29 ม.ค. เวลา 09:11 • การเมือง

โฉมหน้าผู้วางแผนรับมือปะทะรอบ 2

"ไม่ว่าใครจะทำอะไรกับกองทัพ แต่สำคัญที่สุดคือทรัพยากรบุคคล เพราะไม่มีเทคโนโลยีอะไรที่จะมาทดแทนจิตวิญญาณของนักรบที่มุ่งมั่นต่อเป้าหมายได้"
"บิ๊กอ๊อบ" พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ในช่วงที่มีกระแสเรื่องการปะทะรอบ 3 ระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ก็ต้องขอเล่าไปถึงบุคคลท่านนี้ ท่านมีประสบการณ์จริงมาจากการนายร้อย นายพันและนายพล จนทำให้ประเทศอันธพาลอย่างกัมพูชาเริ่มละทิ้งดินแดนที่เคยยึดคืนในฝั่งไทยถึง 2 ครั้ง
แม้ในการปะทะรอบ 2 ตลอด 20 วันที่ในช่วงเดือนธันวาคมพ.ศ.2568 ท่านเกษียณ ก็มีผบ.ทสส.ท่านใหม่บัญชาการรบแทนท่าน เพื่อแผ่นดินไทยรอดพ้นจากภัยคุกคามและทำให้ชาวบ้านโล่งใจที่ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในสถานการณ์เช่นนี้ สำหรับเรื่องราวของท่านจะเป็นเช่นไร ไปติดตามกันครับ
ในประวัติศาสตร์ของกองทัพไทยชื่อของตระกูล "หนุนภักดี" คือสัญลักษณ์ของทหารอาชีพที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึง พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี หรือบิ๊กอ๊อบอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ผู้ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ไม่ใช่เพียงคำเปรียบเปรย แต่คือการสืบทอดอุดมการณ์ปกป้องอธิปไตยจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกอย่างเต็มภาคภูมิ
พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี เกิดวันที่ 7 มิถุนายนพ.ศ.2508 เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของ พลเอกอิสระพงศ์ หนุนภักดี "บิ๊กตุ๋ย" อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้เป็นตำนานในสมรภูมิช่องบก แม้พลเอก ทรงวิทย์ จะไม่ได้จบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) เหมือนนายทหารบกส่วนใหญ่ที่เกษียณไปแล้วหรือทหารที่ยังรับราชการในกองทัพไทย แต่ท่านจบการศึกษาจาก Virginia Military Institute (VMI) สหรัฐอเมริกา ทำให้เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงแรกถึงการก้าวขึ้นสู่ 5 เสือทบ.
อย่างไรก็ตาม ท่านได้พิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานและความรู้ความสามารถจนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดได้สำเร็จ ในการรับราชการทหารของบิ๊กอ๊อบ ท่านเคยจับหลักสูตรที่สำคัญที่สุดหลักหนึ่งนั่นคือ "ทหารเสือราชินี" หน่วยทหารที่ท่านเคยจบมานี้มีความสำคัญยิ่งในการปกป้องเอกราชและสถาบันหลักของชาติ โดยมีการฝึกฝนที่เข้มข้นและหลากหลายเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุกรูปแบบภัยคุกคาม แล้วรายละเอียดหน่วยนี้เป็นอย่างไร ทำไมจึงสำคัญมากไปดูกันครับ
หน่วยนี้มีที่มาจากการปฏิบัติภารกิจของทหารไทยผู้กล้าหาญในสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม รวมถึงยุทธการต่าง ๆ ภายในประเทศเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย นามพระราชทานจอมพลหญิง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นองค์ผู้บังคับการพิเศษ และได้พระราชทานชื่อค่ายว่า "ค่ายนวมินทราชินี" ที่อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี พร้อมสมญานามทหารเสือราชินี เพื่อชื่นชมในความกล้าหาญและเสียสละ เพื่อให้สมกับหน้าที่รักษาชาติ
ทหารเสือราชินีต้องผ่านการฝึกที่ใช้ทักษะสูงและความกล้าหาญอย่างมากเป็นเวลา 4 เดือนหรือ 16 สัปดาห์ไม่ว่าจะเป็น ยุทธวิธีการฝึกในป่าเช่นการยิงปืนฉับพลัน การป้องกันตัว การจัดตั้งหน่วยทหารขนาดเล็ก การรบแบบกองโจร และการดำรงชีพในป่า ต่อมาเป็นการฝึกขับขี่จักรยานยนต์ยุทธวิธี เช่น การทรงตัวบนสะพานไม้ การสลับตัวคนขับขณะรถวิ่ง และการขับฝ่าดงเพลิง เพื่อใช้ในการรักษาความปลอดภัย
สำหรับการฝึกบนหลังม้า ค่ายนวมินทราชินีมีศูนย์ฝึกขี่ม้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ โดยทหารต้องฝึกการใช้ หอก ธนู และปืน บนหลังม้า ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญในการควบคุมม้าให้ไม่ตื่นตระหนกต่อเสียงปืนและสิ่งเร้า บิ๊กอ๊อบไม่ได้ชำนาญเเค่การรบภาคป่าเขา แต่ท่านยังผ่านการฝึกภาคทะเลเช่น ยุทธวิธีมนุษย์กบ การแทรกซึมจู่โจมใต้น้ำและการลาดตระเวนทางทะเล
ปิดท้ายด้วยการฝึกแทรกซึมทางอากาศ เช่น การกระโดดร่มแบบทางยุทธวิธีที่สามารถบรรทุกน้ำหนักได้มากกว่าร่มกีฬา เพื่อใช้ในภารกิจพิเศษที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ทางพื้นดิน นอกเหนือจากการรบและการฝึก ทหารเสือราชินียังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวทางพระราชดำริ เช่นการพัฒนาคุณภาพชีวิต นำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และ ทฤษฎีใหม่ ไปส่งเสริมให้ราษฎรใช้ในการดำรงชีวิต โครงการศิลปาชีพสนับสนุนและดูแลตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระพันปีหลวงเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ
ทีนี้กลับมาดูเรื่องราวของพลเอกทรงวิทย์กันต่อครับทุกท่าน ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการรวมหน่วยปฏิบัติการพิเศษจากทุกเหล่าทัพเพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามในช่วงเทศกาลและความเคลื่อนไหวของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งครั้งนั้นท่านยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด
หน่วยปฏิบัติการพิเศษระดับพระกาฬมารวมตัวกันเพื่อภารกิจปราบปรามยาเสพติดโดยเฉพาะ ภายใต้หมวกของศูนย์อำนวยการขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงและภัยคุกคามตามแนวชายแดน (ศอ.ปชด.) หน่วยงานที่เข้าร่วมประกอบด้วย กองทัพไทยใช้กำลังพลหลักจากศูนย์ต่อต้านก่อการร้ายสากล (ศตก.) ซึ่งปกติจะเน้นภารกิจสากล แต่ครั้งนี้ได้รับอนุมัติให้ส่งคนและอุปกรณ์พิเศษลงพื้นที่ ส่วนกองทัพบกนำกำลังพลจากหน่วยรบพิเศษ สังกัดหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี
ในขณะที่กองทัพเรือ ส่งหน่วยซีล (SEAL) ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับนรข. และมีเครือข่ายข่าวที่เข้มแข็ง ถัดมาเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งหน่วยอรินทราช 261 และตำรวจพลร่มนเรศวร ส่วนกองทัพอากาศมีหน่วยบัญชาการอากาศโยธินไปตรวจสอบการลักลอบขนยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายที่สนามบินในพื้นที่ภาคเหนือโดยบูรณาการร่วมกับการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ไม่เพียงแค่การบัญชาการจากส่วนกลาง ยังมีการลงพื้นที่ของอดีตผบ.ทสส. ในช่วงเทศกาลที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคเหนือ มีวัตถุประสงค์หลักดังนี้เช่น สกัดกั้นยานรกช่วงเทศกาล เพราะยาเสพติดมักจะถูกลำเลียงผ่านทางรถยนต์และรถบรรทุก ถ้าไม่ผ่านทางถนนก็ผ่านทางช่องทางธรรมชาติเช่น ป่าไม้และภูเขาที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อกระจายต่อไปยังปลายทาง
อีกทั้งยังมีบูรณาการด้านการข่าว พร้อมกับนำอุปกรณ์พิเศษและผู้มีความสามารถพิเศษมาสนับสนุนกองกำลังป้องกันชายแดนในพื้นที่ทุรกันดาร ไม่เพียงเท่านี้การลงพื้นที่สนับสนุนหน้าแนวถือว่าเป็นการสานต่องานผุ้เป็นพ่อ โดยท่านมุ่งเน้นการสร้างขวัญและกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานซุ่มโจมตีและสกัดกั้นอย่างหนักในแนวหน้า ในช่วงยุทธการนี้มีการทดลองใช้เป็นเวลา 6 เดือน ก่อนจะประเมินผลสัมฤทธิ์เพื่อสรุปแนวทางให้รัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือในเวลาต่อมา
หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือการบัญชาการในช่วงสถานการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงปีพ.ศ.2568 ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับภารกิจที่บิดาของท่านเคยทำไว้ในอดีต พลเอก ทรงวิทย์ เล่าว่าจุดที่เปลี่ยนโมเมนตัมของการรบคือภาพธงไตรรงค์โบกสะบัดบนยอดภูมะเขือซึ่งท่านถือเป็นของขวัญพิเศษจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ
อีกทั้งยังมีการใช้ยุทธศาสตร์ปิด-สร้าง-สู้ ซึ่งท่านเป็นผู้ผลักดันให้กองทัพมีอำนาจในการเปิด-ปิดด่านชายแดน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองด้านความมั่นคง โดยประกาศจุดยืนว่าจะปิดด่านจนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคาม ในวันเกษียณราชการวันที่ 30 กันยายนพ.ศ.2568 ภารกิจสุดท้ายที่ท่านเลือกทำคือพูดกล่าวความรู้สึก การกอดและจับมือกับครอบครัวทหารที่เสียชีวิตทั้ง 15 ครอบครัวด้วยความตื้นตันใจหลังจากที่ผ่านพ้นเหตุการณ์ปะทะรอบแรกไปแล้ว
มีอยู่ช่วงหนึ่งในวันเกษียณท่านกล่าวกับทหารทุกนาย ครอบครัวทหารผู้เสียสละและสื่อมวลชนว่าท่านตั้งใจจะเขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดบทเรียนการรบ สนใจงานด้านการศึกษา และวางแผนจะเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อหาความสงบชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งในขณะนี้ท่านก็ยังคงปฏิบัติธรรมในฐานะพระภิกษุสงฆ์
ตอนที่ท่านยังดำรงตำแหน่งผบ.ทสส.มีอยู่ภารกิจหนึ่งที่ไม่สำเร็จ นั่นคือการยึดเนิน 350 ในการปะทะรอบแรก แต่ด้วยการวางแผนของท่านก่อนการปะทะรอบ 2 ในเดือนธันวาคมที่รอบคอบทำให้ผลการปฏิบัติการณ์ออกมาเป็นเช่นนี้ เมื่อผู้บัญชาการทหารสูงสุด (พลเอกทรงวิทย์) เกษียณแล้วผู้ที่ดำรงตำแหน่งแทนท่านคือพลเอกอุกฤษณ์ บุญตานนท์ได้นำแผนการปฏิบัติการณ์มาสานต่อและบัญชาการบุกยึดคืนแผ่นดินไทยกัมพูชาครอบครองรวบไปถึงเนิน 350 เป็นปฏิบัติการที่ดุเดือดและต่อเนื่องยาวนานถึง 5 วัน หรือ 120 ชั่วโมง
การรบระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาส่งผลให้ท้องฟ้ายามกลางคืนเหนือสมรภูมิกลายเป็นสีแดงเพลิงจากแสงระเบิดและสะเก็ดไฟที่ฟุ้งกระจาย เสียงปืนใหญ่ ปืนคอ และจรวด BM21 ของกัมพูชาดังสนั่นหวั่นไหวอย่างไม่หยุดหย่อนตั้งแต่อรุณรุ่งจนถึงกลางดึก แผนการรบที่บิ๊กอ๊อบวางไว้ได้ผลทหารไทยต้องฝ่าแนวทุ่นระเบิด PMN2 และการยิงต้านทานอย่างหนัก ในขณะที่ทัพฟ้าไทยส่ง F-16 บินลัดฟ้าข้ามประเทศไปถึงกัมพูชาไปทิ้งระเบิดทำลาย สะพานและถนนซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงยุทธปัจจัยหลักของกัมพูชา เพื่อตัดการส่งกำลังบำรุงไปยังเนิน 350
การที่ในแผนของบิ๊กอ๊อบที่เคยวางไว้ก่อนเกษียณคือมีการสั่งการให้กองทัพอากาศส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 บินลึกเข้าไปเลยชายแดนไทย ไม่ได้เพียงเพื่อทำลายสะพานและถนนที่ใช้ในการลำเลียงอาวุธหนัก เช่น จรวด BM21 และกำลังพลจากส่วนหลังมายังปราสาทตาควายและเนิน 350 แต่ยังเป็นการทำลายขวัญกำลังทหารกัมพูชาด้วย ซึ่งในการรบ F-16 ได้ปล่อยระเบิดเข้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ 100% เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วพื้นที่
แม้มีรายงานจากการข่าวของกองทัพไทยว่าสะพานจะไม่ขาดสะบั้นเพื่อให้พลเรือนและรถเล็กยังพอสัญจรได้ แต่รถบรรทุกอาวุธหนักไม่สามารถข้ามได้ ทำให้แนวรบที่เนิน 350 ขาดวิ่นและสิ้นสภาพการส่งกำลังบำรุง จนทหารไทยยึดเนินนี้ได้สำเร็จ
พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ไม่เพียงแต่เป็นทหารที่เติบโตใต้เงาของบิดาหรือจบจากวิชาทหารที่ VMI แต่ได้สร้างเส้นทางของตนเองจนกลายเป็นผู้นำสูงสุดของกองทัพไทย ที่ได้รับความเคารพทั้งจากกองทัพและประชาชน ท่านไม่ใช่แค่เกษียณเเล้วเป็นผู้ถูกลืม ท่านยังเป็นความทรงจำดีสำหรับทหารและสื่มวลชนที่ทำงานใกล้ชิดท่าน สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อนแล้วพบกันใหม่บทความหน้า สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
กองทัพเรือ Royal Thai Navy
ข่าวทหาร Voice TV
วรพันธุ์ อ่อนคง
Alishapapan May
PomPom Deeboonmee Na Chumphae
กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters
Wassana Nanuam
Top News
ปรัชญา นงนุช
ใต้ร่มพระบารมี
เรียบเรียงโดย : นายพลห้าดาว
โฆษณา