2 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

Digital Literacy เข้าใจเศรษฐกิจไทย รู้ทันภัยการเงิน

ในวันที่โลกปรับตัวสู่ “เศรษฐกิจยุคดิจิทัล” การทำธุรกรรมการเงินต่าง ๆ มีความสะดวก รวดเร็ว และขยับเข้ามาใกล้ตัวทุกคนเพียงแค่ปลายนิ้วแบบ 24/7 แต่ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นเหล่านี้ก็มาพร้อมกับ “ความเสี่ยง” ที่เพิ่มขึ้น เพราะมิจฉาชีพได้อาศัยช่องทางดิจิทัลและความง่ายมาสร้างกลวิธีการหลอกลวงที่ซับซ้อนและแนบเนียน ทำให้ภัยการเงินมีมากขึ้น และแพร่กระจายไปในวงกว้าง
ที่ผ่านมาหลายภาคส่วนได้ร่วมกันยกระดับการป้องกันและปราบปรามภัยการเงินอย่างจริงจังต่อเนื่อง โดยเฉพาะการออกกฎหมายและพัฒนาระบบความปลอดภัย ทำให้ความเสียหายจากมิจฉาชีพที่เกิดจาก “แอปดูดเงิน” ลดลงอย่างมากจาก 7,444 เคส ความเสียหาย 5,413 ล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2566 เหลือ 0 เคส ในปี 2568 (ข้อมูลจากการแถลงความคืบหน้าการจัดการภัยทุจริตทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 และจากรายงานสถาบันการเงิน 17 แห่ง)
อย่างไรก็ดี จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แสดงให้เห็นว่าความเสียหายจากมิจฉาชีพที่หลอกลวงให้โอนเงินไปให้ด้วยความสมัครใจก็ยังมีอยู่จำนวนมาก โดยในไตรมาส 2 ปี 2568 ยังมีความเสียหายอยู่ที่ 44,789 เคส เป็นเงินกว่า 5,651 ล้านบาท ดังนั้น การรู้เท่าทันภัยการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในยุคการเงินดิจิทัลนี้
Digital Literacy ทักษะที่ควรมีทุกคน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมศิษย์เก่านักเรียนทุนไทย-สหรัฐฯ (TUSAA) ได้ร่วมกันจัดงาน “Digital Literacy and Economic Citizenship for the Next Generation” เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์การเรียนรู้ ธปท. โดยมีผู้แทนของ ธปท. และกองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตอท.) มาชวนมองภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทย และความเสี่ยงทางการเงินที่คนรุ่นใหม่ต้องเจอ
เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของความรู้ความเข้าใจทางการเงิน (financial literacy) ที่ควรต้องยกระดับให้เป็นความรู้ความเข้าใจโลกดิจิทัล (digital literacy) นั่นคือ การใช้เทคโนโลยีตามสิทธิและหน้าที่อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ เรียกได้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้เทคโนโลยีให้ “เก่ง” แต่คือการใช้ให้ “ถูกต้อง รู้เท่าทัน และมีวิจารณญาณ” รู้จักตั้งคำถาม แยกแยะข้อมูลจริงกับข้อมูลเท็จ ไม่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงและตระหนักถึงผลกระทบจากการตัดสินใจของเราในโลกออนไลน์ ในฐานะผู้ใช้เทคโนโลยี
เพราะเราทุกคนมีทั้ง สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่อข้อมูลของตนเอง ผู้อื่นในสังคม และเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม หรือที่เราเรียกว่า economic citizenship คือการเป็นพลเมืองเศรษฐกิจที่ไม่เพียงใช้ประโยชน์จากระบบ แต่ร่วมดูแลให้ระบบนั้นยั่งยืนและเป็นธรรม
เทคโนโลยีพัฒนาก้าวไกล แต่กลับใกล้ตัวเรา
คุณพรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ธปท. ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ digital literacy ที่สะท้อนผ่านสถิติว่า
“ปัจจุบันการหลอกลวงทางการเงินที่ผู้ใช้ไม่ยินยอม (unauthorized fraud) ไม่มีแล้ว แต่ในทางกลับกัน การหลอกลวงทางการเงินที่ผู้เสียหายเป็นคนทำธุรกรรมด้วยตนเอง (authorized fraud) เพราะถูกชักจูงด้วยกลวิธีต่าง ๆ ของมิจฉาชีพ อาทิ หลอกให้รัก หลอกให้โอนเงิน หรือหลอกลงทุน ยังคงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย”
แม้ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะด้านระบบการชำระเงิน (payment system) ของไทยที่มีความรวดเร็วอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก เปรียบเสมือนกับรถไฟฟ้าที่มีอัตราเร่งสูง แต่สิ่งที่ยังตามไม่ทันคือ “ระบบเบรก” ซึ่งในความเป็นจริง เบรกที่สำคัญนั้นไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ “ตัวเราเอง” เพราะการหลอกลวงทางการเงินในปัจจุบัน มิจฉาชีพส่วนใหญ่จะใช้กลยุทธ์ในการกระตุ้นอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์
นั่นคือ (1) ความโลภ เพราะกลัวตกรถ ตามไม่ทัน ไม่มีเหมือนคนอื่น (FOMO: Fear of Missing Out) (2) ความตกใจ โดยมิจฉาชีพจะใช้กลวิธีต่าง ๆ ให้เหยื่อรีบตัดสินใจ โดยไม่ทันคิดอย่างรอบคอบ และ (3) ความกลัว เพราะถูกขู่ ทำให้ไม่กล้าบอกใคร อารมณ์เหล่านี้ทำให้หลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อในที่สุด
ฉะนั้น การรู้จักและเท่าทันอารมณ์ของตนเองจึงมีความสำคัญ ขณะเดียวกันก็ต้องยกระดับ digital literacy ควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นความรอบคอบก่อนตัดสินใจ การไม่แชร์ข้อมูลที่ยังไม่ได้คัดกรองหรือถูกบิดเบือน และการไม่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ทั้งหมดนี้คือ “เบรก” สำคัญที่จะช่วยให้สังคมก้าวไปพร้อมเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน
จากความเสียหาย สู่ความร่วมมือ
พ.ต.ท.ธนธัส กังรวมบุตร รองผู้กำกับการกลุ่มงานสนับสนุนทางไซเบอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก. ตอท.) ได้ชี้ให้เห็นข้อมูลสถิติที่สำคัญว่า
“ปัจจุบันมีการแจ้งความออนไลน์สะสมจำนวน 1.15 ล้านคดี คิดเป็นมูลค่ากว่า 108,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวเป็นแค่กรณีที่ผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความเท่านั้น ยังไม่รวมความเสียหายที่ไม่ได้มีการแจ้งความ ทำให้มูลค่าความเสียหายที่แท้จริงสูงกว่านี้”
พร้อมกันนี้ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขบวนการหลอกลวงทางการเงินในปัจจุบันทำงานอย่างเป็นระบบและเป็นขั้นเป็นตอน โดยก่อนลงมือ คนร้ายจะทำ Profiling โดยการรวบรวมข้อมูลของเหยื่อ ทั้งข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน รวมถึงไลฟ์สไตล์เพื่อให้เข้าใจความต้องการของเหยื่อ และนำมาวางกลวิธีเพื่อหลอกลวงที่น่าเชื่อถือร่วมกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อปลอมแปลงข้อมูล ดังนั้น ภัยการเงินเป็นเรื่องที่น่ากังวลและมีความเสี่ยงสูงไปตามการพัฒนาและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ดีขึ้นต่อเนื่อง
โดย พ.ต.ท.ธนธัส ยังได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “ผลกระทบของภัยการเงินไม่ได้เกิดกับผู้เสียหายอย่างเดียว เพราะเงินที่ไหลออกไปนอกประเทศ ยังส่งผลกระทบกับค่าเงินและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศด้วย สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันหมด”
ผลกระทบที่ขยายตัวเป็นวงกว้างนี้ ทำให้การรับมือภัยการเงินไม่อาจอาศัยแค่การป้องกันระดับบุคคลอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมีความร่วมมือและมาตรการแก้ปัญหาที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ โดยคุณพรวิภาได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศมีความง่ายและสะดวกขึ้นมาก และ cryptocurrency ถูกนำมาใช้เพื่อหลบเลี่ยงการติดตามเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพ
ดังนั้น กลไกการร่วมรับผิดชอบความเสียหาย (shared responsibility) ระหว่างประเทศจึงถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ตั้งแต่กระบวนการป้องกัน (prevention) การตรวจจับ (detection) การตอบสนอง (responsibility) และการเยียวยา (recovery)
“การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันคือหัวใจสำคัญ โดยปัจจุบันระบบ Central Fraud Registry (CFR) ช่วยให้สามารถติดตามธุรกรรมภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สำหรับธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศนั้น หลักเกณฑ์ Travel Rules ของ FATF จะกลายเป็นเครื่องมือจำเป็นที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะต่อไป” ดร.พรรคธาดา ตรีรัตนพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธปท. กล่าวเสริม
ภูมิทัศน์การเงินกับโอกาสของคนรุ่นใหม่
คุณพรวิภาได้เน้นย้ำว่า ภูมิทัศน์ทางการเงิน (financial landscape) ในระยะต่อไปจะเป็นโอกาสของคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะการเรียนรู้ที่รวดเร็ว แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน จึงต้องหมั่นติดตามและตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้าง digital literacy ให้กลายเป็นเรื่องปกติ
ขณะที่ พ.ต.ท.ธนธัสได้ให้แง่คิดเพิ่มเติมว่า ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ คนรุ่นใหม่ยังสามารถนำทักษะของตนเองมาช่วยเหลือคนรุ่นอื่น ๆ เพราะภัยการเงินไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่อาจกระทบและสร้างความเสียหายให้กับคนในครอบครัวด้วย
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงาน “Digital Literacy and Economic Citizenship for the Next Generation” หลายคนก็ได้มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยได้สะท้อนว่าความเข้าใจกลไกทางการเงิน และการรู้เท่าทันภัยการเงินและการใช้เทคโนโลยีอย่างรอบคอบเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรต้องตระหนักถึงความสำคัญอยู่เสมอ
เช่นเดียวกับพี่ ๆ วิทยากรที่ได้ฝากถึงคนรุ่นใหม่ว่า อีกหนึ่งทักษะสำคัญคือ growth mindset และ meta skill ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่จะช่วยต่อยอดสิ่งที่เคยร่ำเรียนมาให้เกิดประโยชน์ อีกทั้งคนรุ่นใหม่ยังมีข้อได้เปรียบจากความเชี่ยวชาญด้าน digital technology เป็นพื้นฐาน หากพัฒนาความรู้และทักษะด้าน digital literacy ให้เพิ่มขึ้นด้วย
สุดท้ายนี้ การสร้าง economic citizenship ที่มีภูมิคุ้มกัน จะช่วยเสริมสร้างสังคมไทยให้เป็น “Safe and Inclusive Digital Finance” ได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นธีมของการจัดประชุม “2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group” ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในปี 2569 นี้อีกด้วย
เรื่อง : กองบรรณาธิการ พระสยาม BOT Magazine
โฆษณา