28 ม.ค. เวลา 04:53 • ความคิดเห็น

จากพันบาทมุ่งสู่พันล้าน

ผมเจอน้องจูนกับน้องโจสองสาวช่วงก่อนโควิดในห้องแคบๆ 2X4 ที่ออฟฟิศแบ่งให้ใช้เมื่อหกปีก่อน
น้องสองคนกำลังแพคเสื้อเตรียมส่งไปรษณีย์กันอยู่ ดูตั้งอกตั้งใจ มีสต๊อกอยู่ตู้เดียวในห้องนั้น แต่ของที่แพคนั้นดูสวยกว่าสภาพห้องมาก
โบ๊ต พชร ซีอีโอบลูบิคปัจจุบัน ผู้เป็นอดีตเจ้านายน้องจูนผู้พาผมไปดูเล่าในตอนนั้นว่า เด็กสองคนนี้เก่งและตั้งใจมาก ก็เลยสนับสนุนส่วนตัว แต่ยังเพิ่งเริ่มต้นทำแบรนด์ได้ไม่นาน
ซึ่งผมโชคดีมากที่ได้เห็นจุดกำเนิดของแบรนด์แฟชั่นที่ร้อนแรงที่สุดแบรนด์หนึ่งของไทยในยุคนี้เพราะที่น้องสองคนแพคอยู่ตอนนั้นใช้แบรนด์ชื่อ keep
หรือปัจจุบันก็คือ maison keeps นั่นเอง…
น้องจูนมาเล่าที่ HOW เมื่อวานย้อนความหลังก่อนที่ผมจะเจอเขาในห้องเล็กว่า จูนเริ่มทำธุรกิจเมื่อเก้าปีก่อนจากเหตุที่ต้องหาชุดเป็นทางการใส่ไปนำเสนอโครงการตอนเป็นนิสิตปีสี่ แล้วหม่าม้าแนะนำให้ไปร้านตัดเสื้อผู้ใหญ่ที่จูนใส่แล้วไม่ชอบเพราะเชยและดูแก่ ดู formal มาก ก็เลยคิดว่าน่าจะมีกระโปรงที่ใส่สบาย มีดีไซน์กว่านี้
แล้วก็เลยตัดสินใจเริ่มธุรกิจด้วยเงินที่มีหนึ่งพันบาทเท่านั้นเอง
วิธีเริ่มด้วยเงินน้อยๆ ก็คือไม่ต้องมีสต๊อกใดๆ หาช่างตัดกางเกงแบบที่ตัวเองชอบแล้วหาเพื่อนมาถ่ายแบบ เปิดหน้าร้านออนไลน์ มีคนสั่งมาก็ไปซื้อผ้า จ่ายช่าง โลโก้ก็ทำบน powerpoint ง่ายๆ ปีสองปีแรกก็ลองไป ซื้อกระดาษร้านสุขใจมาห่อ แพคเอง เทศกาลสำคัญก็เขียนลายมือตัวเองขอบคุณลูกค้า
จูนไม่ได้จบแฟชั่นใดๆ จบการเงินมา ทำงานประจำไปด้วย ทำเสื้อผ้าให้สาวทำงานเป็นงานอดิเรก วิธีการออกแบบก็คือเอาไปให้เพื่อนเม้น สั้นไป ยาวไป แล้วก็ทำมาใหม่ ใช้ excel ใช้ powerpoint ทำ size chart แต่ด้วยที่จบการเงินก็เก็บสถิติตั้งแต่วันแรก สีไหนขายดี เอวไหนขายดี เผื่อไว้ทำสต๊อกในอนาคต
ซักพักพอเริ่มขายได้ ก็ตามพี่สาวที่ทำงานอยู่ Unilever มาช่วย พี่สาวคือน้องโจเป็นคนที่มีรสนิยมดี ใช้ของแพง ก็เน้นไปที่ทำ packaging หรู มีความเนี้ยบขึ้น ลงทุนกับความความสวยงามเกินเบอร์ กลายเป็นแบรนด์ดิ้งโดยไม่รู้ตัว แต่ทั้งคู่ก็ยังทำงานประจำไปด้วยเพราะคิดแต่เรื่องความมั่นคง
1
วันหนึ่ง โบ๊ต พชร ผู้เป็นเหมือน mentor ของทั้งคู่ก็ให้คำแนะนำพร้อมให้ข้อเสนอว่าจะลงทุนให้เพราะเห็นศักยภาพ ทั้งคู่คิดอยู่นานมากเพราะงานมั่นคงอยู่แล้ว แต่ก็ตัดสินใจออกมาเพราะคิดว่าถ้าไม่รอดก็น่าจะกลับไปหางานได้ เริ่มต้นที่ห้องเล็กๆ 2X4 ที่ผมเห็นในวันนั้น..
จูนเล่าว่าพอได้เงินก้อนแรกมา ใช้ลงทุนไปเกือบหมดกับ Branding ทำ CI ใหม่ ทำ logo ให้ดู premium มี tagline ที่เล่าเรื่องแบรนด์ เริ่มยกระดับภาพ การถ่ายแบบ ใช้กองถ่ายมืออาชีพแม้ตัวเองจะอยู่แค่ในห้อง 2X4 นั้น เริ่มออกแบบ collection จ้าง designer มีโอกาสได้ไปงาน Shanghai fashion week เป็นโอกาสแรก
ขายเริ่มดีก็เจอโควิด กลุ่มลูกค้าหลักที่ใส่เสื้อผ้าไปทำงานก็อยู่บ้าน keeps ก็ต้องเริ่มปรับตัว ออก knitwear เสื้อผ้าที่ใส่สบายง่ายๆ ทำให้ค้นพบว่าการทำ knitwear นั้นขยายและผลิตได้เยอะกว่ากางเกงที่ช่างต้องตัดทีละตัว มีกำลังผลิตจำกัด ก็เลย scale ได้เร็ว
Maison keeps ก็เริ่มแจ้งเกิด และจากที่โบ๊ต mentor หลักทักว่า จะทำยังไงให้คนเห็นก็รู้ว่าเสื้อผ้านี้คือของ Maison keeps ถ้าดูจากข้างนอก เดิมในมุมคนทำ จูนเล่าว่าก็ไม่อยากให้โลโก้ตะโกนออกมาชัดเกิน แต่พอฟังที่โบ๊ตทัก ก็เลยไปลองถามลูกค้า ลูกค้าหลายคนมากอยากให้ทำโลโก้ใหญ่ๆที่เสื้อ ก็เลยทำออกมา ขายดีมาก ก็เลยกลายเป็น signature ของแบรนด์มาจนวันนี้
จูนและโจ ลงทุนกับแบรนด์มาก ภาพที่ใช้สื่อถึงแบรนด์ packaging คุณภาพของสินค้าที่ไม่ประนีประนอมใช้โรงงานต่างประเทศราคาถูก เรื่องเล่าของแต่ละผลิตภัณฑ์ที่จูนเล่าเอง จูนบอกว่าองค์ประกอบทั้งหมดที่สื่อความเป็นแบรนด์คือการลงทุนระยะยาวที่ทำให้ maison keeps ขึ้นมาอยู่หัวแถวท่ามกลางแบรนด์แฟชั่นที่เกิดเป็นแสนราย แต่โตได้จริงไม่กี่รายได้
พอแบรนด์แข็งแรง มีแฟนที่คอยสนับสนุน ปกป้องแบรนด์การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แตกไลน์ไปในระดับกระเป๋าที่ขายหมด 1500 ใบในสองนาที ออกไลน์ผู้ชาย ทำ headwear ทำ cardigan ฯลฯ แต่คำถามที่แสดงถึงความแข็งแรงของแบรนด์ก็คือ ผลิตภัณฑ์อะไรขายดีที่สุด ซึ่งไม่มีใครในห้องเดาถูก
เพราะจูนบอกว่า ถุงกระดาษสีขาวเรียบๆที่เขียน maison keeps คือของที่ขายดีสุด ลูกค้าชอบซื้อไปใส่ของ ให้ของขวัญคน… แสดงถึงความพรีเมียมของแบรนด์อย่างแท้จริง
ของใหม่ๆที่ออกมาอยู่บนพื้นฐานสามอย่าง ประการแรกก็คือแบรนด์ ที่ต้องมีความเป็น maison keeps ประการที่สองก็คือ affordable quality ที่จูนเล่าว่าต้องเป็นของคุณภาพดีจนลูกค้ารู้สึกแต่ราคาคุ้มค่า และประการสุดท้ายก็คือ customer feedback ที่ได้จากการฟังเยอะๆ
จูนอ่านรีวิวเองทุกวัน ทุกตัวอักษรซึ่งจูนบอกว่ามีความเห็นดีๆ และไอเดียแปลกใหม่อยู่ในนั้นเยอะมาก
ด้วยพื้นหลังการทำงานของจูนที่เป็นที่ปรึกษาและเคยทำงานที่ grab มาก่อน การใช้ระบบหลังบ้าน erp ที่แข็งแรง การเก็บข้อมูลตั้งแต่วันแรกที่เริ่ม customer data ที่ถูกจัดเก็บเป็นระบบ ผสมกับการให้ความสำคัญเรื่องแบรนด์ ใช้วิชา marketing funnel ที่ได้จากการเรียนการตลาด เข้าใจความสำคัญของเรื่องเล่า
เข้าใจเรื่อง customer experience ที่เวลาไปออกร้าน pop up ก็ต้องเนี้ยบทุก touchpoint เข้าใจ DNA ของแบรนด์และเทรนพนักงานทุกคนจนเข้าใจ
เน้นและลงทุนหนักกับเรื่องภาพที่สื่อความเป็นแบรนด์เพราะการขายออนไลน์ ภาพที่สื่อออกไปนั้นสำคัญมากๆ ฟังลูกค้าเยอะ เอาตัวเองออกไปเล่าเรื่องผ่านช่องทาง tiktok น้องโจทำหน้าที่เรื่องรสนิยมและความแพงของแบรนด์ มีทีมเล็กๆ แค่ 25 คนกับยอดขายหลายร้อยล้านแต่ทุกคนเข้าใจหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีฝ่าย HR แต่กลับมีฝ่าย customer experience แทน
เหล่านี้น่าจะคือพื้นฐาน (fundamental) ของน้องๆรุ่นใหม่ที่เข้าใจการสร้างแบรนด์สมัยใหม่ที่มีท่าต่างจากรุ่นเก่า ที่น่าเรียนรู้เป็นอย่างยิ่งในสภาพการแข่งขันและสภาพเศรษฐกิจแบบนี้
1
ตลอดการฟังน้องจูนและน้องโจ ทั้งคู่ดูสดใส ร่าเริงมาก คำถามสุดท้ายที่มีผู้ฟังถามก็คือว่าไม่กลัวโดนก๊อปเหรอ จูนตอบว่าเคยโกรธอยู่เหมือนกัน แต่ในที่สุดพอแบรนด์แข็งแรง ใครก๊อปแบบไปก็คุณภาพไม่ได้หรือไปแปะชื่ออื่นแบบเหมือนกัน คนก็กลับมาใช้ maison keeps
จูนบอกว่า พอเลิกคิดโกรธคนก๊อป ก็กลายเป็นมีโฟกัส มีเวลาไปดูงานดีๆ ไปเจอไอเดียใหม่ๆที่กลับมาทำให้ maison keeps ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ
สำหรับผมเอง พอเห็นโลโก้ maison keeps ไม่ว่าจะบนเสื้อที่คนใส่หรือบนบิลบอร์ด ผมจะนึกถึงผู้หญิงตัวเล็กๆสองคน นั่งอยู่ท่ามกลางกองเสื้อผ้า พับใส่กล่องเตรียมส่งอยู่ในห้องเล็กๆ 2x4 เมื่อหกปีก่อนเสมอ
และดีใจมากที่ได้เห็นทั้งคู่เติบโตขึ้นอย่างน่าภูมิใจในวันนี้ครับ….
โฆษณา