วันนี้ เวลา 06:42 • ข่าว

ค้างคาวไทยพบเชื้อ "ไวรัสนิปาห์" 10% ไม่เคยพบผู้ป่วย ย้ำระวังผลไม้มีรอยแทะ

สธ.แจงอัตราแพร่เชื้อต่ำ แต่รุนแรงสูง ตรวจผู้ป่วยบินตรง "อินเดีย" ยังไม่พบติดเชื้อ
เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2569 กระทรวงสาธารณสุขแถลงข่าวประเด็น "โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus Disease)" โดยนพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตรายตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 จากการติดตามสถานการร์ยังไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ที่แล้ว คือ มีผู้ป่วยยืนยัน 2 รายในรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย
ทั้งนี้ อินเดียยังยังสามารถควบคุมพื้นที่ระบาดได้ ไม่มีสัญญาณระบาดต่อเนื่องในชุมชนหรือข้ามประเทศที่อยู่ใกล้ ส่วนประเทศไทยแม้อยู่ไกลแต่มีเที่ยวบินเดินทางบินตรง จึงมีความจำเป็นต้องยกระดับความปลอดภัยของผู้เดินทางขึ้นมาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพราะมีเที่ยวบินตรงมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต
กรมควบคุมโรคเริ่มคัดกรองแล้ว หากพบมีอาการเข้าข่ายสงสัย เช่น มีไข้ หรืออาการทางเดินหายใจ และมีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่ระบาดภายใน 21 วัน จะมีการสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และหลังจากนี้ 1 สัปดาห์จะมีการประเมินความเสี่ยงอีกครั้ง
ด้าน พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การติดเชื้อไวรัสนิปาห์เกิดขึ้นได้จากการสัมผัส
- สารคัดหลั่งของค้างคาว (น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ เลือด)
- การบริโภคอาหารหรือสิ่งปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาว เช่น ผลไม้ที่ตกหล่นหรือมีร่องรอยการกัดแทะ
- สัมผัสสัตว์ป่วยไวรัสนิปาห์ เช่น สุกร
- สัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยยืนยัน
เชื้อไวรัสนิปาห์มี 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์มาเลเซีย และสายพันธุ์บังกลาเทศที่มีอัตราเสียชีวิตสูง อีกทั้งเกิดทั้งอาการทางเดินหายใจ โดยก่ออาการปอดอักเสบรุนแรงกว่าโควิด และเกิดอาการทางระบบประสาทได้ด้วย
ภาพรวมความสามารถในการแพร่เชื้อถือว่าต่ำคือ 0.2-0.8 หรือผู้ป่วย 1 คนแพร่เชื้อคนรอบข้างได้ไม่ถึง 1 คน เมื่อเทียบกับไข้หวัดใหญ่และโควิดที่สามารถแพร่เชื้ออยู่ที่ 1.2-2.0 และ 8-10 (สายพันธุ์โอมิครอน) ดังนั้น โอกาสแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นจึงค่อนข้างยาก
ส่วนค้างคาวแม่ไก่ในประเทศไทยอัตราพบเชื้อไวรัสนิปาห์อยู่ที่ 10% ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับค้างคาวในอินเดียที่พบ 40-50% โดยช่วงที่ตรวจพบเชื้อในค้างคาวจะเป็นเดือนเม.ย.-พ.ค.สูงสุดในช่วงปี อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยว่าสุกรหรือประชาชนในพื้นที่ที่มีค้างคาวแม่ไก่ก็ไม่พบรายงานการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ อีกทั้งศึกษาจากน้ำไขสันหลังของผู้ป่วยไข้สมองอักเสบย้อนหลังก็ไม่เคยพบไวรัสนิปาห์เช่นกัน
ผู้ที่อาศัยบริเวณที่มีค้างคาวและกังวลความปลอดภัย มีข้อแนะนำคือ 1.ความปลอดภัยด้านอาหารและน้ำดื่ม ห้ามเก็บผลไม้ที่ร่วงหล่นหรือมีรอยกัดแทะมากิน ผลไม้ต้องล้างและปอกเปลือกก่อนรับประทาน เน้นอาหารถูกสุขลักษณะ และการกำจัดขยะในสิ่งแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งแพร่เชื้อ
2.การดูสัตว์เลี้ยง/สัตว์เศรษฐกิจโดยเฉพาะสุกร ไม่ควรเลี้ยงในบริเวณที่ค้างคาวอยู่หรือใต้ต้นไม้ที่มีค้างคาวเกาะ เพื่อป้องกันมูลค้างคาวตกสู่คอกหมู และไม่เอาผลไม้มีรอยกัดแทะมาเลี้ยงหมู และสังเกตอาการสัตว์หากป่วยทางเดินหายใจตายให้แจ้งปศุสัตว์ทันที
3.ปิดแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคให้มิดชิดป้องกันมูลและปัสสาวะค้างคาว
4.ห้ามจับสัมผัสค้างคาวที่มีชีวิตหรือตายด้วยมือเปล่า หากจำเป็นต้องจัดการซากค้างคาวให้สวมถุงมือและหน้ากากอนามัย ฝังกลบโรยด้วยปูนขาว
5.เฝ้าระวังตนเอง หากพบอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ซึม สับสน ให้พบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติเสี่ยง
ส่วน 4 มาตรการรับมือไวรัสนิปาห์ คือ 1.เสริมความเข้มแข็งระบบเฝ้าระวัง โดยด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ คัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงโดยผู้ป่วยส่งต่อข้ามประเทศจากอินเดีย/บังกลาเทศ ตรวจหาเชื้อไวรัสนิปาห์ก่อนเข้าประเทศ ,ผู้เดินทางจากรัฐเบงกอลตะวันตก ให้กรอกเอกสารสถานะสุขภาพ (ต 8) ตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ,
คัดกรองอุณหภูมิและประเมินอาการ ณ จุดเข้าเมืองหลัก สนามบินสุวรรณภูมิ ,ดอนเมือง และภูเก็ต ด้วยการวัดอุณหภูมิและประเมินอาการ หากพบผู้ป่วยสงสัยแยกกักและส่งต่อรพ.รัฐที่กำหนด พบผู้สัมผัสเสี่ยงสูงกักกันในสถานกักกันรัฐ และสื่อสารคำแนะนำผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงผ่านสื่อ ล่าม ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
"ผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรง จึงไม่น่าจะเดินทางได้ ดังนั้น จึงเฝ้าระวังเฉพาะเที่ยวบินจากรัฐเบงกอลตะวันตก อีกทั้งยังพบการติดเชื้อในพื้นที่เดิมๆ ไม่พบในพื้นที่อื่น แต่หากข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงก็จะปรับมาตรการให้สอดคล้อง ส่วนไวรัสนี้มีเรื่องการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ ก็ต้องรอข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกว่ามีการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์หรือไม่” พญ.จุไรกล่าว
ส่วนการเฝ้าระวังในสถานพยาบาล ให้เพิ่มความไวการเฝ้าระวัง ปรับแนวทางให้ชัดเจนครอบคลุมการรักษา การเฝ้าระวังสอบสวนโรคและแจ้งเตือนแพทย์โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเดินทางสัมผัสเสี่ยง และชุมชนให้เสริมระบบแจ้งเตือนภัยแจ้งเตือนผ่านอสม./อสส.
2.เตรียมพร้อมรองรับผู้ป่วยห้องปฏิบัติการยกระดับความพร้อมการตรวจ และกำหนดแนวทางกลางโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์,สถานพยาบาลเตรียมห้องแยกควบคุมการติดเชื้อและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลการ ,การป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล แยกกักผู้ป่วยต้องสงสัยใช้ชุด PPE ตามความเสี่ยงและจัดระบบส่งต่อ-เก็บสิ่งส่งตรวจอย่างปลอดภัย
3. สื่อสารความเสี่ยงเชิงรุก แจ้งแนวทางการป้องกันโรคแก่ประชาชนให้คำแนะนำผู้เดินทางไป-กลับอินเดียอย่างต่อเนื่อง ประสานภาคการท่องเที่ยวและรพ.เอกชน เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังและสร้างความเชื่อมั่น
4 .บูรณาการความร่วมมือแบบ One health ประสานกรมอุทยานฯ กรมปศุสัตว์ และสถาบันวิชาการเฝ้าระวังค้างคาวแม่ไก่/สัตว์เลี้ยง  และเตรียมแผนตอบโต้เมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย
ถามว่าค้างคาวแม่ไก่ในไทยก็มีเชื้อไวรัสนิปาห์ แต่ทำไมไม่พบผู้ป่วยเหมือนอย่างอินเดีย  นพ.โสภณกล่าวว่า ส่วนหนึ่งคนไทยอาจระมัดระวังการสัมผัสค้างคาว เพราะมีเชื้อไวรัสหลายตัว อีกทั้งการเลี้ยงสุกร หน่วยงานที่ดูแลสุขภาพสัตว์ก็มีมาตรการไม่เลี้ยงสุกรในพื้นที่ที่พบค้างคาว มีระบบความปลอดภัยในการเลี้ยง เป็นการเลี้ยงระบบปิด ทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีการถ่ายทอดเชื้อจากค้างคาวมายังสุกรหรือคน
"สำหรับเชื้อไวรัสนิปาห์ที่พบในค้างคาวในประเทศไทยเป็นสายพันธุ์ใหล้เคียงกับบังกลาเทศ ถ้าให้ประเมินโอกาสเกิดการระบาดหรือไม่นั้นคิดว่าน่าจะอยู่ระดับสีเหลืองอ่อนๆ" นพ.โสภณกล่าว
โฆษณา