26 ม.ค. เวลา 14:48 • หนังสือ

หนังสือ "ร้านไม่สะดวกซื้อของคุณทกโก ในวันที่คุณทกโกไม่อยู่"

คิมโฮย็อน เขียน
มินตรา อินทรารัตน์ แปล
การใช้ชีวิตในโซลที่แค่หายใจอย่างเดียวก็เป็นมูลค่าเกินแปด แสนวอนต่อเดือนทำให้โซจินสั่นสะท้านไปทั้งตัว นี่ไม่ใช่ "การใช้ชีวิตในโซล" แต่เป็น "การปลิดชีวิตในโซล" ชัดๆ (หน้า 42)
"ขนาดคำพูดที่สร้างบาดแผลให้ลูกยังจำไม่ได้ ก็เลยไม่เข้าใจเรื่องที่ลูกทำตัวห่างเหินกับพ่อน่ะสิ" (หน้า112)
"ฉันกลัว" เขารู้สึกได้ว่าภรรยากำลังจดจ่ออยู่กับคำพูดของตน จึงระบายความรู้สึกในใจที่ไม่เคยได้พูดตลอดเวลาที่ผ่านมา "ฉันกังวลไปเสียทุกเรื่อง เคยคิดว่าต่อให้โดนด่าว่าเป็นคนแก่หัวโบราณก็ต้องปกป้องความเชื่อมั่นของตัวเองไว้ถึงจะปกป้องร้าน ปกป้องครอบครัวได้... ฉันใช้ชีวิตแบบนั้นเรื่อยมา... แต่ตอนนี้พอความเชื่อนั้นไปไม่รอด ฉันก็ยิ่งหวาดกลัวและหวั่นวิตก"
ภรรยาจับมือของเขา เถ้าแก่ชเวพยายามจะลืมตาขึ้นอย่างสุดความสามารถ "ไม่ต้องห่วงนะ คุณมีฉันแล้วก็ลูกๆอยู่ข้างคุณเสมอ พวกเราก็แค่เหนื่อยที่ต้องวิ่งตามคุณที่เดินนำหน้าไปคนเดียว แต่ตอนนี้คุณเหนื่อยแล้ว ก็ยื่นไม้ผลัดให้คนอื่นต่อเถอะ เลิกดื้อดึงด้วย" "ถ้าทำแบบนั้นแล้วร้านเราจะดีขึ้นสักหน่อยไหม มันจะไม่พังแน่หรือ" "มันจะต้องดีกว่าตอนนี้แน่ พ่อซึงมิน พวกเราอย่ายอมแพ้แล้วมาสู้กันต่อเถอะ ทั้งเรื่องร้าน เรื่องลูก" (หน้า 113)
“นี่เป็นหนังสือของนักเขียนชาวบราซิล (ต้นส้มแสนรัก) ตอนฉันเป็นเด็กเล่มนี้ดังมากเลยนะ เซเซ่เล่าเรื่องในใจทั้งหมดให้มิงกินโยฟังเลยนี่ ฉันชอบเรื่องนี้มาก เพราะคนเราต่างต้องการใครสักคนให้ได้แบ่งปันเรื่องในใจกันทั้งนั้น ... ใครสักคนที่เราพูดคุยเรื่องในใจได้ก็คือเพื่อน เธอก็มีเพื่อนใช่ไหม”
“…ไม่ครับ”
“โถ งั้นตั้งชื่อให้ต้นไม้แล้วให้มันเป็นเพื่อนเหมือนในหนังสือเล่มนี้ละกัน จะเป็นต้นแปะก๊วยตรงทางไปสถานีโซลก็ได้ หรือไม่งั้นไปเลือกต้นไม้ในสวนฮโยชังแล้วให้มันเป็นเพื่อนซะ” (หน้า 132)
“ว่ากันว่ายิ่งอายุมากขึ้น มีสามสิ่งเกี่ยวกับตัวเองที่ต้องรู้ให้แน่ชัด อย่างแรกคือต้องรู้เรื่องที่เราทำได้ดี ต่อมาต้องรู้เรื่องที่เราอยากทำ สุดท้ายคือต้องรู้เรื่องที่เราต้องทำ”
“อืม”
“คิดเสียว่าสิ่งที่ทำได้ดีคือความสามารถพิเศษ สิ่งที่อยากทำคือความฝัน แล้วสิ่งที่ต้องทำคืออาชีพ ยังไงซะก็ต้องมีบางสิ่งที่ประกอบด้วยทุกอย่างนี้อยู่ เธอแค่หามันให้เจอก็พอ แล้วความสามารถพิเศษจะกลายเป็นความฝัน จากนั้นก็กลายเป็นอาชีพ ถ้าทำเงินได้อีกก็จะเยี่ยมที่สุดเลย” …
"เรื่องนั้นน่ะ ว่ากันว่าการหาสิ่งที่มีทั้งสามอย่างประกอบรวมกันอยู่ไม่ใช่เรื่องง่าย...” (หน้า 141-142)
"ไม่หรอก เธอพูดมากก็จริง แต่ไม่ใช่คนที่พูดจาทำร้ายใคร ที่ฉันพูดน้อยเพราะมักจะสร้างบาดแผลให้คนอื่นด้วยคำพูดอยู่บ่อยๆ ถ้าอยู่เงียบๆจะได้สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นน้อยลงน่ะ" ... " แต่ฉันควรเรียนรู้ว่าสิ่งที่ช่วยเชื่อมต่อระหว่างคนกับคนก็คือคำพูด เรื่องที่ผู้จัดการสาขาระบายให้ฟังอย่างไม่มีที่มาที่ไปอาจฟังเหมือนคำบ่น แต่ความจริงแล้วนั่นเป็นความเอาใจใส่ ฉันรู้ว่าการพูดคุยของเธอไม่ได้มีเจตนาไม่ดี ฉันแค่พูดไม่เก่งพอที่จะทำอย่างนั้น แล้วก็ยังแล้งน้ำใจด้วย" (หน้า 176-177)
เดิมทีเขาตั้งใจมาพูดคุยเรื่องธุรกิจที่จะทำร่วมกับพี่กึมโบ แต่แค่ได้พูดคุยกันก็รู้สึกดีแล้ว มินชิกรู้สึกได้ว่าตนเองมักจะปฏิบัติต่อคนอื่นๆโดยมีจุดประสงค์บางอย่างแอบแฝงเสมอ ทั้งที่แค่คุยเล่นกันก็ทำให้ร่างกายและจิตใจเบาสบาย แถมยังอยากใช้ชีวิต! ไม่แน่ว่าสำหรับมินชิก สิ่งที่เขาต้องการอาจเป็นเพื่อนที่จะร่วมแบ่งปันความสบายอกสบายใจนี้ก็ได้ (หน้า 237)
"การเปรียบเทียบคือมะเร็งน่ะ"
"หืม"
"ถ้าเปรียบเทียบจะทำให้เกิดมะเร็ง ดังนั้นอย่าเปรียบเทียบ แค่ใช้ชีวิตเป็นตัวเองไปก็พอ เจ้าของร้านยังหนุ่มยังแน่นอยู่เลยนี่นา"
"การเปรียบเทียบคือมะเร็งงั้นหรือ...อา ผมรู้สึกเหมือนในหัวมีแต่มะเร็งอยู่เต็มไปหมดเลย พี่" (หน้า 238)
... อย่างไรเสียชีวิตก็ถูกกำหนดให้ดำเนินต่อไป หากต้องใช้ชีวิตแล้วก็ต้องใช้ให้คุ้มค่าจริงๆ ฉันอยากฟังเสียงหายใจที่มีพลัง ไม่ใช่เพียงเสียงหายใจเข้าออกที่เป็นไปตามจิตใต้สำนึก (หน้า 248)
ความสงบ ความสงบไม่ได้เกิดขึ้นเพราะปัญหาคลี่คลาย แต่เป็นเพราะเรามองว่าปัญหาคือปัญหา ฉันพยายามย้อนกลับไปมองสิ่งที่ปกปิดเอาไว้ให้ตัวเองคิดว่าทำดีมาตลอด เพื่อให้เห็นตัวเองที่บกพร่องเหมือนกับเป็ดที่ลอยอยู่เหนือทะเลสาปอย่างใจเย็น แต่เท้าของมันกลับกวัดแกว่งเป็นพัลวันอยู่ใต้น้ำ เราต้องดูบาดแผลของตัวเองอย่างขยันขันแข็งและคอยควบคุมจิตใจเพื่อให้ได้มาซึ่งความสงบ (หน้า 249)
"ต้องตระหนักว่าเราเป็นคนละคน ถึงจะอยู่ส่วนใครส่วนมันได้ เราต้องเป็นทั้งครอบครัวและคนอื่นถึงจะอยู่กันยืด" (หน้า 254)
การเปลี่ยนแปลงหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เป็นไปเพราะใครสั่ง แต่เป็นการที่เจ้าตัวเปลี่ยนเอง ฉันเคยได้ยินว่าผู้คนไม่ได้เกลียดการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ชอบให้ใครมาบอกให้เปลี่ยน ดังนั้นแทนที่จะขอให้ใครบางคนเปลี่ยน สู้รอคอยแล้วช่วยเหลือเขาอย่างลับๆดีกว่า (หน้า 280)
ฉันตัดสินใจจะดื่มด่ำกับเทศกาลของวันนี้เงียบๆ ตั้งใจจะจดจำวันเช่นนี้ที่จะไม่เกิดขึ้นอีกในชีวิตเอาไว้ให้แม่น ขอแค่เพียงความทรงจำที่มีความสุข ความทรงจำที่พิเศษก็ทำให้คนเรามีชีวิตอยู่ต่อไปได้แล้ว ฉันคิดจะใช้เหตุการณ์ในวันนี้เป็นเหมือนกับยาป้องกันโรคอัลไซเมอร์ (หน้า 295)
... ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง แต่ต้องใช้ความพยายามที่จะมองหาและค้นหาด้วยตัวเอง (หน้า 313)
ผู้คนยิ้มราวกับรอยยิ้มนั้นแพร่ไปถึงกันได้ ไม่สิ รอยยิ้มนี่แหละคือโรคติดต่อที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลกนี้ไม่ใช่หรือ ตอนนี้ ที่นี่ ผู้คนกำลังแพร่ไวรัสรอยยิ้มที่แข็งแรงกว่าโควิดร้อยเท่าพันเท่า วันดีเดย์นี้คือวันไร้หน้ากากอนามัยนั่นเอง รอยยิ้มที่ดูโดดเด่นยิ่งกว่าเดิมเมื่อไม่มีหน้ากากอนามัย เมื่อไม่มีหน้ากากอนามัย รอยยิ้มนั้นก็แพร่กระจายถึงกันได้เร็วกว่าเดิม (หน้า 315)
โฆษณา