29 ม.ค. เวลา 05:55 • ข่าวรอบโลก

Board of Peace: สหประชาชาติใหม่ของทรัมป์? - Blockdit Originals โดย ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

ถ้าคุณเป็นผู้นำประเทศขนาดกลางหรือขนาดเล็ก และมีโทรศัพท์ลึกลับดังขึ้นในวันหนึ่ง ปลายสายบอกว่า “มีโอกาสพิเศษให้ประเทศของคุณได้เป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แต่มีเงื่อนไขเล็กน้อย—โอนเงินหนึ่งพันล้านดอลลาร์เข้าบัญชีส่วนตัวของเลขาธิการ”
คุณต้องคิดว่านี่คือแก๊งคอลเซ็นเตอร์เวอร์ชันภูมิรัฐศาสตร์แน่ๆ แต่สิ่งที่ฟังดูเหมือนมุกตลกนี้ กำลังเกิดขึ้นจริง เมื่อเราอยู่ในโลกยุคประธานาธิบดีหลากสีสันอย่างโดนัลด์ ทรัมป์
เมื่อวันที่ 22 มกราคม ในการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส โดนัลด์ ทรัมป์ จัดงานเปิดตัวคณะกรรมสันติภาพ (Board of Peace)
แค่ชื่อก็สะท้อนว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งขึ้นมาตามแนวคิดเลียนแบบบอร์ดบริหารของบริษัท หวังว่าจะขับเคลื่อนได้อย่างคล่องตัวเหมือนบริหารธุรกิจ ไม่ต้องทะเลาะเบาะแว้งกันมากมายเกินจนหาข้อยุคิไม่ได้อย่างกลไกสหประชาชาติ
ส่วนเป้าหมายปลายทางก็ฟังแสนสวยงาม จะทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทางทหารทั่วโลก รวมทั้งเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการฟื้นฟูพื้นที่หลังสงคราม
1
แต่เมื่อมาอ่านกฎบัตรรายละเอียด โครงสร้างอำนาจรวมศูนย์ที่ตัวทรัมป์ (ไม่ใช่ระบุตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งอาจเปลี่ยนตามคน แต่ระบุชื่อทรัมป์เองไปเลย)
1
ทรัมป์เป็นประธานตลอดชีพ และในกรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้การตีความกฎบัตรฉบับนี้ ให้ทรัมป์มีอำนาจชี้ขาด
1
รัฐสมาชิกมีวาระดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสามปี โดยประธาน (ทรัมป์) อาจจะต่ออายุใหม่ให้ได้ และถ้าประเทศใดบริจาคเงินเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ — ยินดีด้วย คุณได้สถานะสมาชิกถาวร
2
ประเทศที่ได้รับคำเชิญเข้าร่วม 62 แห่ง มีเพียง 19 แห่งที่มาลงนามจริงในงาน โดยมีสองชาติอาเซียนที่ตอบรับคือ เวียดนามและอินโดนีเซีย
ทรัมป์ไม่เคยปิดบังความไม่ชอบใจที่มีต่อสหประชาชาติ ต้นปี 2026 เขาประกาศให้อเมริกาหยุดสนับสนุนงบประมาณในหน่วยงานย่อยของยูเอ็นมากมาย โดยให้เหตุผลว่า “ขัดกับผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ” แต่เขาก็ยังไม่กล้าถอนตัวออกจากยูเอ็น
ทางออกจึงไม่ใช่การทิ้งยูเอ็น แต่คือการตั้งองค์กรใหม่ทับซ้อนขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนเกมการเมืองโลกในแบบของทรัมป์เอง
ในตอนนี้ เวทีทดลองที่เหมาะสมที่สุด ก็คือ ฉนวนกาซา หลังสงครามกาซาที่ยืดเยื้อกว่า 2 ปี ยุติลงในเดือนตุลาคม 2025 ด้วยข้อตกลงที่สหรัฐฯ เป็นผู้ร่างหลัก มุ่งเป้าถอนทหาร แลกตัวประกัน ตั้งฝ่ายปกครองชั่วคราว ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสุดท้ายนำไปสู่การตั้งรัฐปาเลสไตน์ โดยมีการประเมินว่า ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูพื้นที่สำหรับประชาชนกว่า 2 ล้านคน น่าจะต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์
แนวทางของทรัมป์ก็คือ “การทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกลายเป็นตัวเงิน” สำหรับทรัมป์ สงครามไม่ใช่โศกนาฏกรรม แต่คือ โอกาสการลงทุน
ถ้าการแทรกแซงทางการเมืองนำผลตอบแทนมาให้บริษัทอเมริกัน ถ้าการฟื้นฟูกาซากลายเป็นแหล่งพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว หรือแม้แต่ศูนย์ข้อมูล AI ถ้าประเทศรอบข้างนำเงินมาลงขัน และสหรัฐฯ เป็นผู้คุมกลไกการตัดสินใจ อเมริกาก็สามารถ “เก็บค่าเช่า” จากอำนาจนั้นได้
นี่คือการแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจจากอำนาจในระดับโลก— สร้างรายได้ขึ้นมาจากสิ่งที่เดิมไม่มีมูลค่าหรือมีแต่ความสูญเสีย
และถ้าโมเดลนี้ใช้ได้ผลที่กาซา ทรัมป์คงนำไปใช้กับยูเครน ตะวันออกกลาง แม้กระทั่งพม่า หรือพื้นที่ขัดแย้งอื่นในอนาคต
Board of Peace ดูจะเป็นองค์กรของตัวทรัมป์เอง ไม่ใช่องค์กรของสหรัฐฯ หรือองค์กรของโลก เพราะตัวประธานผูกติดกับชื่อทรัมป์ แปลว่าหลังจากที่เขาพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีไปแล้ว เขายังหวังจะมีบทบาทในเวทีโลกและการเมืองโลกต่อไป
ส่วนจะมีพื้นที่ให้เขาเล่นมากน้อยเพียงใดหลังพ้นตำแหน่ง คำตอบคือ เขาคงเล่นในพื้นที่ที่เขาได้สร้างโอกาสธุรกิจปูทางไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่เวเนซูเอลา ฉนวนกาซ่า หรือยูเครน หากยุติสงครามยูเครนได้สำเร็จ
ทั้งยังขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ชุดต่อไปจะเป็นใคร หากเป็นรีพับลิกัน โดยเฉพาะสายทายาทอสูรของทรัมป์อย่างเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีในปัจจุบัน หรือมาร์โค รูบิโอ รมว.ต่างประเทศในปัจจุบัน ก็คงส่งผลให้ทรัมป์ยังมีอิทธิพลต่อเนื่องได้ แต่หากพลิกเป็นเดโมแครต คนก็อาจเลิกสนใจกรรมการของทรัมป์
แต่สำหรับตอนนี้ในเวลาที่เหลือ 3 ปี ที่เขายังอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ทรัมป์กำลังขู่ทุกคนว่า จะมาร่วมนั่งโต๊ะ หรือจะไปอยู่ในเมนู
และในเวลา 3 ปีที่เหลือนี้ ทรัมป์คงต้องการแสดงให้เห็นว่า หากไม่มานั่งกับเขาหรือเอาเงินประเคนให้เขา ประเทศคุณหรือธุรกิจประเทศคุณอาจตกขบวนโอกาสธุรกิจใหม่ๆ จากสถานการณ์ความขัดแย้งในโลกที่ทรัมป์เสกขึ้นมาเองตามลีลาผาดโผนของท่านผู้นำ
โฆษณา