Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สุขภาพดีไม่มีในขวด
•
ติดตาม
26 ม.ค. เวลา 15:38 • สุขภาพ
กิน Omeprazole แล้วท้องผูกจริงไหม?
(โพสต์นี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล การเริ่ม/หยุด/ปรับยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ)
Omeprazole กับอาการท้องผูก: ความเข้าใจที่ควรรู้
Omeprazole เป็นยากลุ่ม Proton Pump Inhibitors (PPI) ที่ออกฤทธิ์ลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร นิยมใช้รักษาและบรรเทาอาการที่เกี่ยวข้องกับกรด เช่น แสบร้อนกลางอก กรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ และในบางกรณีใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อ Helicobacter pylori ตามแนวทางที่แพทย์กำหนด
ท้องผูก: เป็นผลข้างเคียงจาก Omeprazole หรือไม่?
คำถามที่พบบ่อยจากผู้ใช้ยาคือ “Omeprazole ทำให้ท้องผูกหรือเปล่า?” คำตอบคือ มีโอกาสเกิดได้ แต่อุบัติการณ์โดยรวมถือว่าค่อนข้างต่ำ และไม่ได้พบในผู้ใช้ทุกคน
ข้อมูลจากการศึกษาทางคลินิกและฉลากยาระบุว่า อาการท้องผูกถูกจัดอยู่ในกลุ่มอาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้ โดยมีรายงานอุบัติการณ์ประมาณ 2% ซึ่งหมายถึงพบในผู้ใช้ยาอย่างน้อย 1 คนในทุก 100 คน
ทั้งนี้ แหล่งข้อมูลสำหรับผู้บริโภคในต่างประเทศหลายแห่งก็ระบุในทำนองเดียวกันว่า ท้องผูก เป็นหนึ่งในผลข้างเคียงที่อาจพบได้ในผู้ใช้ omeprazole โดยอาจเกิดร่วมกับอาการทางเดินอาหารอื่น ๆ เช่น ท้องเสีย หรือปวดท้อง
สรุป
Omeprazole อาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ แต่โดยทั่วไปไม่ได้เป็นอาการที่พบบ่อยมาก และในคนส่วนใหญ่ อาการที่เกิดขึ้นมักไม่รุนแรง หากมีอาการไม่สบายท้องผิดปกติหรือท้องผูกเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินอาการเพิ่มเติม
ลักษณะของ “ท้องผูก” ที่ควรสังเกต
หลายคนเข้าใจว่าอาการท้องผูกหมายถึง “ไม่ได้ขับถ่ายหลายวัน” เท่านั้น แต่อันที่จริงแล้ว คำว่า ‘ท้องผูก’ ครอบคลุมถึงอาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติในการขับถ่ายด้วย เช่น
* ขับถ่ายยาก ต้องใช้แรงเบ่งมาก
* รู้สึกถ่ายไม่สุด หรือยังคงมีอุจจาระค้างอยู่
* ลักษณะอุจจาระแข็งหรือเป็นก้อน
* ขับถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ (โดยไม่ได้ใช้ยาหรือวิธีช่วยเหลืออื่น)
ในกรณีที่มีอาการเรื้อรัง อาจหมายถึงการมีอาการข้างต้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งแนวทางการวินิจฉัยในประเทศไทยมีการระบุเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน
สาเหตุที่บางคนมีอาการท้องผูกหลังใช้ Omeprazole
ในทางปฏิบัติ อาการท้องผูกที่เกิดขึ้นหลังการใช้ Omeprazole อาจไม่ได้มาจาก “ตัวยา” เพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ดังนี้:
* ผลข้างเคียงของยาเอง: พบได้ในบางราย ซึ่งอาจไวต่อฤทธิ์ของยา
* พฤติกรรมในช่วงเจ็บป่วย: เช่น การรับประทานผักผลไม้น้อยลง ดื่มน้ำน้อย หรือเคลื่อนไหวน้อย
* การใช้ยาร่วมกัน: ยาบางชนิดที่มักใช้ร่วมกันสามารถเพิ่มความเสี่ยงของอาการท้องผูกได้ เช่น ยาเสริมธาตุเหล็ก ยาแก้แพ้บางประเภท หรือยาแก้ปวดบางกลุ่ม
* ความเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน: เช่น นอนน้อย เดินทาง หรือขับถ่ายไม่เป็นเวลา
ข้อแนะนำ
หากเริ่มมีอาการท้องผูกหลังเริ่มใช้ยาใหม่ โดยเฉพาะเมื่อมียาหลายชนิดหรือมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในช่วงนั้น ควรพิจารณาสาเหตุจากหลายด้านร่วมกัน ไม่ควรสรุปทันทีว่าเกิดจาก Omeprazole โดยตรง การประเมินภาพรวมจะช่วยให้หาสาเหตุและแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมได้มากกว่า
หากเริ่มมีอาการท้องผูกหลังใช้ Omeprazole ควรทำอย่างไร?
อาการท้องผูกที่เกิดขึ้นหลังเริ่มใช้ยา Omeprazole อาจสร้างความกังวลให้กับผู้ใช้ยา อย่างไรก็ตาม แนวทางการจัดการควรพิจารณาอย่างเป็นระบบและปลอดภัย ดังนี้:
1) ไม่ควรหยุดยาเองทันที
โดยเฉพาะในกรณีที่แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายยาเพื่อรักษาโรคที่ต้องใช้การรักษาแบบเป็นคอร์ส เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้ หรือภาวะกรดไหลย้อนที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน การหยุดยาโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอาจทำให้โรคกลับมากำเริบได้
คำแนะนำคือ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
2) เริ่มดูแลตัวเองด้วยวิธีพื้นฐานที่ปลอดภัย
แนวทางการดูแลตัวเองเพื่อบรรเทาอาการท้องผูกเบื้องต้น ได้แก่:
* ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน
* เพิ่มปริมาณใยอาหารจากผัก ผลไม้ และธัญพืช โดยเพิ่มทีละน้อย
* เคลื่อนไหวร่างกายหรือเดินให้มากขึ้น
* ฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลา และหลีกเลี่ยงการกลั้นอุจจาระ
แนวทางเหล่านี้เป็นคำแนะนำด้านสุขภาพที่ปลอดภัยและสามารถนำไปใช้ได้ทั่วไป หากปฏิบัติต่อเนื่องแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ยาช่วยถ่าย
3) ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น
หากอาการท้องผูกยังคงอยู่ แม้หลังจากได้ปรับพฤติกรรมแล้ว ควรเข้ารับการประเมินเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอาจพิจารณาดังนี้:
* ตรวจสอบว่าอาการเข้าข่ายท้องผูกจริงหรือไม่ และมีสัญญาณอันตรายอื่นร่วมด้วยหรือไม่
* ทบทวนรายการยาทั้งหมดที่ใช้อยู่ในขณะนั้น
* ให้คำแนะนำเรื่องการใช้ยาระบายที่เหมาะสมในระยะสั้น หากจำเป็น
* ในบางกรณี อาจปรับแผนการรักษา เช่น การปรับขนาดยา ระยะเวลาในการใช้ หรือพิจารณาเปลี่ยนยา ตามดุลยพินิจของแพทย์
เมื่อใดควรพบแพทย์โดยเร็ว หากมีอาการท้องผูก
แม้ว่าอาการท้องผูกส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและสามารถดูแลเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง แต่หากมีอาการบางอย่างร่วมด้วย ควรพิจารณาพบแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่ต้องตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น:
* มีเลือดออกทางทวารหนัก หรือพบเลือดปนในอุจจาระ
* ปวดท้องรุนแรง หรือมีอาการปวดต่อเนื่อง
* ไม่สามารถผายลมได้เลย
* อาเจียน หรือมีไข้ร่วมด้วย
* น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
* อาการไม่ดีขึ้น แม้ดูแลตนเองตามคำแนะนำเบื้องต้นแล้ว
รายการสัญญาณเตือนเหล่านี้ตรงกับคำแนะนำจากแนวทางสากล ซึ่งมักระบุให้พบแพทย์หากอาการท้องผูกมีความผิดปกติที่ชัดเจนหรือเป็นต่อเนื่องนานเกิน 2–3 สัปดาห์
สรุปสาระสำคัญ
* Omeprazole อาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้จริง แต่โดยรวมถือว่าเป็นผลข้างเคียงที่พบไม่บ่อย โดยมีรายงานอุบัติการณ์ในข้อมูลฉลากยาประมาณ 2%
* หากเริ่มมีอาการท้องผูกหลังใช้ยา ควรเริ่มจากการดูแลตนเอง เช่น การดื่มน้ำให้เพียงพอ เพิ่มใยอาหาร เคลื่อนไหวร่างกาย และฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา
* ไม่ควรหยุดยาเองทันที หากเป็นยาที่แพทย์สั่งใช้เพื่อรักษาโรคที่ต้องการการดูแลต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะหากอาการรบกวนชีวิตประจำวัน หรือมีสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย