28 ม.ค. เวลา 12:18 • ธุรกิจ

อธิบาย “Invisible Hand” ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ที่อ่านจบแล้ว จะเข้าใจ กลไกราคา ทุกอย่างบนโลกนี้

-“มนุษย์เราไม่ได้ทำดีเพราะเป็นพ่อพระ แต่เราทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน (Self-Interest) ทว่าในขณะที่เราพยายามทำเพื่อตัวเอง กลไกตลาดกลับบีบให้เราต้องสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่นไปพร้อมกัน”
2
นี่คือคำอธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ ของทฤษฎี “Invisible Hand” ทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ในโลกของวิชาเศรษฐศาสตร์
กลไกของ มือล่องหน ที่ว่านี้ ทำงานอย่างไร ?
อ่านโพสต์นี้จบ จะเข้าใจ กลไกราคา ทุกอย่างบนโลกนี้
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
-ลองจินตนาการดูว่า ในเช้าวันที่วุ่นวาย คุณเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อกาแฟสักแก้วและแซนด์วิชสักชิ้น
คุณเคยสงสัยไหมว่า.. ทำไมของพวกนี้ถึงมาวางรอคุณอยู่ตรงนั้นในเวลาที่ต้องการพอดี ?
ไม่มีใครคนไหน สั่งให้เกษตรกรปลูกข้าวสาลี สั่งให้รถขนส่งขับรถมาส่งของตอนตีสาม หรือสั่งให้พนักงานร้านตื่นมาเปิดไฟรอคุณ
แต่ทุกคนกลับทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขัน ประหนึ่งว่ามี “มือล่องหน” คอยกำกับระบบเศรษฐกิจนี้อยู่
ทฤษฎี Invisible Hand ถูกนิยามโดย Adam Smith บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ ในหนังสือ The Wealth of Nations (1776)
โดยกลไกการทำงานของ มือล่องหน ทำงานผ่าน 2 เครื่องมือหลัก ๆ
1. สัญญาณราคา
เช่น ถ้าคนอยากกินชานมไข่มุกมากขึ้น ราคาก็จะสูงขึ้น เมื่อเห็นราคาดี พ่อค้าแม่ค้าก็จะแห่กันมาเปิดร้านชานม
พูดภาษาเศรษฐศาสตร์คือ Supply (ความต้องการขาย) วิ่งตาม Demand (ความต้องการซื้อ) โดยไม่ต้องรอใครสั่ง
2. การแข่งขัน
เช่น เมื่อมีร้านชานม 10 ร้าน ในซอยเดียว ร้านที่ทำคุณภาพไม่คุ้มราคา ก็จะเจ๊งไปเองโดยธรรมชาติ ระบบจะคัดกรองให้เหลือแต่ผู้ที่สร้างคุณค่าได้ดีที่สุด
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาดูเคสธุรกิจรอบ ๆ ตัวเรา
1
- แอปเรียกรถ กับระบบราคาที่เปลี่ยนตามความต้องการ
1
เช่น พอฝนตกปุ๊บ ราคาเรียกรถดีดขึ้นทันที หรือช่วงเช้าที่คนออกไปทำงาน ราคาก็จะแพงกว่าช่วงสาย ๆ
นี่คือการทำงานของ Invisible Hand แบบหนึ่ง
เมื่อราคาแพงขึ้น คนขับที่กำลังพักผ่อนอยู่เห็นโอกาสทำเงิน จึงยอมสตาร์ตรถออกมารับผู้โดยสาร
2
ผลลัพธ์ต่อส่วนรวมที่เกิดขึ้นคือ จำนวนรถบนถนนเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับจำนวนความต้องการ (Supply เพิ่มมาหา Demand) โดยที่บริษัทเจ้าของแอปพลิเคชัน ไม่ต้องโทรไปอ้อนวอนคนขับแม้แต่คนเดียว
1
- สงครามสมาร์ตโฟน
Apple อยากเป็นเจ้าตลาด ส่วน Samsung, Huawei, Xiaomi ก็อยากได้แชร์ในตลาดนั้นบ้าง
ผลลัพธ์ต่อส่วนรวมที่เกิดขึ้นคือ ทุกค่ายต่างแข่งกันพัฒนานวัตกรรม เช่น กล้องต้องชัดขึ้น แบตเตอรี่ต้องอึดขึ้น
และแข่งกันลดต้นทุน เพื่อให้ทำราคาได้ดี เพื่อจูงใจให้เราควักเงินซื้อ
ผลคือปัจจุบันเรามีสมาร์ตโฟนที่แรงกว่าคอมพิวเตอร์สมัยก่อน ในราคาที่คนทั่วไปซื้อได้
ถึงแม้ว่า Invisible Hand จะดูฉลาด แต่มันก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบเสมอไป
เพราะบางครั้งมันก็เกิดอาการ “Market Failure” หรือ ตลาดล้มเหลว
1
เช่น เมื่อมีผู้เล่นเหลือคนเดียว หรือก็คือเกิดการผูกขาด มือล่องหนจะเริ่มกำหมัดและบีบผู้บริโภคด้วยราคาที่สูงลิ่ว เพราะไม่มีคู่แข่งมาคานอำนาจ
หรือราคาที่ไม่ได้สะท้อน “ผลกระทบภายนอก (Externalities)” ได้อย่างถูกต้อง
เช่น โรงงานหนึ่งอาจผลิตสินค้าได้ถูกและดีตามกลไกตลาด แต่กลับปล่อยมลพิษลงแม่น้ำ
ทำให้จริง ๆ แล้ว ราคาสินค้าที่ผลิตออกมา ยังไม่รวมต้นทุนทางสังคมเข้าไปด้วย
สรุปคือ ปรากฏการณ์ Invisible Hand หรือมือล่องหน อธิบายถึง แรงจูงใจที่แต่ละคนทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่มันกลายเป็นแรงขับเคลื่อน ให้สิ่งต่าง ๆ มีมูลค่าขึ้นมา
2
และกลไกนี้แหละที่ทำให้เกิดราคาของสิ่งนั้นสิ่งนี้ แบรนด์นั้นแบรนด์นี้
เหมือนมือล่องหน ที่คอยจัดแจงว่า ของอันไหนจะถูก อันไหนจะแพง ของอันนี้ควรราคาเท่าไร โดยอัตโนมัติ
1
โฆษณา