Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
กรุงเทพธุรกิจ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 05:00 • ข่าวรอบโลก
อ่านเกมทรัมป์โจมตีอิหร่านจริงหวังปลุกม็อบหรือแค่ขู่ทำดีลนิวเคลียร์
กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ทรูธโซเชียลถึงอิหร่าน แหล่งข่าวหลายรายเผยว่า ทรัมป์พิจารณาทางเลือกเล่นงานอิหร่าน เช่น โจมตีกองกำลังความมั่นคงและผู้นำ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประท้วง แม้อิสราเอลและชาติอาหรับเตือนว่า การโจมตีทางอากาศอย่างเดียวไม่สามารถโค่นผู้นำได้
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างแหล่งข่าววงในสหรัฐสองรายว่า ทรัมป์ต้องการสร้างเงื่อนไขเพื่อ “เปลี่ยนระบอบ” หลังรัฐบาลปราบปรามการประท้วงทั่วประเทศเมื่อหลายวันก่อนคร่าชีวิตประชาชนหลายพันคน
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว เขากำลังพิจารณาทางเลือกที่จะโจมตีผู้บัญชาการและสถาบันที่วอชิงตันมองว่าเป็นต้นเหตุของความรุนแรง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประท้วงว่าพวกเขาสามารถบุกยึดอาคารของรัฐบาลและหน่วยงานรักษาความมั่นคงได้
แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า ตัวเลือกที่ทีมงานทรัมป์คุยกันยังรวมถึงการโจมตีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้ส่งผลกระทบยาวนาน อาจเป็นการโจมตีขีปนาวุธที่เล่นงานพันธมิตรสหรัฐในตะวันออกกลางได้ หรือโครงการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์
แหล่งข่าวรายอื่นๆ กล่าวว่า ทรัมป์ยังไม่ตัดสินใจวิธีการลงมือ และยังไม่ตัดสินใจว่าจะใช้กำลังหรือไม่
สัปดาห์นี้เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น และกองเรือรบสนับสนุนมาถึงตะวันออกกลางแล้ว เป็นการขยายขีดความสามารถของทรัมป์หากใช้ปฏิบัติการทางทหาร หลังข่มขู่หลายครั้งว่าจะเข้าแทรกแซงหากอิหร่านปราบปรามผู้ชุมนุม
แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่อาหรับสี่ราย นักการทูตตะวันตกสามราย และเจ้าหน้าที่อาวุโสชาวตะวันตกหนึ่งรายที่รัฐบาลของพวกเขาได้รับรายงานเรื่องการหารือ กล่าวว่า พวกเขากังวลว่าการโจมตีเช่นนั้นแทนที่จะดึงประชาชนลงถนน อาจทำลายขบวนการที่กำลังตกตะลึงหลังถูกทางการปราบปรามนองเลือดมากที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979
1
อเล็กซ์ วาแทนกา ผู้อำนวยการโครงการอิหร่าน สถาบันตะวันออกกลางกล่าวว่า ถ้าทหารไม่แปรพักตร์ครั้งใหญ่ การประท้วงอิหร่านยังคงเป็นแค่ “ความกล้าหาญแต่เอาชนะไม่ได้”
ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐและทำเนียบขาวยังไม่ให้ความเห็นกับรอยเตอร์ สำนักงานนายกรัฐมนตรีอิสราเอลปฏิเสธให้ความเห็น
ทรัมป์จี้อิหร่านเมื่อวันพุธ (28 ม.ค.) ให้กลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อทำข้อตกลงอาวุธนิวเคลียร์ เตือนว่า การโจมตีครั้งต่อไปของสหรัฐจะรุนแรงยิ่งกว่าการทิ้งระเบิดถล่มโรงงานนิวเคลียร์สามแห่งเมื่อเดือน มิ.ย. ทรัมป์เรียกกองเรือในตะวันออกกลางว่าเป็น“กองเรือรบใหญ่”กำลังแล่นสู่อิหร่าน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านรายหนึ่งกล่าวกับรอยเตอร์ว่า อิหร่าน “กำลังเตรียมการสำหรับการเผชิญหน้าทางทหาร และใช้ช่องทางทางการทูตในเวลาเดียวกัน” แต่วอชิงตันไม่เปิดช่องทางนี้
ทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติโพสต์แพลตฟอร์ม X ในวันพุธ อิหร่านพร้อมสำหรับการเจรจา “บนพื้นฐานความเคารพและผลประโยชน์ร่วมกัน”
ทรัมป์ไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดว่าต้องการดีลแบบไหน ประเด็นเจรจาครั้งก่อนของรัฐบาลทรัมป์ห้ามอิหร่านไม่ให้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างอิสระ ห้ามพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกล ห้ามสนับสนุนเครือข่ายติดอาวุธในตะวันออกกลาง
📌 ข้อจำกัดของการโจมตีทางอากาศ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลคนหนึ่งผู้ทราบแผนการระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐ กล่าวกับรอยเตอร์ อิสราเอลไม่เชื่อว่าการโจมตีทางอากาศอย่างเดียวจะโค่นอิหร่านได้ ถ้านั่นคือเป้าหมายของวอชิงตัน
“หากคุณต้องการโค่นระบอบ คุณต้องส่งทหารเข้าไป” เจ้าหน้าที่รายนี้กล่าวและว่า ต่อให้สหรัฐสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดลงได้ อิหร่านจะ “มีผู้นำคนใหม่ขึ้นมาแทน”มีเพียงการผสมผสานแรงกดดันจากภายนอกกับการต่อต้านภายในประเทศอย่างมีการจัดการเท่านั้นที่จะเปลี่ยนอนาคตการเมืองของอิหร่านได้ ผู้นำอิหร่านอ่อนแอลงจากความไม่สงบ แต่ยังควบคุมประเทศอย่างแข็งแกร่ง แม้วิกฤติเศรษฐกิจที่จุดประกายการประท้วงยังคงดำเนินอยู่
แหล่งข่าววงในสองรายกล่าวว่า รายงานข่าวกรองสหรัฐหลายชิ้นสรุปแบบเดียวกันว่า เงื่อนไขการประท้วงยังคงอยู่ แม้บ่อนทำลายรัฐบาลได้ แต่รัฐบาลยังเหนียวแน่นกันอยู่
แหล่งข่าวตะวันตกเชื่อว่า ดูเหมือนเป้าหมายของทรัมป์คือดูแลการเปลี่ยนแปลงผู้นำมากกว่า “โค่นระบอบ” ซึ่งผลจะออกมาคล้ายๆ เวเนซุเอลา ที่สหรัฐเข้าไปเปลี่ยนตัวประธานาธิบดีโดยไม่เปลี่ยนรัฐบาล
สำหรับคาเมเนอีเขายอมรับอย่างเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนระหว่างการประท้วง โดยกล่าวโทษสหรัฐและอิสราเอลเป็นผู้ยุยงปลุกปั่น
ด้านเอชอาร์เอเอ็นเอ กลุ่มสิทธิมนุษยชนในสหรัฐ ระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตจากความไม่สงบ 5,937 คน เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง 214 คน ขณะที่ทางการอิหร่านรายงานผู้เสียชีวิต 3,117 คน รอยเตอร์ไม่สามารถตรวจสอบตัวเลขได้เพียงลำพัง
📌 คาเมเนอียังกุมอำนาจแต่ออกงานน้อยลง
เจ้าหน้าที่ในตะวันออกกลางกล่าวว่า ในวัย 86 ปี คาเมเนอีค่อยๆ ถอยจากงานประจำวัน ลดปรากฏตัวต่อสาธารณะ เชื่อกันว่าเขาอยู่ในที่ปลอดภัย หลังการโจมตีของอิสราเอลเมื่อปีก่อนปลิดชีพผู้นำทางทหารหลายคน
การบริหารจัดการประจำวันเปลี่ยนไปสู่คนใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (ไออาร์จีซี) เช่น อาลี ลาริจานี ที่ปรึกษาอาวุโส โดยไออาร์จีซีมีอำนาจดูแลเครือข่ายความมั่นคงและเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของอิหร่าน
แต่การที่คาเมเนอียังคงมีอำนาจตัดสินใจเรื่องการทำสงคราม การสืบทอดอำนาจ และยุทธศาสตร์นิวเคลียร์หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทำได้ยากมากหากเขายังอยู่ในตำแหน่ง รอยเตอร์ติดต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กระทรวงไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับคาเมเนอี
นักการทูตสองรายกล่าวว่า ในวอชิงตันและเยรูซาเล็ม เจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งโต้แย้งว่า การเปลี่ยนผ่านในอิหร่านอาจผ่านทางตันนิวเคลียร์ แล้วค่อยๆ เปิดประตูสู่ความร่วมมือกับชาติตะวันตกมากขึ้นได้ แต่พวกเขาก็ระมัดระวัง เพราะยังไม่เห็นผู้สืบทอดอำนาจชัดเจนต่อจากคาเมเนอี ซึ่งในช่วงสุญญากาศนี้ ชาติอาหรับและนักการทูตเชื่อว่า ไออาร์จีซีจะควบคุมประเทศ ปกครองโดยใช้ไม้แข็งมากขึ้น ยิ่งทำให้เกิดการเผชิญหน้าเรื่องนิวเคลียร์และเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค
ผู้นำใหม่คนใดก็ตามที่ขึ้นมาภายใต้แรงกดดันจากต่างชาติจะถูกปฏิเสธ และยิ่งทำให้ไออาร์จีซีแข็งแกร่งขึ้น ไม่ได้ถูกบั่นทอนให้อ่อนแอลง
ทั่วทั้งภูมิภาค ตั้งแต่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียไปจนถึงตุรกี ทางการต่างกล่าวว่าพวกเขาเลือกที่จะควบคุมสถานการณ์มากกว่าปล่อยให้อิหร่านล่มสลาย ไม่ใช่เพราะเห็นใจเตหะราน แต่เพราะเกรงว่าความวุ่นวายภายในประเทศที่มีประชากร 90 ล้านคน ซึ่งแตกแยกอยู่แล้วด้วยความขัดแย้งทางศาสนาและชาติพันธุ์ อาจทำให้ประเทศข้างเคียงไร้เสถียรภาพไปด้วย
นักการทูตตะวันตกสองรายเตือนว่า อิหร่านที่แตกแยกอาจบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองอย่างที่เคยเกิดขึ้นหลังสหรัฐรุกรานอิรักในปี 2003 ผู้ลี้ภัยไหลทะลัก กลุ่มติดอาวุธนิยมอิสลามเติบโต และสร้างความปั่นป่วนให้กับการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดคอขวดในการขนถ่ายพลังงานโลก
นักวิเคราะห์นาม วาแทนกา เตือนว่า ความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดคือการแตกแยกเป็น “ซีเรียช่วงแรก” ที่ฝักฝ่ายและจังหวัดคู่แข่งต่อสู้แย่งชิงดินแดนและทรัพยากร
📌 ผลกระทบระดับภูมิภาค
ประเทศกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐมายาวนานและเป็นที่ตั้งของฐานทัพอเมริกันขนาดใหญ่ ต่างเกรงว่าตนจะเป็นเป้าหมายแรกของการตอบโต้จากอิหร่าน ซึ่งอาจรวมถึงการใช้ขีปนาวุธโดยอิหร่านเอง หรือการโจมตีด้วยโดรนจากกลุ่มฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะราน
ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน และอียิปต์ต่างวิ่งเต้นกดดันวอชิงตันไม่ให้โจมตีอิหร่าน มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานของซาอุดีอาระเบียแจ้งกับประธานาธิบดีมาซุด เปเซสคิยันของอิหร่านว่า รัฐบาลริยาดไม่อนุญาตให้ใช้น่านฟ้าหรือดินแดนเพื่อปฏิบัติการทหารต่อเตหะราน
“สหรัฐอาจเหนี่ยวไก แต่ไม่ต้องรับความเสียหาย คนที่รับผลคือพวกเรา” แหล่งข่าวอาหรับรายหนึ่งรำพึง
โมฮันนัด ฮัจญี อาลี จากศูนย์ตะวันออกกลางคาร์เนกี กล่าวว่า การส่งกำลังของสหรัฐชี้ให้เห็นว่า แผนการเปลี่ยนจากโจมตีครั้งเดียวไปเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องมากขึ้น เนื่องจากวอชิงตันและเยรูซาเล็มเชื่อว่า อิหร่านอาจฟื้นฟูขีดความสามารถด้านขีปนาวุธขึ้นมาอีกแล้วค่อยๆ เสริมสมรรถนะนิวเคลียร์เพื่อใช้เป็นอาวุธ
ด้านวาแทนกาสรุปว่า ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ “เกิดการกัดเซาะไปเรื่อยๆ ชนชั้นนำแปรพักตร์ เศรษฐกิจไปต่อไม่ได้ แย่งกันเป็นผู้นำ ซึ่งจะทำให้ระบบอ่อนแอจนพังทลายลงในที่สุด”
อ้างอิง:
-
https://www.bbc.com/news/articles/ce3kenge1k9o
-
https://www.aa.com.tr/en/world/from-blockade-to-military-strikes-trump-s-options-on-iran/3814614
-
https://edition.cnn.com/2026/01/29/middleeast/iran-response-options-trump-intl
1 บันทึก
5
2
1
5
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย