30 ม.ค. เวลา 23:44 • ธุรกิจ

เพลงในร้านกับพฤติกรรมของลูกค้า

การเปิดเพลงที่เหมาะสมให้ลูกค้าฟังในร้าน จะสามารถเพิ่มยอดขายและรอบการขายให้กับร้านได้
สำหรับในห้างสรรพสินค้า การเปิดเพลงที่มีจังหวะช้าจะทำให้ลูกค้าใช้เวลาในการเลือกดูสินค้านานขึ้น โดยในการทดลองหนึ่ง (Miliman, 1982) ได้มีการจับเวลาการเลื่อนรถเข็นของลูกค้าจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง พบว่า การเปิดเพลงที่ช้าจะทำให้ลูกค้าใช้เวลาเฉลี่ย 127.53 วินาที ในขณะที่เพลงเร็วจะทำให้ใช้เวลาลดลงเป็น 108.93 วินาที
นอกจากนี้ ยอดขายจากการเปิดเพลงที่มีจังหวะช้าก็เพิ่มขึ้นด้วย จากผลการทดลองนั้น การเปิดเพลงที่ช้าทำยอดขายได้ 16,740.23 ดอลลาร์ต่อวัน ในขณะที่การเปิดเพลงที่เร็วกลับทำยอดขายได้เพียง 12,112.85 ดอลลาร์ต่อวัน ทำให้กล่าวได้ว่า เพลงช้าทำยอดขายได้มากกว่าเพลงเร็วถึง 38.20%
จากห้างสรรพสินค้า มาต่อกันที่ร้านอาหารหรือไม่ก็บาร์
เช่นเดิม เพลงที่ช้าจะทำให้ลูกค้าอยู่ในร้านนานขึ้น อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นร้านอาหาร ยอดขายจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาก ๆ อย่างในการทดลองหนึ่ง (Miliman, 1986) การเปิดเพลงช้าทำยอดขายอาหารได้เฉลี่ย 55.81 ดอลลาร์ต่อหัว ในขณะที่เพลงเร็วทำยอดขายลดลงเล็กน้อยที่เฉลี่ย 55.12 ดอลลาร์ต่อหัว เท่านั้นเอง
แต่ถ้าหากนำเพลงช้าไปเปิดที่บาร์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะขายได้มากขึ้น ซึ่งจากการทดลองนั้น เพลงช้าทำได้ 30.47 ดอลลาร์ต่อหัว ส่วนเพลงเร็วทำได้เพียง 21.62 ดอลลาร์ต่อหัว ฉะนั้น เพลงช้าทำได้ดีกว่าเพลงเร็วถึง 40.93%
เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มีแนวโน้มที่จะขายได้มากกว่าอาหารอย่างมาก เมื่อเปิดเพลงช้าให้ลูกค้าฟัง เพราะลูกค้าจะอยู่นานขึ้น แล้วเวลาที่อยู่ก็จะใช้ไปกับการดื่มเครื่องดื่มนั้น ๆ
การเปิดเพลงช้าทำให้ลูกค้าอยู่ในร้านนานขึ้น ต่างจากเพลงเร็วที่จะทำให้ลูกค้าน้อยลง ฉะนั้น เพลงเร็วควรนำไปเปิดในร้านที่ต้องการเน้นรอบการขายมาก ๆ อาทิ ร้านอาหารจานด่วนหรือฟาสต์ฟูด
นอกจากนี้ การเปิดเพลงเร็วก็ยังทำให้ลูกค้าหยิบซื้อสินค้ามากขึ้นได้ เมื่อเทียบกับการเปิดเพลงช้าหรือไม่เปิดเพลงเลย อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ลูกค้าจะเลือกซื้อนั้นจะมีราคาที่ต่ำ
การเปิดเพลงเสียงเบาในร้าน มีโอกาสทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ทำให้เพลงเสียงเบาเหมาะกับร้าน อาทิ ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ
ในขณะที่เพลงที่มีเสียงดัง จะสร้างความตื่นเต้นให้แก่ลูกค้า ส่งผลให้ลูกค้ามีโอกาสซื้อสินค้าที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากขึ้น
เพลงสามารถโน้มน้าวให้ลูกค้าซื้อสินค้าบางกลุ่มมากกว่าอีกกลุ่ม
ในงานวิจัยหนึ่ง (Areni, & Kim. 1993) ได้ทดลองเปิดเพลงสัญชาติระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมันในร้านขายขายไวน์ พวกเขาพบว่า วันใดที่เปิดเพลงสัญชาติฝรั่งเศส วันนั้นไวน์สัญชาตฝรั่งเศสก็จะขายดีกว่าเยอรมัน ในทางตรงกันข้าม ถ้าวันใดเปิดเพลงสัญชาติเยอรมันแทน ไวน์สัญชาติเยอรมันก็จะกลับมาขายดีมากกว่าบ้าง
การเปิดเพลงในร้านที่มีระดับการกระตุ้นสอดคล้องกับกลิ่น จะทำให้ลูกค้ารู้สึกดีและมีโอกาสใช้จ่ายมากขึ้น
ความหมายก็คือ เพลงเบา ๆ ช้า ๆ สบาย ๆ (การกระตุ้นต่ำ) ร่วมกับกลิ่นในร้านอ่อน ๆ อย่างวานิลลา (การกระตุ้นต่ำเช่นกัน) หรือไม่ก็เพลงจังหวะเร็ว สนุกสนาน (การกระตุ้นสูง) ร่วมกับกลิ่นพริก มะนาว (การกระตุ้นสูงเช่นกัน) ในร้าน จะทำให้ลูกค้าเพลิดเพลินในขณะอยู่ในร้าน มากกว่าที่เพลงกับกลิ่นมีการกระตุ้นที่ขัดแย้งกัน
เสียงเพลงประกอบในโฆษณาสามารถช่วยโน้มน้าวได้ ในกรณีที่คน ๆ นั้นไม่ได้จดจ่อกับโฆษณา
แต่ถ้าหากคน ๆ นั้นคิดระหว่างดูโฆษณา เสียงเพลงประกอบสามารถไปรบกวนการตัดสินใจต่อสินค้าหรือบริการในโฆษณานั้น ๆ ให้แย่ลงได้
มาถึงจุดนี้แล้ว ทำให้เราได้รู้ว่า การเปิดเพลงในร้านสามารถชักจูงลูกค้า ช่วยทำให้ทำยอดขายหรือรอบการขายได้ให้มากขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถโน้มน้าวให้ลูกค้าซื้อสินค้าเจาะจงไปที่ชนิดหนึ่ง ๆ ด้วยเพลงเพียงอย่างเดียวได้
และสุดท้าย ประสิทธิภาพของการเปิดเพลงในร้านเพื่อเพิ่มยอดขายหรือรอบการขายนั้น จะอยู่ในระดับระหว่างเล็กน้อยถึงปานกลางเท่านั้น และตัวของบริบทก็มีผลต่อประสิทธิภาพของการเปิดเพลงในร้านอีกด้วย
อ้างอิง:
"เพลงช้า ลูกค้าจะเลือกซื้อนานขึ้น เพิ่มยอดขายมากขึ้น"
Milliman, R. E. (1982). Using background music to affect the behavior of supermarket shoppers. Journal of marketing, 46(3), 86-91.
"เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ขายได้มากขึ้นจากเพลงช้า"
Milliman, R. E. (1986). The influence of background music on the behavior of restaurant patrons. Journal of consumer research, 13(2), 286-289.
"เพลงเร็วเหมาะกับร้านที่ต้องการรอบการขาย"
Knoeferle, K. M., Paus, V. C., & Vossen, A. (2017). An upbeat crowd: Fast in-store music alleviates negative effects of high social density on customers’ spending. Journal of Retailing, 93(4), 541-549.
"เพลงที่เบาทำให้รู้สึกเหมือนสินค้าดีต่อสุขภาพ"
Biswas, D., Lund, K., & Szocs, C. (2019). Sounds like a healthy retail atmospheric strategy: Effects of ambient music and background noise on food sales. Journal of the Academy of Marketing Science, 47(1), 37-55.
"เพลงสามารถโน้มน้าวลูกค้าให้ซื้อสินค้าในบางกลุ่มได้"
Areni, C. S., & Kim, D. (1993). The influence of background music on shopping behavior: Classical versus top-forty music in a wine store. Advances in consumer research, 20(1).
"เพลงที่ระดับการตื่นตัวสอดคล้องกับกลิ่นจะสร้างความรู้สึกที่ดี"
Mattila, A. S., & Wirtz, J. (2001). Congruency of scent and music as a driver of in-store evaluations and behavior. Journal of retailing, 77(2), 273-289.
"เพลงประกอบช่วยโน้มน้าวได้ แต่อาจไปรบกวนกระบวนการคิด"
Park, C. W., & Young, S. M. (1986). Consumer response to television commercials: The impact of involvement and background music on brand attitude formation. Journal of marketing research, 23(1), 11-24.
"เพลงไม่ได้ถึงขั้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าบางชนิดแบบเจาะจงได้"
Gorn, G. J. (1982). The effects of music in advertising on choice behavior: A classical conditioning approach. Journal of marketing, 46(1), 94-101.
Kellaris, J. J., & Cox, A. D. (1989). The effects of background music in advertising: A reassessment. Journal of consumer research, 16(1), 113-118.
Gorn, G. J. (1982). The effects of music in advertising on choice behavior: A classical conditioning approach. Journal of marketing, 46(1), 94-101.
"เพลงส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าได้ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงปานกลาง"
Garlin, F. V., & Owen, K. (2006). Setting the tone with the tune: A meta-analytic review of the effects of background music in retail settings. Journal of business research, 59(6), 755-764.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา