Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
27 ม.ค. เวลา 05:30 • ประวัติศาสตร์
ความเชื่อเรื่อง “โลกแบน”
เมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ.2002 (พ.ศ. 2545) ชายชาวอเมริกันนามว่า “ไมก์ ฮิวส์ (Mike Hughes)” ได้จารึกชื่อตัวเองลงในบันทึกสถิติโลกสุดแปลก
เขาคือคนขับรถลิมูซีนที่ตัดสินใจขับรถพุ่งทะยานข้ามทางลาดเป็นระยะทางไกลถึง 130 ฟุต กลายเป็นสถิติการกระโดดรถลิมูซีนที่ยาวที่สุดในโลก แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความบ้าบิ่นเท่านั้น
12 ปีต่อมา ในปีค.ศ.2014 (พ.ศ. 2557) ฮิวส์ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการสร้าง "จรวด" ขึ้นเองในโรงรถ และขับมันบินขึ้นไปสูงถึง 13,000 ฟุต และแม้ว่าตอนเครื่องตกเขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่ความทะเยอทะยานของเขากลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย
ในปีค.ศ.2016 (พ.ศ. 2559) ฮิวส์ได้เปิดเผยแผนการที่แท้จริง นั่นคือการเดินทางไปให้ถึงขอบชั้นบรรยากาศเพื่อเข้าสู่อวกาศโดยใช้วิธีปล่อยจรวดจากบอลลูนที่ระดับความสูง 32 กิโลเมตร นั่นทำให้ฉายา "แมด ไมก์ (Mad Mike)“ ของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วสหรัฐอเมริกา
ไมก์ ฮิวส์ (Mike Hughes)
ทว่าเมื่อเขาพยายามระดมทุนผ่าน Kickstarter โครงการของเขากลับล้มเหลวไม่เป็นท่า หาเงินได้เพียง 302 ดอลลาร์ (ประมาณ 9,400 บาท) และมีผู้บริจาคเพียงสองคนเท่านั้น
จุดเปลี่ยนสำคัญได้เกิดขึ้นเมื่อฮิวส์ประกาศจุดยืนที่สั่นสะเทือนวงการวิทยาศาสตร์ นั่นคือ เขาประกาศว่าเขาไม่เชื่อในหลักวิทยาศาสตร์กระแสหลัก แต่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็นเท่านั้น และเป้าหมายที่แท้จริงของการยิงจรวดครั้งนี้ คือการขึ้นไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่า "โลกแบน"
คำประกาศนี้โดนใจกลุ่มความเชื่อเรื่องโลกแบน (Flat Earth community) อย่างจัง ทำให้ฮิวส์ได้รับเงินสนับสนุนอย่างล้นหลาม ซึ่งประเด็นเรื่องโลกแบนนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะผลสำรวจในปีค.ศ.2021 (พ.ศ. 2564) ระบุว่า มีชาวอเมริกันถึง 10% เชื่อว่าโลกแบน ที่น่าตกใจคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Millennials มีสัดส่วนความเชื่อนี้สูงกว่าคนรุ่นอื่น และความเชื่อนี้ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่กระจายไปทั่วโลก โดยมีผู้เชื่อทฤษฎีนี้ในบราซิลถึง 7% และในบัลแกเรียอีก 8%
แม้ในยุคปัจจุบันจะยังมีคนเชื่อว่าโลกแบน แต่รู้หรือไม่ว่าผู้คนเมื่อหลายพันปีก่อนได้พิสูจน์เรื่องนี้ไว้แล้วโดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย
ย้อนกลับไปราว 500 ปีก่อนคริสตกาล “พิทาโกรัส (Pythagoras)” นักปราชญ์ชาวกรีกโบราณ ได้สังเกตดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ และตระหนักได้ว่าพวกมันมีรูปทรงเป็นทรงกลม ไม่ใช่แผ่นแบน และด้วยสัญชาตญาณ ก็คาดการณ์ว่าโลกก็น่าจะมีรูปทรงกลมเช่นเดียวกัน
ต่อมาในช่วง 200 ปีก่อนคริสตกาล “เอราโตสเทแนส (Eratosthenes)“ นักภูมิศาสตร์และนักปรัชญาชาวกรีกโบราณ ได้พิสูจน์สมมติฐานนี้ให้เห็นจริง โดยเขาใช้เพียงแค่ไม้ปักลงบนดินเพื่อสังเกตเงาในช่วงบ่าย
เอราโตสเทแนส (Eratosthenes)
โดยเปรียบเทียบไม้สองแท่งที่วางห่างกันเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร ผลปรากฏว่าองศาของเงาที่ทอดออกมานั้นไม่เท่ากัน เขาจึงใช้ความต่างนี้มาคำนวณและประมาณการเส้นรอบวงของโลกได้ที่ 37,500-50,000 กิโลเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับความเป็นจริงอย่างน่าทึ่ง เพราะเส้นรอบวงจริงคือ 40,075 กิโลเมตร
ทฤษฎีโลกแบนกลับมาเป็นกระแสอีกครั้งในปีค.ศ.1865 (พ.ศ. 2408) เมื่อ “ซามูเอล โรว์โบแธม (Samuel Rowbotham)” นักประดิษฐ์และนักเขียนชาวอังกฤษ ได้เขียนหนังสือที่ชื่อว่า “Zetetic Astronomy: Earth Not A Globe” ซึ่งกลายเป็นคัมภีร์เล่มสำคัญของชาวโลกแบนจนถึงทุกวันนี้
1
โรว์โบแธมให้เหตุผลว่า เวลาเขามองไปที่เส้นขอบฟ้าที่ทะเล ทุกอย่างดูราบเรียบเสมอ เขาจึงแย้งว่าถ้าโลกกลมจริง เส้นขอบฟ้าก็ควรจะโค้งสิ โดยเขาเรียกแนวคิดของเขาว่า "Zetetic" ซึ่งยึดหลักการง่ายๆ แต่ชวนปวดหัวสำหรับนักวิทยาศาสตร์ นั่นคือ "จะเชื่อเฉพาะสิ่งที่ตาเห็นเท่านั้น"
โรว์โบแธมได้เสนอแบบจำลองโลกที่ต่างออกไปว่า
• โลกมีลักษณะเป็นแผ่นแบน โดยมีขั้วโลกเหนืออยู่ตรงจุดศูนย์กลาง
• ขอบโลกนั้นล้อมรอบด้วยกำแพงน้ำแข็งยักษ์แห่งแอนตาร์กติกา และหากใครข้ามกำแพงนี้ไปก็จะตกขอบโลกทันที
อย่างไรก็ตาม ชาวโลกแบนบางกลุ่มก็มีความเห็นต่างออกไป โดยเชื่อว่ากำแพงน้ำแข็งนั้นทอดยาวออกไปเป็นอนันต์ไม่มีที่สิ้นสุด
แล้วดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ล่ะ?
หากโลกแบน แล้วเกิดกลางวันกลางคืนได้อย่างไร?
กลุ่มผู้เชื่อเรื่องโลกแบนได้เสนอคำอธิบายแบบกำปั้นทุบดินว่า ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์หมุนเป็นวงกลมอยู่เหนือโลกที่แบนราบ คล้ายกับการส่องไฟสปอตไลท์ลงมาเฉพาะจุด
นอกจากนั้น กลุ่มความเชื่อโลกแบนในสหรัฐอเมริกา เพิ่งจะประมาณการไว้ว่า ทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 50 กิโลเมตร และโคจรอยู่สูงจากพื้นโลกแค่ 5,500 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากเราถึง 150 ล้านกิโลเมตร และดวงจันทร์อยู่ห่างออกไปราว 400,000 กิโลเมตร
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเรื่องความเชื่อทางศาสนาและการตีความที่ผิดเพี้ยน
กลุ่มผู้เชื่อทฤษฎีโลกแบนมักนำข้อความจากคัมภีร์ทางศาสนามาตีความแบบตรงตัวเกินไปแทนที่จะมองเป็นภาษาเปรียบเปรย เช่น ในคัมภีร์ไบเบิล (วิวรณ์ 7:1) ที่กล่าวถึง "ทูตสวรรค์สี่องค์ยืนอยู่ที่มุมทั้งสี่ของโลก" พวกเขากลับตีความว่าโลกต้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือผืนผ้าเพียงเพราะคำว่า "มุมทั้งสี่"
นอกจากนี้ ในปฐมกาล (1:6) ยังกล่าวถึง "ภาคพื้นฟ้า (Firmament)“ ที่แยกน้ำออกจากกัน ชาวโลกแบนจึงเชื่อว่ามีโดมแก้วขนาดยักษ์ครอบโลกไว้ โดยเรียกทฤษฎีนี้ว่า "ทฤษฎีโดม" ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากถึง 70% ในหมู่ผู้เชื่อโลกแบน โดยพวกเขามองว่าท้องฟ้าคือน้ำที่อยู่ด้านบน และมหาสมุทรคือน้ำที่อยู่ด้านล่าง
ในส่วนของคัมภีร์อัลกุรอาน (บทที่ 71 โองการที่ 19) ที่ระบุว่า "พระองค์ทรงทำให้แผ่นดินราบเรียบดั่งพรมสำหรับพวกเจ้า" ก็ถูกนำมาตีความผิดๆ ว่าโลกต้องแบนราบเหมือนพรม ทั้งที่ความหมายที่แท้จริงและสมเหตุสมผลกว่านั้นคือ การที่พระองค์ทรงแผ่ขยายแผ่นดินออกไปกว้างไกลทุกทิศทางเพื่อให้มนุษย์อยู่อาศัยได้สะดวกต่างหาก
แล้วทำไมคนเราถึงเชื่อเรื่องที่ดูเหลือเชื่อเช่นนี้?
การที่คนเราเชื่อทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะพวกเขาขาดความรู้เสมอไป แต่มีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตวิทยาและสังคม
1. ความไม่ไว้วางใจในสถาบันหรือองค์กร: งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ "การขาดความเชื่อมั่นในองค์กรหรือสถาบันต่างๆ" มากกว่าระดับการศึกษา
2. ประจักษ์นิยมแบบใสซื่อ (Naïve Empiricism): มนุษย์มีสัญชาตญาณที่จะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นมากกว่าข้อมูลตัวเลข ซึ่งในเชิงวิทยาศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า การยึดถือประสบการณ์ตรงเหนือสิ่งอื่นใด เหมือนกับที่ แมด ไมก์ เชื่อมั่นในสายตาตัวเองมากกว่าแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสำหรับพวกเขา เส้นขอบฟ้าที่ราบเรียบนั้นดูจริงกว่าภาพถ่ายจากดาวเทียม
3. รางวัลทางจิตวิทยา: การเชื่อในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองเป็นคนพิเศษหรือเป็นผู้ที่ตื่นรู้ ในขณะที่คนอื่นยังมืดบอด
4. ความง่ายสยบความซับซ้อน: ทฤษฎีโลกแบนนั้นเข้าใจง่าย ไม่ต้องใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูงหรือฟิสิกส์ที่น่าปวดหัว แค่มองว่าดวงอาทิตย์หมุนรอบโลกและขอบฟ้าแบนราบ ทุกอย่างก็ดูเรียบง่ายจนน่าคล้อยตามและสบายใจที่จะเชื่อ
เรื่องราวของผู้ที่เชื่อว่าโลกแบน สะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์สามารถยึดมั่นในความเชื่อของตนได้มากเพียงใดแม้จะมีหลักฐานยืนยันว่ามันผิดก็ตาม
ตั้งแต่นักสังเกตการณ์ในอดีตจนถึงผู้คลั่งไคล้ในปัจจุบัน ทุกคนต่างตั้งคำถามต่อรูปร่างของโลกด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป ทั้งจากสัญชาตญาณ ความศรัทธา หรือความระแวงต่ออำนาจรัฐ ซึ่งแม้ว่าวิทยาศาสตร์จะพิสูจน์จนสิ้นสงสัยแล้วว่าโลกของเรานั้นเป็นทรงกลม แต่ทฤษฎีโลกแบนก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นเช่นกันว่า "ความเชื่อของมนุษย์" มักถูกหล่อหลอมด้วยสภาพจิตใจและวัฒนธรรมพอๆ กับที่มันถูกหล่อหลอมด้วยข้อเท็จจริง
References:
https://medium.com/making-history-fun/why-10-of-americans-think-earth-is-flat-7575b541e243
https://edition.cnn.com/videos/business/2022/03/03/why-flat-earthers-still-exist-reality-check-orig-af.cnn
https://www.scientificamerican.com/blog/observations/do-people-really-think-earth-might-be-flat/
https://pursuit.unimelb.edu.au/articles/why-do-some-people-believe-the-earth-is-flat
ประวัติศาสตร์
ข่าวรอบโลก
4 บันทึก
13
3
4
13
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย