Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หนังสือสนทนากับพระเจ้า
•
ติดตาม
29 ม.ค. เวลา 06:28 • หนังสือ
#27 9️⃣การเปลี่ยนแปลงที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกสิ่ง — บทที่ 1️⃣8️⃣ การเปลี่ยนแปลงที่ 6 (2) :
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดคือการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า, การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพราะคุณต้องการให้มันเกิดขึ้น
💟 ผู้แปล : คุณ♾️อุดม
. . .
. . .
. . .
และเมื่อคุณพร้อมแล้ว เริ่มอ่านต่อไปที่ . . .
A QUESTION OF BALANCE
#เรื่องของความสมดุล
สิ่งที่เกิดขึ้นกับพระเยซูในสวนเกทเสมนีคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเราทุกคน ผมชอบที่เรื่องนี้อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลด้วยเหตุผลนั้น มันให้ความหวังกับพวกเราทุกคนถ้าเรารู้ว่าแม้แต่พระเยซูก็ต้องจัดการกับการสร้างสมดุลระหว่างจิตใจและวิญญาณของพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ทำให้พระองค์มีประสบการณ์อันสมบูรณ์ที่สุดของพระองค์เอง
นั่นคือสิ่งที่เรากำลังพูดถึงในการสนทนานี้ ผมต้องการช่วยให้คุณเห็นว่าชีวิตไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดไว้ทีเดียว และมีเหตุผลที่สิ่งต่างๆเกิดขึ้นในแบบที่มันเกิดขึ้น และคุณไม่ได้เป็นเหยื่อของเหตุผลนี้ แต่ตรงกันข้าม คุณเองเป็นต้นเหตุในเรื่องนี้
แนวคิดนี้อาจจะยากสำหรับคุณที่จะยอมรับ เว้นแต่คุณจะมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของคุณ เกี่ยวกับว่าคุณเป็นใครจริงๆ และทำไมคุณจึงมาอยู่บนโลกในรูปแบบทางกายภาพ และชีวิตนั้นเกี่ยวกับอะไรจริงๆ
หากปราศจากความเข้าใจเช่นนั้น ชีวิตทั้งหมดจะไม่มีความหมายมากนัก แต่ด้วยความเข้าใจเช่นนั้น ทุกอย่างจะมีความหมาย และเมื่อมันมีความหมายสำหรับคุณ คุณไม่จำเป็นต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวดและความคับข้องใจที่คุณเคยรู้จักในชีวิตของคุณจนถึงตอนนี้ การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นซ้ายทีขวาที (และมันจะเกิดขึ้นแน่) แต่มันจะไม่ทำให้คุณสับสน หรือดึงคุณเข้าสู่ความโกรธและความเศร้า คุณจะได้เปลี่ยนวิธีที่การเปลี่ยนแปลงถูกรับรู้—เพราะคุณจะเข้าใจทุกสิ่งที่มีให้เข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง รวมถึง . . .
✦
#การเปลี่ยนแปลงทั้งหมด
#คือการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า
#การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
#เพราะคุณต้องการให้มันเกิดขึ้น
✦
จิตใจปฏิเสธแนวคิดเช่นนี้ แต่วิญญาณตะโกนมันดังก้องถึงสวรรค์ นี่เป็นเพราะวิญญาณรู้สิ่งที่จิตใจไม่สามารถเข้าใจได้ และนี่เป็นเพราะจิตใจมาจากข้อมูลในอดีต ในขณะที่วิญญาณมาจากทุกขณะ
ทุกขณะ/นิรันดร์ขณะ (EverMoment)* คือชื่อที่ผมตั้งให้กับขณะปัจจุบัน มันเป็นขณะเดียวที่มีอยู่จริง ไม่มีขณะอื่นใดนอกจากทุกขณะ—แม้ว่าเราจะสร้างภาพลวงว่ามี เราสร้างภาพลวงนี้ด้วยเหตุผล
*[นอกจากมันจะแปลว่า ทุกขณะ หรือ ทุกขณะตลอดไป ได้แล้ว มันสามารถแปลว่า นิรันดร์ขณะ หรือ ห้วงขณะอันเป็นนิรันดร์ (Moment of Eternity) ได้ด้วยครับ –ผู้แปล]
จิตใจได้แบ่งทุกขณะ/นิรันดร์ขณะออกเป็นชิ้นส่วนของข้อมูลเกี่ยวกับชีวิต ที่เรียกว่าข้อมูล (data) มันได้จัดหมวดหมู่ข้อมูลเหล่านี้ (เพราะนั่นคือ #หน้าที่ ของมัน) จิตใจของคุณรับข้อมูลจากสิ่งที่มันรับรู้ว่าเป็น “ปัจจุบัน - Now” และเก็บไว้ในความทรงจำตามเกณฑ์บางอย่าง
นี่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล—ยกเว้นสิ่งหนึ่ง #จิตใจของคุณมีมุมมองที่แคบมาก เกี่ยวกับ “ปัจจุบัน” มุมมองของมันจำกัดมาก นี่เป็นการออกแบบมาเช่นนี้ ถ้าจิตใจของคุณรับข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับทุกสิ่งพร้อมกัน และพยายามประมวลผลทั้งหมดพร้อมกัน คุณจะไม่สามารถทำความเข้าใจมันได้มากนัก นั่นเป็นเพราะข้อมูลที่มากเกินไปแทบจะแย่กว่าไม่มีข้อมูลเลย* (ใครก็ตามที่เคยเข้าร้านอาหารและพบเมนูที่มี 101 รายการจะเข้าใจประสบการณ์นี้อย่างแม่นยำ)
*[หากรู้มากเกินไปก่อนจังหวะและเวลาที่ควรต้องรู้ ก็แทบจะแย่กว่า ไม่รู้อะไรเลย เช่นกันครับ –ผู้แปล]
เพื่อพิจารณาข้อมูลของทุกขณะ/นิรันดร์ขณะและทำให้มันมีประโยชน์ (เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่คุณมาทำที่นี่ ซึ่งเรากำลังจะพูดถึง) ข้อมูลนั้นต้องได้รับ การพิจารณา #ไปทีละชิ้น
สิ่งนี้สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว—จริงๆแล้วรวดเร็วมาก—แต่ก็ยังต้องทำตามลำดับ นั่นคือ ทีละรายการ และแม้ในการทำเช่นนี้ อาจไม่ได้พิจารณาทุกรายการ แต่บางรายการต้องแยกออกมา เพื่อให้แต่ละรายการได้รับการพิจารณาในตัวมันเอง ด้วยเหตุนี้จิตใจจึงสมัครใจที่จะมีมุมมองที่จำกัด
คุณทำสิ่งนี้ในชีวิตของคุณเอง เมื่อถึงเวลาที่คุณรู้สึกว่า “มันมากเกินไป” คุณอาจพูดด้วยความหงุดหงิดกับคนรอบข้างว่า “เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน! ทีละอย่าง!” จิตใจของคุณทำสิ่งนี้โดยอัตโนมัติ ดังนั้น มุมมองของมันจึงไม่ใช่มุมมองที่สามารถพิจารณาองค์รวมของสิ่งต่างๆได้ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมดเท่านั้น อีกครั้ง นี่เป็นไปตามการออกแบบ
จิตใจของคุณเป็นกลไกที่น่าอัศจรรย์ ดังที่ผมได้อธิบายไปแล้ว และ . . . สิ่งสำคัญคือคุณต้องเข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร #เพื่อให้มันทำงานเพื่อคุณ_ไม่ใช่ต่อต้านคุณ
ตอนนี้ . . . ความจริงที่ว่าจิตใจของคุณมีมุมมองที่จำกัดไม่ได้หมายความว่าตัวคุณมีมุมมองที่จำกัด นี่จะเป็นความจริงก็ต่อเมื่อคุณเป็นเพียงจิตใจเท่านั้น แต่คุณเป็นมากกว่านั้น และนี่คือประเด็นสำคัญที่ผมเข้ามาในชีวิตของคุณตอนนี้เพื่อชี้ให้เห็น
คุณเป็นมากกว่าแค่จิตใจของคุณ คุณยังเป็นวิญญาณด้วย จริงๆแล้วนี่เป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของคุณ ผมไม่ต้องการให้คุณคิดว่าผมกำลังกล่าวหาว่าคุณมีจิตใจคับแคบนะ (ฮะๆ) แต่ความจริงแล้ว จิตใจของคุณเป็นด้านที่เล็กที่สุดของตัวตนที่แยกออกมาของคุณ มุมมองของมัน (อีกครั้ง เพื่อเน้นย้ำ . . .) มีข้อจำกัดมาก มาก ผลกระทบของข้อจำกัดนี้จะชัดเจนสำหรับคุณในเร็วๆนี้
ในทางกลับกัน #วิญญาณไม่มีข้อจำกัดในการรับรู้ มันรู้ทุกอย่าง เห็นทุกอย่าง เข้าใจทุกอย่าง และมีทุกสิ่งที่สิ่งมีชีวิตอย่างคุณอาจปรารถนา มันมีสิ่งเหล่านี้เพราะมันคือสิ่งเหล่านี้ มันมีความรักเพราะมันคือความรัก มันมีความสงบเพราะมันคือความสงบ มันมีความกลมกลืนเพราะมันคือความกลมกลืน มันมีพลังที่เสริมพลังกันเพราะมันคือพลังที่เสริมพลังกัน มันมีการแสดงออกที่ยอดเยี่ยมเพราะมันคือการแสดงออกที่ยอดเยี่ยม มันมีทั้งหมดนี้และมากกว่านี้ มีเพียงสิ่งเดียวที่มันไม่มี #มันไม่มีประสบการณ์ของสิ่งเหล่านี้
นั่นคือจุดที่ส่วนที่เหลือของคุณเข้ามาเกี่ยวข้อง
ตอนนี้เรากำลังลงลึกถึงแก่นของเรื่อง ตอนนี้เรากำลังลงลึกถึงระบบของวิญญาณ และวิธีการทำงานของมัน
วิญญาณทำงานบนระบบของ #การแลกเปลี่ยนพลังงานที่เสริมพลังกัน—หรือที่เราย่อว่า S.E.X. (Synergistic Energy eXchange)(ล.พ.ก)* สรรพชีวิตทั้งมวลทำงานบนระบบเช่นนี้และถูกสร้างขึ้นโดยมัน เมื่อพลังงานถูกถ่ายโอน มันก็จะถูกแปรรูป จากนั้นมันจะกลายเป็นข้อมูลทางพลังงาน ข้อมูลทางพลังงานนี้ถูกแยกย่อยโดยจิตใจ ดังที่ผมได้อธิบายไปแล้ว เป็นข้อมูลย่อยๆ
*[Synergistic Energy eXchange แปลว่า การแลกเปลี่ยนพลังงานที่เสริมฤทธิ์กัน (มันมากกว่าแค่การเสริมพลังกัน) หรือ การแลกเปลี่ยนพลังงานที่ทำงานร่วมกันแล้วทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่า ที่ 1+1 > 2
โดยรวมแล้วหมายถึงกระบวนการที่ต่างฝ่ายต่างแลกเปลี่ยนพลังงานหรือความร่วมมือกันแล้วทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกที่ มากกว่าการทำงานแยกกันครับ –ผู้แปล]
ในการสนทนานี้ ผมได้สร้างคำว่า ทุกขณะ/นิรันดร์ขณะ (EverMoment) เพราะผมต้องการคำที่ใหญ่กว่า ปัจจุบัน-Now ซึ่ง ทุกขณะ/นิรันดร์ขณะ-EverMoment มีมากกว่าสิ่งที่จิตใจเรียกว่า ปัจจุบัน-Now
ทุกขณะ/นิรันดร์ขณะ-EverMoment ประกอบด้วยสิ่งที่วิญญาณเรียกว่า ปัจจุบัน-Now (เช่นกัน)—ซึ่งในแง่ของจิตใจมันรวมถึง “เมื่อวาน” “วันนี้” และ “พรุ่งนี้” เข้าไปด้วย*
*[คือ Now ของจิตใจ กับ ของวิญญาณ ไม่เหมือนกันครับว่าง่ายๆ เพราะมันรับรู้ถึง Now ได้ต่างกัน จิตใจรับรู้ปัจจุบัน ได้ทีละขณะ ละขณะ ไปเรื่อยๆ ที่พวกเราชาวพุทธเรียกว่า การมีสติอยู่กับปัจจุบันนั่นล่ะครับ ซึ่งการมีสติ มันคือการรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว คือ เมื่อกี้นี้ เกิดอะไรขึ้น? คิดไปแล้ว เกิดอารมณ์ไปแล้ว ขยับไปแล้ว ฯลฯ เป็นต้น
ฉะนั้น สิ่งที่จิตใจรับรู้ได้จริงๆจึงตามหลัง ปัจจุบัน จริงๆ หนึ่งห้วงขณะเสมอ ดังนั้น จะบอกว่าตัวมันอยู่ในอดีตหรือรับรู้สิ่งที่เป็นอดีตอยู่ตลอดเวลาก็ได้ และด้วยเหตุนี้ จิตใจจึงตกอยู่ภายใต้มายาของเวลาเสมอ มันเลยคิดว่า อดีต มีอยู่จริง ก็มันรับรู้ได้แบบนั้น ฉะนั้น อนาคตก็เลยต้องจริงไปด้วย ตามความเข้าใจในเรื่อง อดีต ของมัน เวลาแบบเชิงเส้น จึงเป็นจริงในการรับรู้ของมัน (ของจิตเรา)
ซึ่งอย่างที่นีลอธิบาย มันถูกออกแบบมาให้เป็นแบบนั้น เพื่อให้สามารถรับรู้และประมวลผลประสบการณ์ไปทีละขณะ ทีละขณะ ไปเรื่อยๆ และมันก็จะเป็นเช่นนี้ไปจนกว่าชีวิตของตัวตนทางกายภาพนี้จะจบลง
ส่วนวิญญาณรับรู้ ปัจจุบันขณะ ทุกขณะ ได้พร้อมกันทั้งหมดในคราวเดียว และด้วยความที่วิญญาณมันเป็นอมตะ มันเป็นนิรันดร์ มันก็เลยรับรู้ ปัจจุบัน ว่าเป็นนิรันดร์ขณะด้วยเช่นกัน เข้าใจกันอยู่ใช่ไหมครับ?
ทีนี้หากเราต้องการหลุดออกจากมายาของเวลา เราก็แค่กลับไปหลอมรวมกับวิญญาณ ด้วยการไม่ขัดขวาง สิ่งที่วิญญาณบอกให้เราทำ โดยการส่งความรู้สึกที่เป็นแรงบันดาลใจ แรงปรารถนา ความตื่นเต้น ที่เราเรียกมันว่า passion นั่นแหละครับ หรือ โดยการยกระดับคลื่นความถี่ของจิตสำนึกขึ้นไป ด้วยวิธีการปฏิบัติใดๆที่พวกคุณเข้าใจก็ได้เช่นกัน
แต่มันจะไม่ง่ายเท่าการทำตาม passion ไปเรื่อยๆ เพราะคุณจะรู้สึกว่าคุณไม่ได้พยายามทำอะไรเลย (effortless) และรู้สึกว่าชีวิตมันง่าย ง่ายมาก ๆ ซึ่งมันก็จะต่างจาก (ต่างมาก มาก ด้วย) กับการต้องพยายามปฏิบัติ (กาย จิต) หรือ การฝึกอะไรใดๆ อย่างที่พวกคุณเคยทำๆกันมา –ผู้แปล]
มาถึงตรงนี้ จิตใจสามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฎแก่เราใน “วันนี้” และมันสามารถระลึกถึงข้อมูลทั้งหมดที่มันเก็บไว้เกี่ยวกับ “เมื่อวาน” ได้ในทันที (ชั่วพริบตา) แต่สิ่งเดียวที่จิตใจไม่สามารถทำได้คือรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่มันเรียกว่า “พรุ่งนี้” เพราะถ้ามันทำได้ มันจะเห็นว่าเมื่อวาน วันนี้ และพรุ่งนี้ คือ “ตลอดกาล” (Always) การที่จิตใจไม่สามารถเห็น(รับรู้) “อนาคต” ในฐานะส่วนหนึ่งของ “ปัจจุบัน” (*ได้อย่างวิญญาณ) คือเหตุผลที่เราพูดว่ามันมีมุมมองที่จำกัดอย่างมาก
ระบบของวิญญาณเป็นระบบที่ส่วนแยกย่อยของความศักดิ์สิทธิ์ที่รู้จักกันว่าเป็นตัวคุณ สามารถถอยออกมาจากสิ่งที่ดูเหมือนจริง (บนพื้นฐานของมุมมองที่จำกัดของจิตใจ) เพื่อเห็นสิ่งที่เป็นความจริงแท้ (บนพื้นฐานของมุมมองที่ไร้ขีดจำกัดของวิญญาณ) ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ไม่นานพอจะ “ทำให้จิตใจสับสน” แต่นานพอที่จะเปิดจิตใจสู่มุมมองที่กว้างขึ้น
พวกเราทุกคนเคยมี “แสงสว่างแห่งความเข้าใจ” ช่วงเวลาแห่งการรับรู้ได้ทั้งหมดที่ผ่านมาเร็วรวด ภาพรวมของทุกสิ่ง ในช่วงเวลาแว๊บเดียวเช่นนั้น ม่านถูกเปิดออกและเราเคลื่อนจากความจริงที่ปรากฏสู่ความจริงแท้อย่างง่ายดาย จุดประสงค์ของการรับรู้ทันทีเช่นนี้ คือเพื่อให้จิตใจรู้ว่ามีข้อมูลมากกว่าที่มันอาจรับรู้; ข้อมูลที่มันไม่รู้จักและยังไม่ได้ประสบเกี่ยวกับชีวิต
ความจริงแล้ว มันไม่ได้เป็นสิ่งที่ไม่รู้จักและยังไม่ได้ประสบ มันเพียงแค่ถูกลืมไป หน้าที่ของวิญญาณคือช่วยให้คุณจดจำทุกสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้ว—แต่ต้องไม่มากเกินไป เร็วเกินไป ไม่งั้นมันจะ “ทำให้สมองคุณระเบิด” นั่นจะไม่เป็นผลดีเลย เพราะคุณต้องการทั้งจิตใจและวิญญาณเพื่อเคลื่อนผ่านชีวิตในแบบที่เติมเต็มความต้องการ (สมใจ/สอดคล้อง) ต่อเหตุผลที่คุณมาที่นี่
โดยการอนุญาตให้จิตใจของคุณจดจำเศษเสี้ยวของความจริงแท้ที่คุณยังไม่ได้ประสบในชีวิตนี้ (และด้วยเหตุนั้นจึงไม่มีในความทรงจำของคุณ) วิญญาณช่วยคุณเมื่อคุณได้รับประสบการณ์ในปัจจุบันที่คุณไม่เข้าใจและไม่สนุกกับมัน มันให้ความสามารถแก่คุณในการยกระดับประสบการณ์ของคุณจากความจริงที่บิดเบือนสู่ความจริงที่สังเกตได้—และสูงขึ้นไปอีก สู่ความจริงสูงสุด
คุณควรรู้ว่าแม้แต่ความจริงที่สังเกตได้ก็เป็นที่ที่วิเศษมาก มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ไปถึงที่นั่นบ่อยนัก และน้อยคนที่จะอยู่ที่นั่นได้นาน การอยู่ในความจริงที่สังเกตได้นั้น* (*การมีสติเห็นทุกอย่างตามสภาพความเป็นจริง ในภาษาพุทธ) ปรากฏว่าเป็นสภาวะ(จิต)ที่สูงส่ง (high state of being) ในสภาวะนี้ เราไม่บิดเบือนอะไรเลย แต่เห็นทุกอย่างตามที่มันเป็นจริงในแง่(นิยาม)ของความเป็นมนุษย์ ซึ่งสิ่งนี้สามารถปลดเราออกจากความกลัวได้เป็นส่วนใหญ่
การเคลื่อนจากความจริงที่จินตนาการสู่ความจริงที่สังเกตได้เป็นก้าวที่ใหญ่ แต่การเปลี่ยนจากความจริงที่สังเกตได้สู่ความจริงสูงสุดมักเป็นก้าวที่สั้นกว่ามาก เมื่อจิตสำนึกของคุณอยู่ในความจริงสูงสุด มุมมองที่จำกัดของจิตใจคุณจะขยายเกินความเชื่อ* *(อยู่นอกเหนือกรอบของความเชื่อ)
ผมหมายความตามตัวอักษร มันขยายเกินสิ่งที่คุณเชื่อในตอนนี้ ไปสู่ที่ที่ความเชื่อไม่จำเป็นอีกต่อไป และถูกแทนที่ด้วยความรู้แจ้งอย่างสมบูรณ์ (absolute knowing) คำถามคือคุณจะสามารถยึดมุมมองนี้ไว้ได้นานแค่ไหนและยังคงดำเนินชีวิตประจำวันในแบบที่คุณต้องทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิต
คนที่ทำได้คือผู้ที่ “#อยู่ในโลกนี้_แต่ไม่ได้เป็นของโลกนี้”
เราเห็นพวกท่านเป็นคุรุผู้รู้แจ้ง เรายอมรับพวกเขาเป็นอวตาร เราพยายามทำตามแบบอย่างของพวกท่าน
แต่จนถึงตอนนี้ เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกท่านกำลังทำอะไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิธีที่พวกท่านทำมัน นั่นคือสิ่งที่การสนทนานี้เกี่ยวกับทั้งหมดนั้น
*
Things will be different now, you know.
เธอรู้ไหม สิ่งต่างๆจะเปลี่ยนไปแล้ว
Not the snows, blanketing mountains in June.
Not, “The frost came early” or “stayed late.”
ไม่ใช่หิมะ ที่ห่มคลุมภูเขาในเดือนมิถุนายน
ไม่ใช่ “น้ำค้างแข็งมาเร็ว” หรือ “อยู่นานกว่าปกติ”
The kind of different
that stains the soul.
แต่เป็นความเปลี่ยนแปลง
ที่ย้อมติดจิตวิญญาณ
That leaves an Innocent dusted
with
every new color of God.
ที่ทิ้งความไร้เดียงสาให้เปื้อนฝุ่น
ด้วย
ทุกสีใหม่ของพระเจ้า
. . . . . .
Once you have seen deeply
and been deeply seen
you know that
nothing
has ever, ever been as it seemed.
เมื่อเธอเห็นได้ลึก
และถูกเห็นอย่างลึก
เธอจะรู้ว่า
ไม่มีสิ่งใดเลย
ที่เคยเป็นอย่างที่มันดูเหมือนจะเป็น
That Your own reflection is
every Christ, every Goddess, every Buddha, and Brahmin—
put simply: the Everyone’s Heart.
ว่าเงาสะท้อนของตัวเธอเองคือ
ทุกพระคริสต์ ทุกเทวี ทุกพระพุทธเจ้า และทุกพราหมณ์—
กล่าวง่ายๆคือ: หัวใจของทุกคน.
*
—‘Things Will Be Different Now’ © 2008 Em Claire
—‘สิ่งต่างๆจะเปลี่ยนไปแล้ว’ © 2008 เอ็ม แคลร์
จิตวิญญาณ
หนังสือแปล
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
9 การเปลี่ยนแปลงที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกสิ่ง
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย