผมไม่ได้ต้องการให้ประกันสังคมไทยเป็นแบบระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของสิงคโปร์แบบเป๊ะๆ แต่อย่างน้อยวิธีคิดการทำงานของระบบสวัสดิการของสิงคโปร์ ก็อาจเป็นตัวแบบที่ดีแบบหนึ่ง ที่เราจะหยิบยกมาเรียนรู้ หากเราต้องการปฏิรูประบบประกันสังคมแบบจริงจัง (จริงจังแค่ไหน แค่ไหนเรียกจริงจัง)
อ้างอิง
โฆษณา