28 ม.ค. เวลา 02:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เข้าใจเศรษฐกิจ เข้าใจการเมืองญี่ปุ่น

[เรื่อง: ดร.บัณฑิต นิจถาวร | เศรษฐศาสตร์บัณฑิต]
ตอนนี้ผมอยู่ญี่ปุ่น มาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยฮิโตะสึบะชิ (Hitotsubashi) กรุงโตเกียว ซึ่งมาเป็นประจำทุกปี พอดีช่วงนี้เศรษฐกิจและการเมืองญี่ปุ่นกำลังน่าสนใจโดยเฉพาะในแง่การดำเนินนโยบาย
และล่าสุด นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นางซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) ได้ประกาศยุบสภาแบบฉับพลัน ยิ่งเพิ่มสีสันให้กับการเมืองญี่ปุ่นและความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจญี่ปุ่นมากขึ้น
การเลือกตั้งจะมีในวันที่ 8 ก.พ.และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนโยบายการเงินการคลังในญี่ปุ่นก็ว่าได้ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
การสอนหนังสือที่ญี่ปุ่นของผมถือเป็นการพักผ่อนประจำปี เพราะจะอยู่ญี่ปุ่นประมาณสองสัปดาห์และหลักสูตรที่สอน คือ นโยบายสาธารณะระดับปริญญาโท ผมก็สอนมานาน การเตรียมตัวจึงไม่ใช้เวลามาก ทำให้มีเวลาพบปะเพื่อนฝูงเก่าๆ และอาจารย์มหาวิทยาลัยคนอื่นๆ ปีนี้หัวข้อที่คุยกันนานคือเศรษฐกิจและการเมืองญี่ปุ่น ได้รับฟังมุมมองทั้งแบบวิชาการและมุมมองคนญี่ปุ่นทั่วไป
เศรษฐกิจญี่ปุ่นขณะนี้มี 3 ปัญหา 1.ค่าเงินเยนอ่อน 2.อัตราเงินเฟ้อสูงกระทบความเป็นอยู่ของประชาชน 3.เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำ กระทบความสามารถในการหารายได้และการใช้จ่ายของประชาชน เป็นความท้าทายต่อรัฐบาลทั้งการดําเนินนโยบายการเงินและการคลัง
ค่าเงินเยนอ่อนมาก ล่าสุดใกล้แตะ 160 เยนต่อดอลลาร์ เป็นผลจากการเทขายสินทรัพย์เงินเยนโดยนักลงทุน จากที่อัตราดอกเบี้ยเงินเยนต่ำเทียบกับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ทำให้เกิดเงินทุนไหลออก กดดันเงินเยนให้อ่อนค่า นอกจากนี้ก็มีความห่วงใยของนักลงทุนต่อทิศทางนโยบายการคลังในญี่ปุ่น
จากล่าสุดที่รัฐบาลได้ออกงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้หนี้สาธารณะญี่ปุ่นซึ่งสูงอยู่แล้ว ประมาณ 230% ของรายได้ประชาชาติ ยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้นไปอีก กดดันให้เงินเยนอ่อนค่าและอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของญี่ปุ่นปรับสูงขึ้น
ท้ายสุดเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ขยายตัวต่ำและดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลก็มีส่วนกดดันให้เงินเยนอ่อนค่า ทั้งหมด ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้นักเก็งกำไรค่าเงินมองว่าเงินเยนอาจยิ่งอ่อนค่า โดยเฉพาะถ้านายกรัฐมนตรีทากาอิจิชนะการเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาล และใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นตามที่กำลังหาเสียงอยู่ จึงเร่งเก็งกำไรค่าเงินเยน การเก็งกำไรยิ่งกดดันให้เงินเยนอ่อนค่า
ค่าเงินเยนที่อ่อนทำให้อัตราเงินเฟ้อในญี่ปุ่นเร่งตัวขึ้น เพราะราคาสินค้านำเข้าในรูปเงินเยนแพงขึ้น โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบและน้ำมัน มีผลต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน อัตราเงินเฟ้อทั่วไป พ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุดที่มีอยู่ที่ร้อยละ 2.9 สูงกว่าระดับเป้าหมายที่ร้อยละ 2.0
ธนาคารกลางญี่ปุ่นจึงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นร้อยละ 0.75 เมื่อ ธ.ค.ปีที่แล้ว เพื่อดูแลให้อัตราเงินเฟ้อที่สูงเกินเป้าลดลงและพยุงการอ่อนค่าของเงินเยน
ตลาดการเงินมองว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นคงพร้อมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1-2 ครั้งปีนี้เพื่อให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าร้อยละ 2 ผลคือ เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ขยายตัวต่ำอยู่แล้วจะยิ่งชะลอตัว
ในแง่นโยบายการคลัง นายกรัฐมนตรีทากาอิจิ เมื่อเข้ามารับตำแหน่ง ต.ค.ปีที่แล้ว ก็ออกตัวชัดเจนว่า สนับสนุนการขยายการใช้จ่ายภาครัฐและอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามก็ตระหนักถึงระดับหนี้ภาครัฐของญี่ปุ่นที่สูง แต่เห็นว่าถ้าการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตได้ดีขึ้น รัฐบาลก็จะมีรายได้จากภาษีมากขึ้นที่จะชําระหนี้และลดระดับหนี้ภาครัฐ
สำหรับอัตราดอกเบี้ยต่ำ นายกรัฐมนตรีบอกว่ากระทรวงคลังจะประสานกับธนาคารกลางเรื่องนโยบายการเงิน คือไม่หัก หรือกดดัน
สะท้อนแนวคิดนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกงบประมาณเพิ่มเติมปลายปีที่แล้วในวงเงิน 21.3 ล้านล้านเยน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เช่น อุดหนุนราคาน้ำมัน ลดภาษี ขยายการใช้จ่ายป้องกันประเทศ และสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่
เช่น เอไอ ดิจิทัล เพื่อสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งประชาชนและตลาดหุ้นตอบรับมาตรการดังกล่าว แต่ค่าเงินเยนอ่อน อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับสูงขึ้นเพราะห่วงผลที่จะมีต่อหนี้ภาครัฐและวินัยการคลัง
นอกจากนี้ บทบาทนายกรัฐมนตรีในการให้ความเห็นเรื่องอื่นๆ แม้ละเอียดอ่อน เช่น กรณีจีนกับไต้หวัน นโยบายต่อผู้ย้ายถิ่นฐานมาอาศัยในญี่ปุ่น การซื้อบ้านและที่ดินในญี่ปุ่นของคนต่างชาติ ก็ตรงไปตรงมา ได้ใจกลุ่มอนุรักษนิยมฝ่ายขวา คนทำงานและผู้สูงวัยก็ชอบมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ
ขณะที่คนญี่ปุ่นรุ่นหนุ่มสาวก็ชอบความมีเสน่ห์ของนางทากาอิจิในฐานะนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ เด็ดเดี่ยว มีภาวะผู้นำ ตรงไปตรงมา เป็นคนที่มีภูมิหลังพื้นๆ ที่ทำให้คนหนุ่มสาวญี่ปุ่นอยากเป็นนักการเมืองมากขึ้น ทั้งหมดทำให้คะแนนความนิยมของรัฐบาลนางทากาอิจิสูงมากถึง 70-75 เปอร์เซ็นต์
และเป็นปัจจัยที่ทำให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภา เพื่อใช้โอกาสนี้เพิ่มจำนวนที่นั่งในสภา เพื่อให้ได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากจากปัจจุบันที่เป็นรัฐบาลผสม
แต่สำหรับนโยบายเศรษฐกิจพูดได้ว่าพายุลูกใหญ่กำลังรออยู่ หนึ่ง นโยบายการเงินการคลังญี่ปุ่นขณะนี้ไม่สอดคล้องกัน ไปกันคนละทาง การคลังต้องการใช้จ่ายสร้างการเติบโต ซึ่งจะทำให้หนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้น และกดดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น
ขณะที่แบงก์ชาติญี่ปุ่นต้องการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดเงินเฟ้อ ซึ่งจะลดการขยายตัวของเศรษฐกิจ เมื่อไปกันคนละทาง ผลต่อเศรษฐกิจก็จะเป็นศูนย์ คือเศรษฐกิจขยายตัวต่ำเหมือนเดิม เงินเฟ้อสูงเหมือนเดิม อัตราดอกเบี้ยแพงขึ้น หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น
สอง ความยั่งยืนของฐานะการคลังญี่ปุ่นอาจเป็นปัญหาเพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะสร้างภาระมากขึ้นให้กับการชำระหนี้ของรัฐบาล ปัจจุบันอยู่ที่ 25-26% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งถ้าบริหารจัดการไม่ดี หนี้ยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องก็เสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติการคลังในญี่ปุ่นที่อาจนำไปสู่การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจได้ในที่สุด ด้วยเหตุนี้ เงินเยนจึงอ่อนค่าต่อเนื่อง
รัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง ถ้ายังยืนยันที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐในปริมาณที่มากและสร้างหนี้มากขึ้น ตลาดการเงินอาจไม่ตอบรับ ค่าเงินเยนจะดิ่ง การเก็งกำไรเงินเยนจะหนาแน่น นักลงทุนเทขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นจะสูงเกินเหตุผล จนรัฐบาลอยู่ไม่ได้ ต้องถอนแผนการใช้จ่าย เหมือนที่เกิดที่สหราชอาณาจักรเมื่อ 4 ปีก่อน นี่คือฉากทัศน์ที่รออยู่
ปีนี้อากาศที่ญี่ปุ่นเย็นขึ้น ราคาอาหารแพงขึ้น แต่โตเกียวยังสะอาด เป็นระเบียบและน่าอยู่เหมือนเดิม
โฆษณา