31 ม.ค. เวลา 22:30 • ความคิดเห็น
ผมคิดต่างจากสังคม
ที่ถูกครอบงำโดยขั้วอำนาจเดิม
1
ผมไม่รักสถาบัน ผมผิดไหม
คำตอบคือ ไม่ผิด
1
และไม่ควรมีใครในสังคมนี้ถูกกล่าวหาว่า “ผิด”
หรือถูกคุกคาม จับกุม ดำเนินคดี
เพียงเพราะ ไม่รักใคร
2
ความรักไม่ใช่กฎหมาย
ความศรัทธาไม่ใช่หน้าที่
และความจงรักภักดีไม่เคยควรถูกบังคับ
1
สังคมที่ทำให้ “ไม่รัก” กลายเป็นอาชญากรรม
คือสังคมที่ยอมรับโดยปริยายว่าอำนาจบางอย่างเปราะบางเกินกว่าจะอยู่ได้ด้วยความจริง จึงต้องพึ่งการบังคับและความกลัวมาประคองศรัทธาเอาไว้
1
ผมไม่ค่อยชอบพรรคการเมืองสีน้ำเงิน
ไม่ใช่เพราะอคติ แต่เพราะผมไม่ชอบ การโกง การฮั้ว การผูกขาดอำนาจ ไม่ชอบการแต่งตั้งพวกพ้องเข้าไปในองค์กรอิสระ ไม่ชอบการใช้กลไกรัฐเป็นเครื่องมือรักษาอำนาจของคนบางกลุ่มโดยไม่เห็นหัวประชาชน
ถ้าการไม่ชอบความโกงคือสิ่งผิด ถ้าการไม่ยอมรับการบิดเบือนเจตจำนงของประชาชนคือความเลว งั้นปัญหาของสังคมนี้อาจไม่ใช่ “คนคิดต่าง” แต่คือมาตรฐานศีลธรรมที่ถูกบิดกลับหัว
2
เลวถูกทำให้กลายเป็นปกติ
โกงถูกเรียกว่าเก่ง
ฮั้วถูกเรียกว่าประสบการณ์
และการขัดขวางเสียงประชาชน
ถูกอ้างว่าเป็นการ “รักษาเสถียรภาพ”
1
ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น องค์กรที่ถูกยกให้ “อยู่เหนือทุกสิ่ง”
กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือแต่งตั้งกันเอง เพื่อขัดขวางสิ่งเดียวที่ควรสูงสุดในระบอบประชาธิปไตย
คือ เจตจำนงของประชาชน
2
แล้วคนที่ตั้งคำถามกลับถูกตราหน้าว่าเป็นภัย
ทั้งที่ภัยที่แท้จริง คือระบบที่ไม่ยอมให้ประชาชนตัดสินอนาคตของตัวเอง
1
ผมคิดต่าง
ผมชอบเถียง
และผมยอมรับตรงๆว่า
ผมชอบมาก
เวลาที่อีกฝ่ายจนมุมต่อเหตุผล
จนต้องใช้อารมณ์ ใช้การด่าว่า
หรือบิดเบือนตรรกะอย่างไม่ซื่อสัตย์
2
ไม่ใช่เพราะผมสะใจ
แต่เพราะมันพิสูจน์ความจริงอย่างหนึ่งว่า
เมื่อเหตุผลหมด
อำนาจที่เหลืออยู่
มีเพียงเสียงดัง กับความกลัว
สังคมที่แข็งแรง
ไม่กลัวคนเถียง
ไม่กลัวคำถาม
1
และไม่ต้องจับใครเข้าคุกเพียงเพราะเขา “ไม่รัก” แต่สังคมที่ต้องเอากฎหมายมาคุ้มครองความศรัทธา ต้องเอาอำนาจมาปิดปากความเห็นต่าง สังคมนั้นกำลังบอกกับเราตรงๆว่า สิ่งที่มันปกป้องอยู่ ไม่อาจยืนอยู่ได้ด้วยความจริงอีกต่อไป
1
ผมคิดต่าง
และผมไม่ขอโทษ
เพราะการคิดต่าง
ไม่เคยเป็นอาชญากรรม
มีแต่สังคมที่กลัวความจริง
เท่านั้นแหละ
ที่พยายามทำให้มันเป็น
2
โฆษณา