4 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

เจาะลึกวิกฤต Samsung เมื่อการ “อยากเป็น Apple” ย้อนกลับมาทำลายตัวเอง

เชื่อไหมว่าครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกธุรกิจ เคยมีบริษัทที่สามารถเอาชนะ Apple ในเกมที่ Apple เป็นคนเขียนกฎขึ้นมาเองได้…
บริษัทนั้นไม่ได้มาจากซิลิคอนวัลเลย์ ไม่ได้มีสตีฟ จอบส์ เป็นศาสดา และไม่ได้เริ่มต้นจากการทำคอมพิวเตอร์
แต่บริษัทนั้นคือยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ที่ชื่อว่า Samsung
ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 Samsung ไม่ได้เป็นเพียงแค่คู่แข่งธรรมดา
แต่พวกเขาคือผู้ครองบัลลังก์ที่แท้จริง ด้วยส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกที่สูงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์
เรียกได้ว่าในยุคนั้น ถ้าคุณหันไปรอบตัว เจอคน 3 คน จะต้องมี 1 คนที่ถือโทรศัพท์ Samsung อยู่ในมือ
สิ่งที่ทำให้ Samsung ผงาดขึ้นมาได้ในเวลานั้น ไม่ใช่เพราะพวกเขาพยายามจะเป็นเหมือน iPhone แต่เป็นเพราะพวกเขาเลือกที่จะเป็นในสิ่งที่ iPhone ไม่เป็น
พวกเขาเรียกตัวเองว่าเป็น The Anti-Apple หรือ ขั้วตรงข้ามของ Apple และนั่นคือจุดเริ่มต้นของยุคทองที่ใครหลายคนยังจดจำได้ดี
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาพความยิ่งใหญ่นั้นกลับเริ่มเลือนลาง
วันนี้ Samsung กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก พวกเขากำลังสูญเสียพื้นที่ยืน
ไม่ใช่แค่ให้กับคู่รักคู่แค้นอย่าง Apple เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกองทัพมือถือจากจีนที่ดาหน้าเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดไป
เพื่อที่จะเข้าใจว่า Samsung มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เราต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น ในวันที่อุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือเปลี่ยนไปตลอดกาล…
ย้อนกลับไปในปี 2007 วันที่โลกได้เห็น iPhone รุ่นแรก
ในขณะที่ผู้ผลิตมือถือยักษ์ใหญ่หลายรายในตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็น Nokia หรือ BlackBerry ต่างตื่นตระหนกและพยายามปฏิเสธความจริง
บางค่ายรีบเข็นสมาร์ตโฟนหน้าตาประหลาดออกมาเพื่อขอแค่ได้ชื่อว่ามีสินค้ามาสู้
แต่ Samsung เลือกที่จะทำในสิ่งที่ต่างออกไป
พวกเขาเลือกที่จะ “นิ่ง” และ “รอ”
ในเวลานั้น Samsung มีความได้เปรียบมหาศาลที่แบรนด์อื่นไม่มี
นั่นคือพวกเขามีโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นของตัวเอง ตั้งแต่หน้าจอที่ล้ำสมัยที่สุดไปจนถึงชิปหน่วยความจำ พวกเขาเป็นเบอร์สองของโลกในแง่การผลิตอยู่แล้ว
แทนที่จะรีบกระโดดเข้าสู่สมรภูมิด้วยอาวุธที่ยังไม่พร้อม Samsung ใช้เวลาซุ่มพัฒนาถึง 2 ปีเต็ม เพื่อสร้างสิ่งที่จะกลายมาเป็นตำนาน นั่นคือ Samsung Galaxy S
กลยุทธ์ของ Samsung ในตอนนั้นเฉียบคมมาก พวกเขามองเห็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของ Apple
Apple ขายความสมบูรณ์แบบที่มาพร้อมกับการควบคุม ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ Apple กำหนด แบตเตอรี่ห้ามถอด หน่วยความจำห้ามเพิ่ม ทุกอย่างถูกปิดกั้นอยู่ในกำแพงสวนที่สวยงามแต่ไร้อิสระ
Samsung จึงเลือกที่จะขาย “อิสรภาพ”
โทรศัพท์ตระกูล Galaxy S และ Galaxy Note ในยุคแรกๆ คือสวรรค์ของคนที่รักเทคโนโลยี
เราสามารถงัดฝาหลังเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เองทันทีที่แบตหมด ไม่ต้องพกพาวเวอร์แบงก์ให้หนักกระเป๋า
และไม้ตายที่สำคัญที่สุดคือ MicroSD Card
ในยุคที่หน่วยความจำในเครื่องมีราคาแพงมหาโหด iPhone บีบให้เราต้องเลือกรุ่นความจุสูงตั้งแต่ตอนซื้อ จ่ายเงินเพิ่มหลายพันบาทเพื่อแลกกับพื้นที่เก็บข้อมูลที่มากขึ้นเพียงนิดเดียว
แต่กับ Samsung แค่ซื้อรุ่นราคาประหยัดที่สุด แล้วไปซื้อการ์ดความจำราคาหลักร้อยมาใส่เพิ่มได้
นี่คือความคุ้มค่าที่ผู้บริโภคสัมผัสได้จริง มันคือการให้อำนาจกลับคืนสู่มือผู้ใช้
โมเมนตัมของ Samsung พุ่งถึงขีดสุดเมื่อพวกเขาสามารถแซงหน้า Apple ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกได้สำเร็จในปี 2013
พวกเขาสถาปนาตัวเองเป็น “ราชาแห่ง Android” ตัวจริงเสียงจริง
แต่น่าเสียดายที่ความสำเร็จในโลกธุรกิจ ไม่ได้วัดกันที่จำนวนเครื่องที่ขายได้เพียงอย่างเดียว แต่มันวัดกันที่บรรทัดสุดท้ายของงบการเงิน นั่นคือ กำไร
และนี่คือจุดเริ่มต้นของจุดเปลี่ยนที่สำคัญ
มีสถิติหนึ่งที่น่าตกใจมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แม้ Samsung จะครองส่วนแบ่งตลาดโลกในแง่จำนวนเครื่องได้มากกว่า Apple เกือบเท่าตัว
แต่เมื่อดูที่ตัวเลขกำไร Apple กลับกวาดกำไรของอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนทั่วโลกไปได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์
ลองจินตนาการถึงเค้กหนึ่งก้อน Apple ตักเนื้อเค้กส่วนที่อร่อยที่สุดไปเกือบหมด เหลือแค่เศษเค้กให้ Samsung และผู้ผลิตรายอื่นๆ แย่งชิงกัน
สาเหตุที่เป็นแบบนี้ เพราะ Apple ขายสินค้าพรีเมียม ควบคุมราคาได้ และมีต้นทุนการบริหารจัดการที่ต่ำกว่ามากเพราะมีสินค้าน้อยรุ่น
เมื่อผู้บริหาร Samsung เห็นตัวเลขนี้ พวกเขาเริ่มตั้งคำถามกับกลยุทธ์ของตัวเอง
การเป็น ขั้วตรงข้ามของ Apple อาจจะทำให้ได้ใจลูกค้า แต่ไม่ได้ทำให้บริษัทรวยเท่าที่ควร
Samsung จึงเริ่มเปลี่ยนทิศทาง…
พวกเขาเริ่มกระบวนการ รื้อถอนอัตลักษณ์ ของตัวเองอย่างเงียบๆ เพื่อหวังจะสร้างโมเดลธุรกิจที่ทำกำไรได้มหาศาลแบบ Apple
ความเปลี่ยนแปลงเริ่มปรากฏชัดเจนในรุ่น Galaxy S6 เมื่อปี 2015
Samsung เปิดตัวเรือธงรุ่นใหม่ที่มีดีไซน์สวยหรูด้วยวัสดุกระจกและโลหะ
แต่สิ่งที่แลกมาคือการตัดฟีเจอร์ที่แฟนคลับรักที่สุดทิ้งไป แบตเตอรี่ถูกซีลปิดตาย ถอดเปลี่ยนเองไม่ได้อีกต่อไป
และที่เจ็บปวดที่สุดคือการตัดช่อง MicroSD Card
Samsung อ้างเหตุผลเรื่องดีไซน์และเทคโนโลยีหน่วยความจำแบบใหม่
แต่ลึกๆ แล้ว ทุกคนในวงการรู้ดีว่ามันคือเรื่องของธุรกิจ พวกเขาต้องการบีบให้ผู้ใช้ซื้อรุ่นความจุสูงในราคาที่แพงขึ้น เหมือนกับโมเดลของ iPhone
เสียงตอบรับในตอนนั้นคือความโกรธเกรี้ยว แฟนพันธุ์แท้ที่เคยสนับสนุนแบรนด์เริ่มรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง
แม้ว่าในรุ่นถัดมา Samsung จะยอมถอยและนำช่องใส่การ์ดกลับมา แต่ความเชื่อใจที่เสียไปแล้ว ยากที่จะเรียกกลับคืนมาได้เหมือนเดิม
และดูเหมือน Samsung จะไม่เข็ด…
ในเวลาต่อมา เมื่อ Apple ตัดสินใจตัดช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรออกจาก iPhone 7 โลกอินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยเสียงก่นด่า
Samsung ไม่รอช้าที่จะกระโดดเกาะกระแสนี้ด้วยการออกโฆษณาล้อเลียน Apple อย่างสนุกสนาน
แต่เพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้น Samsung ก็ทำในสิ่งเดียวกันเป๊ะ
ในรุ่น Galaxy Note 10 ช่องหูฟังอันเป็นที่รักถูกตัดทิ้งไป บริษัทที่เคยทุ่มงบการตลาดเพื่อล้อเลียนคู่แข่ง กลับกลายเป็นคนที่ทำลายจุดแข็งของตัวเองเสียเอง
ไม่จบแค่นั้น เมื่อ Apple ประกาศไม่แถมหัวชาร์จในกล่องโดยอ้างเรื่องรักษ์โลก
Samsung เป็นแบรนด์แรกๆ ที่โพสต์แซะบนโซเชียลมีเดีย แต่ไม่นานโพสต์เหล่านั้นก็ถูกลบหายไป พร้อมกับการเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ที่ไม่แถมหัวชาร์จเช่นกัน
1
Samsung กำลังกลายสภาพเป็น Apple สาขา 2
พวกเขาพยายามก๊อปปี้สูตรความสำเร็จของ Apple ด้วยการสร้างข้อจำกัดและลดต้นทุน
แต่พวกเขาลืมไปว่า เหตุผลที่คนเลือกซื้อ Samsung ไม่ใช่เพราะพวกเขาอยากได้ iPhone ปลอม แต่เพราะพวกเขาอยากได้ทางเลือกที่ดีกว่า
เมื่อ Samsung ทิ้งความเป็นตัวเอง พวกเขาก็สูญเสียเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดไป
และในช่วงเวลาที่ Samsung กำลังสับสนในตัวตนนี้เอง ตัวละครใหม่ก็ก้าวเข้ามาในฉาก
กองทัพสมาร์ตโฟนจากประเทศจีน
แบรนด์อย่าง Xiaomi Huawei และ Oppo ไม่ได้เข้ามาเล่นๆ พวกเขามาพร้อมกับกลยุทธ์ที่เรียกว่า Strategic Cheapness หรือการถูกอย่างมีกลยุทธ์
พวกเขาไม่ได้ทำมือถือราคาถูกคุณภาพต่ำเหมือนในอดีต แต่พวกเขาทำมือถือสเปกเรือธงในราคาที่ถูกกว่า Samsung เกือบครึ่ง
ลองนึกภาพในปี 2016 Xiaomi Mi 5 เปิดตัวด้วยสเปกที่ชนกับตัวท็อปของ Samsung ได้สบายๆ ทั้งหน้าจอที่คมชัด ชิปประมวลผลตัวแรง และกล้องคุณภาพสูง แต่ขายในราคาหมื่นต้นๆ
นี่คือฝันร้ายของ Samsung
เพราะ Samsung วางตำแหน่งตัวเองไว้กว้างเกินไป พวกเขาพยายามจะจับลูกค้าทุกกลุ่ม ตั้งแต่คนงบน้อยไปจนถึงเศรษฐี ทำให้ไลน์สินค้ามีความซับซ้อนและทับซ้อนกันเอง
เมื่อต้องเจอกับคู่แข่งจากจีนที่ชัดเจนกว่า คุ้มค่ากว่า และเทคโนโลยีล้ำหน้าไม่แพ้กัน
Samsung จึงเริ่มเสียฐานที่มั่นสำคัญในตลาดใหญ่ๆ อย่างอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สถานการณ์ของ Samsung ในตอนนี้เรียกว่า Stuck in the Middle หรือการติดอยู่ตรงกลาง
จะขึ้นไปสู้ความพรีเมียมกับ Apple ก็ยังทำได้ไม่ดีพอ เพราะภาพลักษณ์แบรนด์ยังเป็นรอง จะลงมาสู้ราคากับแบรนด์จีนก็สู้ไม่ไหว เพราะต้นทุนโครงสร้างองค์กรที่ใหญ่โต
ผลลัพธ์คือการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่…
ข้อมูลล่าสุดยืนยันว่า Apple ได้แซงหน้า Samsung ขึ้นเป็นผู้ผลิตสมาร์ตโฟนที่มียอดขายอันดับ 1 ของโลกอย่างเป็นทางการ
ราชาแห่ง Android ถูกโค่นลงจากบัลลังก์แล้ว
สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขยอดขาย แต่คือความจริงที่ว่า Samsung พยายามทำทุกอย่างให้เหมือน Apple แต่พวกเขากลับไม่มีสิ่งสำคัญที่สุดที่ Apple มี
สิ่งนั้นคือ Moat หรือ คูเมืองทางธุรกิจ
คูเมืองของ Apple คือ Ecosystem หรือระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง
คนที่ใช้ iPhone ไม่ได้ซื้อแค่โทรศัพท์ แต่พวกเขาซื้อความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อกับ iPad Mac และ Apple Watch
พวกเขาติดอยู่ใน iMessage และ FaceTime ซึ่งเป็นกำแพงที่สูงชัน ยากที่คู่แข่งจะเจาะเข้าไป
แต่สำหรับ Samsung พวกเขาไม่มีคูเมืองแบบนั้น
Samsung ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ของ Google ซึ่งเป็นระบบเปิด ข้อดีคือความหลากหลาย แต่ข้อเสียคือ ความภักดีต่อแบรนด์ต่ำ
การที่ผู้ใช้ Samsung จะย้ายไปใช้ Xiaomi หรือ Pixel นั้นทำได้ง่ายมาก แอปพลิเคชันเหมือนกัน ข้อมูลซิงค์ผ่าน Google เหมือนกัน ประสบการณ์ใช้งานแทบไม่ต่างกัน
ดังนั้นเมื่อ Samsung เริ่มทำตัวไม่น่ารัก เริ่มตัดฟีเจอร์ เริ่มขายแพงโดยไม่มีเหตุผล
ลูกค้าจึงไม่มีความจำเป็นต้องทน พวกเขาสามารถเดินออกจากเมืองของ Samsung ได้ทันทีโดยไม่รู้สึกเจ็บปวด
บทเรียนราคาแพงที่ Samsung ได้รับ บอกเราว่าการพยายามจะเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน อาจจบลงด้วยการไม่ได้เป็นอะไรเลยสำหรับใครสักคน
Samsung พยายามจะเป็น Apple สำหรับคนรวย และพยายามจะเป็นแบรนด์แมสสำหรับคนทั่วไป
แต่พวกเขากลับทิ้งจุดยืนที่เคยทำให้พวกเขาเป็นผู้ชนะ นั่นคือการเป็น ทางเลือกที่ดีที่สุด ของคนที่ต้องการอิสรภาพ
แน่นอนว่า Samsung ยังคงเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ พวกเขายังมีนวัตกรรมหน้าจอและชิปที่ล้ำหน้า และกำลังเดิมพันครั้งใหม่กับเทคโนโลยี AI และโทรศัพท์พับได้
แต่คำถามสำคัญที่ยังค้างคาใจคือ ในวันที่คู่แข่งรอบด้านเก่งขึ้นทุกวัน Samsung จะสามารถหา ตัวตน ใหม่เจอหรือไม่
หรือพวกเขาจะกลายเป็นเพียงแค่อดีตยักษ์ใหญ่ ที่หลงทางอยู่ในเงาของความสำเร็จในอดีต
เรื่องนี้ฝากข้อคิดให้เราได้มองย้อนกลับมาดูธุรกิจ หรือแม้แต่การใช้ชีวิตของตัวเราเองว่า…
เรากำลังพยายามวิ่งตามความสำเร็จของคนอื่น จนลืมไปหรือเปล่าว่า จุดแข็งที่แท้จริง ของเราคืออะไร
เพราะการปรับตัวเป็นเรื่องจำเป็น แต่การปรับตัวจนสูญเสียตัวตน อาจหมายถึงการสูญเสียทุกอย่าง…
References : [theverge, counterpointresearch, strategyanalytics, techcrunch, bloomberg]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา