เมื่อวาน เวลา 12:19 • ท่องเที่ยว

มัสยิดต้นสน เรื่องราวจากกุโบร์ประวัติศาสตร์และมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพ

“สวัสดีครับ” มัคคุเทศก์ตัวน้อยกล่าวทักทายกับผู้เขียนผู้เป็นคนต่างศาสนิกที่เดินเข้าไปในพื้นที่ของ “กุโบร์” หรือสุสานของชาวมุสลิม ในมือของผู้เขียนถือหนังสือเปิดอ่านประกอบระหว่างฟังคำอธิบายของมัคคุเทศก์น้อยที่บอกเล่าเรื่องราวของหลุมศพเจ้าพระยาจักรี (หมุด) ด้วยความตั้งใจ นี่เป็นครั้งแรกของผู้เขียนที่ได้มีโอกาสแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมยังกุโบร์ประวัติศาสตร์แห่งสำคัญอีกแห่งหนึ่งบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ของชาวมุสลิมไทยที่อาศัยมาอย่างยาวนานตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
ถึงแม้ว่าตัวอาคารมัสยิดจะเป็นงานสถาปัตยกรรมคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างงานสมัยใหม่ แต่ถึงอย่างนั้นพื้นที่ของมัสยิดแห่งนี้ก็ยังนับว่าเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ที่ได้ชื่อว่าเป็น “มัสยิดแห่งแรก” ของกรุงเทพมหานครด้วย มัสยิดแห่งนี้ก็คือ “มัสยิดต้นสน” หรือที่ในอดีตรู้จักกันในนามของ “กุฎีใหญ่”
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสไปร่วมงาน “หอประวัติศาสตร์มุสลิม : พื้นที่ความทรงจำ การเรียนรู้และการอยู่ร่วมกัน” มา ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการมัสยิดต้นสนและคณะกรรมการหอประวัติศาสตร์มุสลิมไทยบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ของมุสลิมฝั่งธนบุรีที่ได้ชื่อว่าเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในบางกอก
ซึ่งเราก็ได้มีโอกาสเดินชมพื้นที่ในบริเวณมัสยิดต้นสน รวมถึงได้นั่งฟังเสวนาหัวข้อ “ก่อร่างสร้างสยาม : บทบาทมุสลิมในประวัติศาสตร์ไทย” ซึ่งช่วยให้ได้รู้จักและเข้าใจถึงความเป็นไปและความเป็นพหุวัฒนธรรมของชุมชนมุสลิมในอาณาบริเวณนี้ด้วย
มัสยิดต้นสนเป็นมัสยิดเก่าแก่ที่มีประวัติว่าตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยพระยาราชวังสันเสนีย์ (มะหมู๊ด) เสนาบดีผู้ใหญ่แม่ทัพเรือและจางวางกรมอาสาจามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สันนิษฐานว่าแต่เดิมเป็นสุเหร่าไม้ก่อนที่จะมีพัฒนาการเริ่มมาเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนศิลปะไทย และกลายเป็นมัสยิดแบบอาคาร
คอนกรีตเสริมเหล็กในรูปแบบศิลปะอียิปต์อิสลามแบบปัจจุบัน
เท้าความกลับไปในกรุงศรีอยุธยา พื้นที่ของบางกอกมีหน้าที่เป็นทั้งด่านขนอนและเมืองหน้าด่านของกรุงศรีอยุธยา มีป้อมอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งกองอาสาจามก็ถูกส่งมาตั้งชุมชนในบริเวณนี้มีหน้าที่ดูแลด่าน ก่อนที่ในสมัยรัตนโกสินทร์จะย้ายกลุ่มอาสาจามนี้ไปยังบริเวณชุมชนบ้านครัวในปัจจุบัน
การอยู่อาศัยของกองอาสาจามนี่เองที่ก่อให้เกิดกุฎีใหญ่ ซึ่งเป็นมัสยิดเนื่องในนิกายซุนนีย์ ก่อนที่ในยุคหลังเมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 และการตั้งราชธานีธนบุรี เหล่าชาวมุสลิมชีอะฮ์จากอยุธยาจะเดินทางย้ายลงมาผูกแพอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ด้วย
ท่านอิหม่ามประจำมัสยิดกล่าวว่ามัสยิดแห่งนี้เป็นเหมือนกับพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต นอกเหนือจากสถาปัตยกรรมภายนอกแล้ว ภายในมัสยิดต้นสนยังมีจุดที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง และเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าสนใจที่เป็นสมบัติของมัสยิด ตั้งแต่แผ่นไม้ประจำซุ้มทิศที่ผสานความเป็นไทยลงไป ซุ้มเมียะหร็อบทรงอย่างไทย ไปจนถึงธรรมาสน์มิมบัร ซึ่งล้วนมีลักษณะงานศิลปกรรมเก่าแก่โดยแผ่นไม้ประจำซุ้มทิศนี้ก็เล่าสืบต่อกันมาว่าลอยน้ำลงมาจากกรุงศรีอยุธยา
นอกจากนี้ยังมีหินจารึกสลักพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมพสกนิกร ณ ชุมชนมัสยิดต้นสน
งานศิลปกรรมของโบราณวัตถุเหล่านี้เราจะเห็นว่ามีกลิ่นอายของงานศิลปะไทยผสมผสานอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงการหลอมรวมทางวัฒนธรรมระหว่างไทย-อิสลามบนพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งอาจารย์จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ และอาจารย์วสมน สาณะเสนก็ได้บรรยายว่ารูปแบบงานศิลปกรรมกับสถาปัตยกรรมจะไปด้วยกัน ทำให้สันนิษฐานได้ว่ามัสยิดแห่งนี้ในอดีตนั้นถูกสร้างด้วยศิลปะไทย เป็นการแสดงให้เห็นว่าชาวมุสลิมในอดีตนั้นมีการรับเอาศิลปกรรมในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในงานของพวกเขาตราบใดที่ไม่ได้เป็นการผิดหลักทางศาสนาด้วย
ออกมาจากตัวมัสยิดที่ด้านข้างจะเป็นพื้นที่ในส่วนของกุโบร์หรือสุสาน ด้วยความเก่าแก่ของมัสยิดเองทำให้พื้นที่นี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของชาวมุสลิมในอดีตที่ต่างถูกฝังร่างเอาไว้ที่กุโบร์แห่งนี้ ซึ่งในกุโบร์เองก็มีโบราณวัตถุสำคัญอย่างไม้นิซ่าน หรือแนแซซึ่งเป็นแผ่นจำหลักที่ปักอยู่เหนือหลุมศพของชาวมุสลิมด้วย
ในกุโบร์แห่งนี้ฝังร่างบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์มากมาย ตั้งแต่พระยาราชวังสันเสนีย์ (มะหมู๊ด) ผู้ก่อตั้งมัสยิดต้นสน เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ (หมุด) ผู้เป็นทหารคู่ใจของสมเด็จพระเจ้าตากสิน พระยาราชบังสัน (ฉิม) แม่ทัพเรือชาวมุสลิมสมัยรัชกาลที่ 2 ตลอดจนท่านจุฬาราชมนตรีคนสำคัญต่าง ๆ ในสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น พระยาจุฬาราชมนตรี (สิน) ซึ่งมีไม้นิซ่านเป็นของพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
กุโบร์แห่งนี้มีความพิเศษตรงที่ไม่ได้เป็นกุโบร์ที่ฝังเพียงแค่ชาวมุสลิมซุนนีย์เท่านั้น ชาวมุสลิมชีอะห์เองก็ถูกฝังเอาไว้ที่นี่เช่นเดียวกันจึงอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นกุโบร์เดียวในประเทศและน่าจะในโลกที่ชาวมุสลิมจากสองสำนักคิดที่ต่างกันและไม่นิยมทำพิธีร่วมกันสามารถที่จะฝังร่วมกันอย่างปรองดองได้ในพื้นที่แห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่แม้แต่ในศาสนาเดียวกันก็ยังมีความแตกต่างแต่ก็ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้
มัสยิดต้นสน ในอดีตเป็นมัสยิดปิดที่แทบจะไม่ได้เปิดโอกาสให้ชาวต่างศาสนิกเดินทางเข้าไปชมได้ง่ายดายนัก แต่ทั้งนี้ในงานที่เราได้เดินทางไปเข้าร่วมนั้นเป็นงานเปิดตัวหอประวัติศาสตร์มุสลิมไทย ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับชาวมุสลิมไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น บางทีในอนาคตเรื่องราวของชาวมุสลิมไทยอาจจะเป็นเรื่องราวที่เข้าถึงง่ายขึ้น และผู้คนอาจจะให้ความสนใจอยากที่จะเรียนรู้หรือรู้จักพวกเขาให้มากขึ้นกว่านี้ก็เป็นไปได้
สังคมไทยเรานั้นนับว่าเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่หลาย ๆ ความเชื่อได้หลอมรวมและอยู่ร่วมกันในสังคม แน่นอนว่าในบริบทของศาสนาอิสลาม เมื่อเรามองมาจากภายนอกอาจจะมองว่าเป็นศาสนาที่เคร่งครัดและเข้าถึงได้ยาก แต่เชื่อเถอะว่าในสังคมพหุวัฒนธรรมนี้ ถ้าหากเรารู้จักกับบริบทและรู้จักกับการวางตัวเพื่อให้เกียรติซึ่งกันและกันแล้วล่ะก็ การเข้าไปสัมผัสสังคมที่ไม่คุ้นเคยก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ยากมากนัก…
การเยี่ยมชมกุโบร์มัสยิดต้นสน: โปรดแต่งกายสุภาพ งดเว้นการเดินลงไปในพื้นที่นอกทางเดิมที่จัดไว้ ห้ามเดินข้ามหรือเหยียบกุโบร์ สตรีมีประจำเดือนงดเว้นการเข้าเยี่ยมชมกุโบร์
#สุดโปรด #ชุมชน #ประวัติศาสตร์ #มุสลิม #อิสลาม #มัสยิด #สถาปัตยกรรม #กรุงเทพ #สังคม #พหุวัฒนธรรม #BBL #BangkokBank #ธนาคารกรุงเทพ
โฆษณา