Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
29 ม.ค. เวลา 14:12 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
สิ้นเสียงใบพัดที่จอมทอง
"ไกลสุดสายตาขอบฟ้าสีคราม
แผ่นดินสยาม ใครรุกใครรานแล้วเป็นไม่ได้
ทหารอากาศองอาจคะนอง ปกป้องฟ้าไทย
ไตรรงค์ผืนใหญ่เทิดไว้สูงล้น"
เนื้อเพลง: ทหารอากาศขาดรัก
ศิลปิน: ก๊อท จักรพันธ์ ครบุรีธีรโชติ
"AT-6TH ถูกออกแบบมาให้เป็นเครื่องบินโจมตีเบาที่ทรงประสิทธิภาพ รองรับภารกิจที่หลากหลาย อาทิ การสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด การลาดตระเวนติดอาวุธ เฝ้าระวัง และหาข่าวกรอง ภารกิจค้นหาและช่วยเหลือในพื้นที่การรบ"
THE STANDARD
"กองทัพอากาศขอแสดงความอาลัย
ต่อนักบินผู้เสียสละ และครอบครัวอย่างสุดซึ้ง
และขอสดุดีในความมุ่งมั่นเสียสละ
อุทิศตนเพื่อประเทศชาติ และจะดูแลช่วยเหลือครอบครัวของนักบินผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่"
พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ
"ที่มาของนามเรียกขานหรือ Call Sign มาชื่อจริงของผมคือ สมัชชา ประกอบกับผมได้ทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นในระดับปริญญาตรีและรู้สึกชอบบรรยากาศจึงคิด Call Sign ให้เข้ากับชื่อประเทศและเรียนจบมาว่า "มัทฉะ" เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่รับประทานได้ทั้งแบบขมและแบบหวาน ทั้งร้อนและเย็น สื่อถึงการปรับตัวได้เข้ากับทุกสถานการณ์จึงคิดว่าเป็นชื่อที่ดี"
นาวาอากาศตรีสมัชชา คุณมาศ นักบินฝูงบิน 411 กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน การเป็นนักบินรบนั้นมีความเสี่ยงสูง แม้ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาบินขึ้นไปทำภารกิจอะไร แต่พวกเขาเท่านั้นที่รู้ว่าสิ่งทำไปนั้นคออะไรกันแน่ บางครั้งในขณะที่ขึ้นไปบินก็มีสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดนั่นคืออุบัติเหตุ ในเมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เครื่องบินที่ใช้ปกป้องอธิปไตยมูลค่าหลายล้านจึงร่วงหล่นลงจากฟ้ารวดเร็วราวกับจานในบ้านที่หลุดมือตกแตก
ในบทความนี้ท่านจะได้ทราบที่มาที่ไปของ AT-6TH นับตั้งแต่เข้าประจำการจนถึงวันเกิดอุบัติเหตุในวันนี้ สำหรับเรื่องราวนี้ผู้เขียนไม่ได้เขียนขึ้นตามกระแส ผู้เขียนต้องหการทำบทความนี้ขึ้นมาเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรื่องราวนี้จะเป็นเช่นไร ไปติดตามกันครับ
ในวันที่ป่าเงียบสงบ ก็มีเสียงหนึ่งเกิดขึ้นอย่างผิดปกติ "ตู้มมมมมมมม!" เสียงนั้นได้นำมาสู่โศกนาฏกรรมทางอากาศที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินโจมตีขนาดเบารุ่นล่าสุดของกองทัพอากาศไทยรุ่น AT-6TH Wolverine ซึ่งประสบอุบัติเหตุตก ณ บริเวณบ้านห้วยม่วง หรือบ้านห้วยฝาง ตำบลแม่สอย อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเวลาประมาณ 11:00 น. ขณะปฏิบัติภารกิจฝึกบิน ส่งผลให้นักบินผู้กล้า 2 นายที่เคยออกรบในสงครามชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปีที่แล้วเสียชีวิต ในที่เกิดเหตุท่ามกลางสภาพป่าหนาทึบและกลุ่มควัน
ท่านผู้อ่านบางท่านอาจเข้าใจผิดว่า AT-6 เป็นเครื่องบินโจมตีใบพัดรุ่นเก่า แต่ในความเป็นจริงนี่คือ เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ที่เพิ่งบรรจุเข้าประจำการเมื่อปีพ.ศ.2567-2568 นี้เองที่ฝูงบิน 411 กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่ง AT-6TH Wolverine เครื่องบินโจมตีเบารุ่นใหม่ล่าสุดของกองทัพอากาศไทยนี้ไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเหมือนเครื่องบินฝึก แต่เป็นอากาศยานที่บรรจุเทคโนโลยีการรบล้ำสมัย ซึ่งได้พิสูจน์ประสิทธิภาพจริงแล้วในสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดน
แม้จะมีใบพัดแต่ใช้เครื่องยนต์เจ็ท PT6A-68D ไปปั่นใบพัดจึงทไให้มันสามารถลดต้นทุนการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่ไอพ่น เครื่องยนต์แบบนี้ให้กำลังสูงถึง 1,600 แรงม้า ห้องนักบินดิจิทัล ไม่ใช่หน้าปัดเข็มแบบโบราณ ห้องนักบินแบบนี้ประกอบด้วยจอภาพอเนกประสงค์ (Multi Function Display: MFD) 3 จอ และระบบแสดงผลบนห้องนักบิน (Head Up Display : HUD) เหมือนเครื่องบินขับไล่ F-16
ใช้ซอฟต์แวร์จัดการภารกิจและอาวุธแบบเดียวกับเครื่องบินโจมตีล่ารถถัง A-10C ของสหรัฐฯ มี Link-T เป็นระบบเครือข่ายข้อมูลที่ไทยพัฒนาเอง ทำให้สามารถรับ-ส่งข้อมูลพิกัดเป้าหมายกับเครื่องบินแบบอื่นหรือฐานทัพได้ทันที สำหรับการติดตั้งอาวุธนั้นมีจุดติดตั้งอาวุธ 7 จุด รองรับทั้งปืนกลอากาศ, จรวดไม่นำวิถี, และระเบิดนำวิถีรุ่นต่างๆ เช่น GBU-12, GBU-38 JDAM รวมถึงอาวุธปล่อยอากาศสู่พื้น AGM-114 Hellfire
ไม่เพียงเท่านี้กองทัพอากาศไทยยังเป็นชาติแรกของโลกที่มีการบูรณาการขีปนาวุธ IRIS-T ซึ่งเป็นขีปนาวุธอากาศสู่อากาศที่เครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงอย่าง F-16 และ Gripen ใช้เข้ากับเครื่องบินตระกูล T-6 ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาร่วมกับบริษัทเอกชนไทย
มีราคาต่อลำอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเครื่องบินขับไล่ไอพ่นประมาณ 2,000-2,500 ล้านบาท อย่างมาก และมีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการต่ำกว่า 20-30 เท่า อีกทั้งยังการพึ่งพาตนเองตามนโยบายของกองทัพอากาศภายใต้แนวทาง Purchase and Development บริษัทไทยอย่าง TAI และ RV Connex ได้มีส่วนร่วมในการประกอบเครื่องและพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบเอวิโอนิกส์
สำหรับการส่งกำลังบำรุงนั้น เนื่องจากไทยมีเครื่องบินฝึก T-6 ประจำการอยู่แล้วที่โรงเรียนการบินกองทัพอากาศ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ด้วยความที่เป็นเครื่องบินจากบริษัทเดียวกันคือค่าย Beechcraft ทั้ง AT-6TH และ T-6C จึงเข้าขากันได้ ดังนั้นการมีเครื่องบินแบบเดียวกันจึงทำให้กองทัพอากาศไทยใช้อะไหล่ร่วมกันได้ถึง 85% ทำให้การซ่อมบำรุงทำได้รวดเร็วและคุ้มค่า
เครื่องบินโจมตีขนาดเบาแบบดังกล่าวสามารถบินวนเหนือเป้าหมายเพื่อลาดตระเวนหรือคุ้มกันทหารราบได้นานถึง 4-5 ชั่วโมง หากใช้ในการบินเกาะภูมิประเทศ เครื่องบินสามารถบินช้าในระดับต่ำตามหุบเขาได้ดีกว่าเครื่องบินขับไล่ไอพ่นที่มีความเร็วสูงและอาจอันตรายเมื่อบินในความสูงระดับนี้ เพราะเครื่องบินขับไล่ไอพ่นยิ่งบินต่ำอาจพุ่งชนภูเขาจนนำมาสู่อุบัติเหตุได้ ดังนั้น AT-6TH จึงเหมาะกับภารกิจชายแดนและปราบปรามยาเสพติด
นอกจากเครื่องบินโจมตีแบบนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อทำภารกิจสนับสนุนภาคพื้นดินทางอากาศโดยตรง (Close Air Support: CAS) เช่น การยิงสนับสนุนทหารราบในพื้นที่ปะทะ และการค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ (Combat Search And Rescue : CSAR) แล้วยังถูกนำมาใช้ในภารกิจการบินลาดตระเวนเพื่อร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดการไฟป่า การบินลาดตระเวนค้นหาแหล่งลำเลียงยาเสพติด การฝึกบินให้นักบินขับไล่ก่อนที่จะไปขับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง
ในสงครามชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วกองทัพไทยได้เปิด ยุทธการศตวรรษเพื่อขับไล่อริราชศัตรูออกจากแผ่นดินไทยเปรียบได้กับน้ำดีไล่น้ำเสียเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภค บนท้องฟ้าเหนือเนิน 350 ยามค่ำคืน เครื่องบินโจมตีใบพัดขนาดเบา AT-6TH Wolverine จากฝูงบิน 411 กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ ได้ถูกนำมาประจำการที่กองบิน 1 โคราชร่วมกับฝูงบิน F-16 และ Gripen ซึ่งในการรบนี้ AT-6TH มาใช้ในภารกิจจริงบริเวณเนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา
นอกจากเสียงไอพ่นของ F-16 จะส่งผลทางจิตวิทยาต่อทหารกัมพูชาแล้ว ต่ำลงมาหลายฟุตยังมีการปฏิบัติการเงียบด้วยเครื่องยนต์แบบ Turbo Prop ของ AT-6TH ที่มีความเงียบสูง ทำให้สามารถบินเข้าหาเป้าหมายได้โดยที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ทันระวังตัว ในการโจมตีที่แม่นยำนี้นักบินจากฝูงบิน 411 ได้ใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ขนาด 500 ปอนด์ หรือ GBU-12 พุ่งเป้าทำลายบังเกอร์คอนกรีตเสริมเหล็กของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแม่นยำ
ความสำเร็จในสมรภูมิที่เนิน 350 ได้รับการชื่นชมจากนักวิเคราะห์และชาวโลกในหลายมิติ มีการจับตามองว่ากองทัพอากาศไทยมีความฉลาดในการเลือกใช้อาวุธยทโธปกรณ์ ไม่เพียงแค่นี้ยังถูกจับตามองว่าไทยใช้ยุทธวิธี Low Cost Operation Warfare ที่เหมาะสมกับภูมิประเทศและงบประมาณ (Economy of Force) และในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเน้นการขุดอุโมงค์และบังเกอร์หนาจน F-16 ทำลายไม่ได้ กองทัพอากาศไทยแก้เกมด้วยการใช้เครื่องบินโจมตีใบพัดขนาดเบาที่มีความเงียบและแม่นยำสูงจนฝ่ายตรงข้ามไม่ทันตั้งตัว
เวลาเกือบ 11:00 น. เหนือน่านฟ้าจังหวัดเชียงใหม่ ภายในห้องนักบินแบบ Glass Cockpit อันทันสมัยของเครื่องบินโจมตีเบา AT-6TH Wolverine หมายเลขเครื่องในฝูงบิน 411 แสงแดดพยายามสะท้อนผ่านหน้าจอ MFD ทั้ง 3 จอที่แสดงสถานะระบบอาวุธและพิกัดการบินอย่างแม่นยำ
นักบินทั้งสองนายทั้งนาวาอากาศตรีสมัชชา คุณมาศ และเรืออากาศโทเรืออากาศโท กรวิชญ์ เจนคิด กำลังนำเครื่องบินโจมตีขนาดเบา AT-6TH ซึ่งขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ Turbo Prop พลัง 1,600 แรงม้า พุ่งทะยานปฏิบัติภารกิจฝึกบิน Combat Search And Rescue ตามปกติ
ทว่าบนภาคพื้นดินที่เป็นภูมิประเทศภูเขาและป่าไม้ มีชายสองคนกำลังเก็บของของป่า แต่หารู้ไม่ว่าพวกเขากำลังจะเห็นภาพนักบินบังคับเครื่องบินทำหน้าที่สุดท้ายก่อนจะร่วงลงจากฟากฟ้า
"MATCHA เรียกหอขณะนี้เรากำลังมุ่งหน้าไปจอมทอง เปลี่ยน!" เสียงนักบินที่ 1 นาวาอากาศตรีสมัชชาพูดเสร็จ เจ้าหน้าที่ควบคุมการบินติดต่อกลับว่า อีกนิดเดียวจะถึงจอมทอง ขอให้โชคดีครับกัปตัน" พอสิ้นสุดการติดต่อกับหอบังคับการบินภาพก็ตัดไปที่ AT-6TH อีกลำหนึ่งที่กำลังทำการบินนักบิน 2 นายในเครื่องบินลำเดียวกันคุยกันผ่านวิทยุที่ติดกับหมวกบินสนุกสนาน
"ใจจริงผมไม่อยากให้มันมีรอบ 3 แต่ถ้าระเบิดลงใส่บ้านคนหรือทำลายสถานที่ที่ไม่ใช่ค่ายทหาร แล้วมีคนเสียชีวิตเราก็จำเป็นต้องทำ" นักบินรุ่นน้องที่นั่งหน้าคุยกับนักบินรุ่นพี่ "พี่มีลางสังหรณ์แปลกๆว่ะ" นักบินที่ทำหน้าที่ครูการบินในที่นั่งหลังพูด "มีอะไรครับพี่" นักบินรุ่นน้องถาม "พี่มีลางเหมือนกับเป็นลางร้ายแต่ไม่อยากอธิบาย เอาเป็นเวลาตอนนี้มีการฝึกซ้อมของเราสำคัญกว่า" นักบิน AT-6TH รุ่นพี่พูดจบ ภาพตัดจากห้องนักบินไปที่เครื่องบินโจมตีแบบดังกล่าวกำลังลดระดับความสูง
เครื่องบินทั้ง 2 ลำลดระดับความสูงลงมา เหมือนจะทิ้งระเบิดหรือยิงปืนใส่เป้าหมายแต่ไม่มีกระสุนจริง เมื่อปักหัวลงมาแล้วจึงเชิดหัวขึ้น หากเป็นในการีบจริงการเชิดหัวขึ้นหลังโจมตีนี้เพื่อหลบสะเก็ดระเบิดจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายเราและหลบหลีกการยิงของปตอ. ในขณะที่ลำต่อมาก็บินซ้อมโจมตีต่อไม่มีอะรผิดปกติ ไม่ใช่แค่ AT-6TH เท่านั้น ยังมีเฮลิคอปเตอร์ EC-725 ร่วมในการฝึกบินครั้งนี้ด้วย
แต่ทว่ามีเครื่องบินโจมตี AT-6TH ลำหนึ่งบินต่ำกว่าปกติ นี่ไม่ใช่การลงจอดที่สนามบิน นี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศ นี่ไม่ใช่ท่าที่ใช้ในการบินโชว์ การฝึกบินครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้าย จนทำให้ถึงขั้นที่พวกเขาอาจไม่ได้กลับไปเหยียบสถานที่ที่เรียกว่าบ้านอีกครั้ง บัดนี้เครื่องบินโจมตีขนาดเบา AT-6TH ใกล้จะถึงจุดจบแล้ว
ชาวบ้านไทใหญ่ทั้ง 2 คนไม่มีใครรู้แน่ชัดถึงคำพูดสุดท้ายคืออะไรเพราะไม่มีวิทยุสื่อสารคุยกับเครื่องบินแงะนักบิน แต่สิ่งที่ประจักษ์คือเครื่องบินเริ่มลดระดับต่ำลงอย่างรวดเร็วท่ามกลางภูมิประเทศที่สลับซับซ้อนของ อำเภอจอมทอง "เอ็งดูนั่นสิเครื่องบินจะตก" ชายชาวไทใหญ่คนหนึ่งพูด "ข้าว่ามันบินต่ำผิดปกตินะ ข้าว่ามีลางสังหรณ์แปลกๆยังไงไม่รู้ เอ็งว่าไหม" เขาคุยกับเพื่อนชาวไทใหญ่ด้วยกัน "ตอนข้าว่าผิดปกติรีบโทรแจ้งกู้ภัยและตำรวจดีกว่า"
ในวินาทีวิกฤต แทนที่นักบินจะดีดตัวออกจากเก้าอี้ Martin Baker Mk.16L ทันที นักบินทั้งสองอาจกำลังใช้พละกำลังทั้งหมดที่มียื้อคันบังคับไว้เพื่อบังคับวิหคเหล็กที่กำลังเสียการทรงตัวให้พ้นจากเขตชุมชนบ้านห้วยม่วงและบ้านห้วยฝาง พวกเขาเลือกที่จะเผชิญหน้ากับชะตากรรมเพื่อปกป้องชีวิตประชาชนด้านล่าง จนกระทั่งเสียงใบพัดที่เคยดังกึกก้องถูกกลบด้วยเสียงระเบิด... จนเงียบหายไปในหุบเขา
"ตู้มมมมมมมมมม!"
"ตั้งแต่เกิดมาข้าพึ่งจะเคยเห็นเครื่องบินตก" ชายชาวไทใหญ่คนหนึ่งพูด "ข้าก็เหมือนกับเอ็งว่ะแต่ไอ่จุดตกมันไม่บ้านคน" จากนั้นชาวไทใหญ่อีกคนก็พูดว่า "เอ็งรีบโทรเรียกตำรวจและกู้ภัยมาด่วนเลย"
ตัดภาพมาที่กองบิน 41 สัญญาณเรดาร์ขาดหายไปจากจอควบคุมการบิน กองทัพอากาศรีบประสานหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ทันที การรวมพลังครั้งใหญ่อย่างเป็นเอกภาพนี้ประกอบด้วย ทีมกู้ภัยแม่โจ้ เจ้าหน้าที่กู้ชีพ และเจ้าหน้าที่ทหารอากาศจากกองบิน 41 รีบมุ่งหน้าไปยังพิกัดสุดท้ายห่างจากฐานบินเชียงใหม่ 70 กิโลเมตร แต่ก็มีอุปสรรคเหนือคณานับพื้นที่เกิดเหตุคือ ป่าหนาทึบและภูเขาสูงชัน ในตำบลแม่สอย รถดับเพลิงและรถกู้ภัยต้องฝ่าเส้นทางทุรกันดารเข้าไปอย่างยากลำบาก ท่ามกลางกลุ่มควันไฟที่ยังคงพวยพุ่งจากจุดตก
เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าถึงจุดเกิดเหตุ ภาพที่เห็นคือซากเครื่องบิน AT-6TH ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทหารอากาศและทีมกู้ภัยเร่งควบคุมเพลิงและตรวจค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างมีความหวัง
แต่ความจริงก็น่าเศร้ากว่าที่คาดคิด เมื่อเจ้าหน้าที่ยืนยันการพบร่างของ นักบินผู้กล้าทั้ง 2 นาย ที่เสียชีวิตในหน้าที่ ท่ามกลางความเงียบสงัดของผืนป่าจอมทอง มีเพียงเสียงวิทยุสื่อสารที่รายงานข่าวด่วนกลับไปยังกองบัญชาการว่า "เราเสียพี่น้องของเราไปแล้ว"
บทความกึ่งนิยายเรื่องนี้สร้างขึ้นจากเหตุการณ์จริง บางตัวละครที่สมมุติขึ้นมาในเรื่องนี้นอกจากนักบินและเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เข้าไปช่วยเหลือ ถือเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อให้บทความนี้มีอรรถรสและไม่น่าเบื่อจนเกินไป หากเนื้อหาใดมีการใช้คำพูด ตัวละคร หรือสถานที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ สำหรับวันนี้ก่อนลากันไปก็ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
BSTCNX
SUKASOM HIRANPHAN
POON PHOTO
pin_panphoto
Airlinesweek
Thaiarmedforce
Sniper News
Top News
เรียบเรียงโดย : THUNDERBIRD
ทหาร
สงคราม
ประเทศไทย
บันทึก
2
1
2
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย