Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
2 ก.พ. เวลา 02:44 • ไลฟ์สไตล์
📉 ปรากฏการณ์ “จตุคามรามเทพ”
เมื่อศรัทธาถูกผลักเข้าสู่ตลาดเก็งกำไร และฟองสบู่ที่สังคมไทยไม่ควรลืม
* ในช่วงปี พ.ศ. 2548–2550 ประเทศไทยเคยเผชิญหนึ่งในปรากฏการณ์ทางสังคมที่ร้อนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อวัตถุมงคลที่เรียกว่า “จตุคามรามเทพ” กลายเป็นศูนย์กลางของความหวัง ความเชื่อ และในเวลาต่อมาได้แปรสภาพเป็นตลาดเก็งกำไรที่มีเงินหมุนเวียนจำนวนมหาศาลในระดับที่หลายคนไม่เคยคาดคิดมาก่อน
* ภาพผู้คนต่อแถวเช่าบูชายาวเหยียด การเปิดจองรุ่นใหม่ที่หมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การซื้อขายต่อในราคาที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าภายในไม่กี่วัน รวมถึงการจัดสร้างรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องจากหลากหลายสำนัก กลายเป็นภาพที่ปรากฏอยู่ในสื่อและในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วประเทศในยุคนั้น
* ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้า พนักงานบริษัท ข้าราชการ หรือแม้แต่นักลงทุนมืออาชีพ ต่างหันมาให้ความสนใจกับวัตถุมงคลชนิดเดียวกัน พร้อมความเชื่อว่ามันอาจเป็นกุญแจสู่โชคลาภและความสำเร็จในช่วงเวลาที่ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
* แต่เพียงไม่กี่ปีต่อมา กระแสที่เคยร้อนแรงกลับดับลงอย่างรวดเร็ว วัตถุมงคลจำนวนมากที่เคยมีราคาสูงกลับกลายเป็นของที่แทบไม่มีผู้ต้องการในตลาดรอง บางส่วนถูกเก็บเงียบไว้ในลิ้นชัก บางส่วนถูกนำไปคืนวัด หรือแม้กระทั่งถูกทิ้งไว้โดยไม่มีผู้สนใจ
* คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “กระแสจตุคามฯ หายไปได้อย่างไร?” แต่คือ “ปรากฏการณ์นี้กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ เศรษฐกิจ และสังคมไทย” โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่กระแสใหม่ ๆ ยังคงเกิดขึ้นและดับลงอย่างรวดเร็วในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน
* กรณีจตุคามรามเทพจึงไม่ใช่เรื่องของวัตถุมงคลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นบทเรียนของฟองสบู่ศรัทธาที่ผสานเข้ากับกลไกตลาดอย่างสมบูรณ์แบบ และยังเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนพฤติกรรมมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกยุคทุกสมัย
====
1) เมื่อสังคมไม่มั่นคง ศรัทธากลายเป็นที่พึ่ง
* การเติบโตของกระแสจตุคามรามเทพไม่ได้เกิดจากความเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่ผู้คนจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นคงต่ออนาคต ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง การงาน และชีวิตส่วนตัว
* เมื่อมนุษย์ไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้ ความเชื่อทางจิตวิญญาณจึงกลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวสำคัญ ผู้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อมโยงประสบการณ์ความสำเร็จหรือโชคลาภเข้ากับการบูชาวัตถุมงคล และเรื่องเล่าเหล่านี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในสังคมผ่านการบอกต่อของผู้คน
* เมื่อมีผู้ศรัทธากลุ่มแรกที่ดูเหมือนประสบความสำเร็จในชีวิตหลังบูชา กระแสจึงเริ่มขยายตัว จากความเชื่อเฉพาะกลุ่มกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับประเทศ ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในเวลาต่อมาก็พัฒนาไปสู่ตลาดซื้อขายที่มีมูลค่ามหาศาล
* ในบางช่วง การไม่มีจตุคามฯ ติดตัว กลายเป็นความรู้สึกว่า “กำลังพลาดโอกาสบางอย่าง” และแรงกดดันทางสังคมเช่นนี้เองที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากตัดสินใจเข้าร่วมกระแส แม้จะยังไม่เข้าใจหรือมีศรัทธาอย่างแท้จริงก็ตาม
* เมื่อความเชื่อเริ่มผสมกับความคาดหวังด้านผลประโยชน์ทางวัตถุ กระแสก็เริ่มเคลื่อนจากการบูชาเพื่อความสบายใจ ไปสู่การบูชาเพื่อหวังผลตอบแทนโดยที่หลายคนไม่ทันสังเกตว่าทิศทางกำลังเปลี่ยนไป
====
2) เมื่อความศักดิ์สิทธิ์ถูกแทนที่ด้วยกลไกตลาด
* เมื่อความต้องการพุ่งสูง การจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่การสร้างมักเกิดขึ้นในวาระสำคัญ กลายเป็นการผลิตเพื่อตอบสนองตลาดที่กำลังร้อนแรง
* สิ่งที่เคยหายากและมีคุณค่าทางจิตใจ เริ่มกลายเป็นของที่พบได้ทั่วไป เมื่อจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกพิเศษในสายตาผู้คนก็ลดลงตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ
* ขณะเดียวกัน การตั้งชื่อรุ่นและการสื่อสารทางการตลาดเริ่มเน้นเรื่องความร่ำรวย โชคลาภ และความสำเร็จทางวัตถุมากขึ้น ทำให้ภาพของวัตถุมงคลในสายตาหลายคนค่อยๆ เปลี่ยนจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไปสู่สินค้าที่ใช้ซื้อขายเพื่อหวังกำไร
* เมื่อผู้คนเริ่มพูดถึงราคา มากกว่าพูดถึงความหมายหรือประสบการณ์ทางจิตใจ คุณค่าของวัตถุมงคลจึงค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยมูลค่าทางการค้า และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเปราะบางของกระแส
* ในที่สุด ตลาดก็เริ่มเคลื่อนไปตามกฎพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์ คือ เมื่อของมีมากเกินไป ความหายากซึ่งเคยเป็นหัวใจสำคัญก็หายไป พร้อมกับความศรัทธาที่เริ่มถูกตั้งคำถาม
====
3) "จุดเปลี่ยนสำคัญ"ง
* หนึ่งในเหตุการณ์ที่ผู้คนในวงการพระเครื่องมักกล่าวถึงในฐานะ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของกระแส คือคำกล่าวของหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ซึ่งสะท้อนความกังวลต่อทิศทางของการจัดสร้างวัตถุมงคลในช่วงที่กระแสกำลังร้อนแรงที่สุด
* หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เกจิอาจารย์ชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า "ถ้ามึงจะเอาเกศา จีวรกู ไปใส่ในจตุคาม... กูไม่ให้ แต่ถ้าใส่ในพระอย่างอื่น กูให้" คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่พระเกจิชั้นผู้ใหญ่ยังมองเห็นความผิดปกติของการ “ยำรวมมวลสาร” เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า (Marketing Gimmick) มากกว่าพุทธคุณที่แท้จริง
* สำหรับผู้ติดตามวงการอย่างใกล้ชิด คำกล่าวดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตือนว่า กระแสเริ่มเบี่ยงออกจากแก่นของศาสนา และกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดมากกว่าศรัทธา
* เมื่อผู้รู้เริ่มตั้งคำถาม ความเชื่อมั่นของตลาดก็เริ่มสั่นคลอน และเมื่อความเชื่อเริ่มอ่อนแรง กลไกเก็งกำไรที่เคยพยุงราคาไว้ก็เริ่มสูญเสียพลังในเวลาไม่นาน
====
4) เมื่อศรัทธากลายเป็นการเก็งกำไร ฟองสบู่จึงแตกในที่สุด
* ในช่วงที่ตลาดร้อนแรง ผู้ซื้อจำนวนมากไม่ได้เช่าบูชาเพราะศรัทธา แต่ซื้อเพื่อขายต่อในราคาที่สูงขึ้น
* เมื่อคนจำนวนมากเข้าสู่ตลาดเพราะเชื่อว่าจะสามารถขายต่อได้ในราคาที่แพงกว่าในอนาคต ตลาดจึงเริ่มขับเคลื่อนด้วยความคาดหวัง มากกว่าความเชื่อ
* ทันทีที่กระแสเริ่มชะลอตัว ผู้ถือครองจำนวนมากรีบเทขายเพื่อลดความเสี่ยง เมื่อสินค้าถูกปล่อยออกสู่ตลาดพร้อมกัน ราคาจึงลดลงอย่างรวดเร็ว และกระแสที่เคยร้อนแรงก็พังลงในเวลาไม่นาน
* หลายคนที่เข้ามาในช่วงปลายกระแส กลายเป็นผู้รับภาระของราคาที่พุ่งสูงเกินจริง และต้องเผชิญความสูญเสียโดยไม่ทันตั้งตัว
* เหตุการณ์นี้จึงไม่ต่างจากฟองสบู่ทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ ที่เกิดจากความเชื่อว่าราคาจะขึ้นตลอดไป จนกระทั่งวันหนึ่งตลาดก็กลับสู่ความเป็นจริงอย่างรวดเร็วและรุนแรง
====
5) หลังพายุผ่านไป ตลาดกลับสู่ความจริง
* ปัจจุบัน จตุคามรามเทพไม่ได้หายไปไหน แต่สถานะของมันได้กลับสู่จุดที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติของวัตถุมงคลมากขึ้น
* ผู้ที่ยังบูชาส่วนใหญ่คือผู้ที่มีความศรัทธาโดยตรง ไม่ได้สนใจเรื่องราคาตลาด ขณะที่บางรุ่นซึ่งมีประวัติการสร้างชัดเจน ยังคงมีคุณค่าในกลุ่มนักสะสม
* ในทางกลับกัน รุ่นที่ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อรองรับกระแสในช่วงปลาย กลับไม่สามารถรักษามูลค่าไว้ได้ และค่อย ๆ หายไปจากความสนใจของตลาด
* ตลาดจึงค่อยๆ ปรับตัวกลับสู่สมดุลระหว่างศรัทธาและคุณค่าในความเป็นจริง และเหลือเพียงสิ่งที่มีความหมายต่อผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง
====
🎯 ข้อคิดสำคัญ เพราะเป็นบทเรียนที่ไกลกว่าวงการพระเครื่อง
* กรณีศึกษาของจตุคามรามเทพไม่ได้สะท้อนเพียงเรื่องวัตถุมงคล แต่สะท้อนรูปแบบพฤติกรรมมนุษย์ที่เกิดซ้ำในทุกกระแสการลงทุนและความเชื่อ
* เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนตัดสินใจเพราะกลัวตกขบวน หรือหวังผลตอบแทนรวดเร็ว มากกว่าการมองคุณค่าที่แท้จริง เมื่อนั้นความเสี่ยงของฟองสบู่ก็เริ่มก่อตัวขึ้น
* ศรัทธาอาจทำให้สิ่งหนึ่งพุ่งขึ้นได้รวดเร็ว แต่สิ่งที่จะรักษามูลค่าไว้ได้ในระยะยาว คือคุณภาพ ความหายาก และความหมายที่แท้จริงในสายตาผู้คน
* เพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่ากระแสจะเปลี่ยนไปแค่ไหน สิ่งที่ยั่งยืนที่สุด ไม่ใช่ราคาที่สูงที่สุดในช่วงกระแสแรง แต่คือคุณค่าที่เหลืออยู่เมื่อกระแสได้ผ่านพ้นไปแล้ว
"บทเรียนสำคัญของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการลงทุนหรือศรัทธา แต่คือการเตือนใจว่า ทุกกระแสที่ร้อนแรงในวันนี้ อาจกลายเป็นเรื่องธรรมดาในวันหน้า และสิ่งที่ควรยึดถือที่สุดคือการตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลและคุณค่าที่แท้จริง"
#วันละเรื่องสองเรื่อง
มูเตลู
พุทธศาสนา
วัฒนธรรมพื้นเมือง
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย