4 ก.พ. เวลา 08:00 • ธุรกิจ

‘ล่าเมียว’ ร้านของคนไทย ที่อยากเป็น ‘เจ้าแห่งอาหารจีน’ วางแผนเปิดให้ครบ 8 แบรนด์

คุยกับ “แอมป์-รัตตรุจน์” แห่งอาณาจักร “Spicy Cat Group” กางยุทธจักรใหญ่ที่ไม่ได้มีแค่หมาล่าทั่ง เริ่มต้นจาก “ล่าเมียว” ปั้นพอร์ตโตอีก 3 แบรนด์ ผุด “Moyu Meow-Keep In Touch-More Yogurt” ฝันสูงสุดอยากเป็นเจ้าแห่งอาหารจีน ตั้งเป้ารายได้โตอย่างน้อย 400 ล้าน ไม่หวั่นแม้ทุนนอกบุกตลาด สู้ด้วยแบรนดิ้งศักยภาพสูง แข็งแรงจนแลนด์ลอร์ดต้องหันมามอง
ในวันที่ประเทศไทยเต็มไปด้วยหมาล่าสายพาน “ล่าเมียว” (La Meow) ร้านอาหารจีนหูหนาน-เสฉวน ที่มีเมนู “หมาล่า D.I.Y.” เป็นตัวชูโรง ยืนกรานว่า “หมาล่าทั่ง” จะกลายเป็นเทรนด์แห่งอนาคต หลังจากนั้นเพียง 1 ปีเศษๆ สิ่งที่ “แอมป์-รัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์” ผู้ก่อตั้งร้านล่าเมียวเคยลั่นวาจาไว้เกิดขึ้นจริง หมาล่าสายพานแทบทุกแห่งต้องปรับตัวตามความต้องการของตลาด ยกสายพานออกแล้วแทนที่ด้วยตู้หมาล่าบาร์ คิดราคาตามน้ำหนักวัตถุดิบต่อขีดแบบเดียวกับที่ “ล่าเมียว” ทำตั้งแต่เริ่มต้น
ปัจจุบัน “แอมป์” ไม่ได้มีล่าเมียวเพียงร้านเดียว แต่ยังแตกแขนงเพิ่มอีก 2 ร้าน ทั้ง “Moyu Meow” ที่มีปลาต้มผักกาดดองเป็นเมนูฮีโร่ วางคอนเซปต์สำหรับทานคนเดียวตามเทรนด์ Solo Dining และล่าสุดกับ “Keep In Touch” หรือที่คนไทยเรียกว่า ปิ้งย่างหมุนๆ เซี่ยงไฮ้ แม้จะหน้าตาละม้ายคล้ายกับหมาล่าเสียบไม้ แต่ “แอมป์” ยืนยันว่า มีความแตกต่างกัน และจนถึงตอนนี้ “Keep In Touch” ก็ยังเป็นร้านปิ้งย่างหมุนๆ เซี่ยงไฮ้เชนเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทยด้วย
เครือ “Spicy Cat Group” บริษัทแม่ของล่าเมียวและปิ้งย่างหมุนๆ Keep In Touch ปักหมุดสาขาแรกที่สยามพารากอน “แอมป์” เล่าว่า อาหารประเภทนี้มีมานานมากแล้วในศจีน เรียกว่า “เซาเข่า” คำว่า “เซา” แปลว่า เผาไฟ ส่วน “ข่าว” หมายถึง การย่าง เป็นปิ้งย่างจีนหรือบาร์บีคิวแบบจีน คนจีนนิยมกินมาหลายพันปี วัฒนธรรมการกินเปรียบได้กับคนไทยกินหมูกระทะ วันที่ต้องเฉลิมฉลอง สังสรรค์ พบปะกินดื่ม ชาวจีนจะมี “เซาข่าว” เป็นอาหารมื้อโปรด
ปัจจุบัน “ปิ้งย่างหมุนๆ เซี่ยงไฮ้” ได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มคนจีนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยงต่างชาติ “แอมป์” เล่าว่า กระแสปิ้งย่างหมุนๆ ในกลุ่มคนไทยเกิดขึ้นราวๆ 1-2 ปี พอคนไทยไปเที่ยวแล้วเห็นร้านมีคิวยาวจึงอยากลองบ้าง บางคนได้กินแล้วติดใจกลับไทยแล้วก็ยังนึกถึง หรือบางคนทนรอคิว 3-4 ชั่วโมงไม่ไหวก็ไม่ได้ลองกินสักที
“แอมป์” มองว่า เทรนด์นี้มาแน่ อย่างไรต้องทำให้คนไทยได้กินภายใต้แบรนด์ไทย ซึ่งก็สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวที่ต้องการปั้น “Spicy Cat Group” เป็นเบอร์หนึ่งอาหารจีนในไทย จาก “ล่าเมียว” 14 สาขา “Moyu Meow” 3 สาขา จึงถึงเวลาที่ต้องเพิ่มแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอด้วยร้านปิ้งย่างหมุนๆ โดยแอมป์บอกว่า ร้านนี้ใช้งบลงทุนสูงกว่าทุกร้านในเครือ ทำหนึ่งสาขาต้องใช้งบกว่า 18 ล้านบาท เฉพาะระบบไฟของเตาปิ้งย่างก็สูงถึง 3 ล้านบาทแล้ว
1
แผนในปีนี้ของเครือ “Spicy Cat Group” คือการขยายสาขาทุกแบรนด์ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะแบรนด์ใหม่อย่าง “Moyu Meow” ที่จะมี 8-10 สาขา ส่วน “Keep In Touch” วางไว้ 10 สาขาเช่นกัน เมื่อถามถึงภาพรวมปีที่ผ่าน “แอมป์” บอกว่า ทั้งกรุ๊ปทำเงินไปได้ 250 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าเล็กน้อย ยอมรับว่า ช่วงต้นปีเจอศึกหนักจากทุนต่างชาติที่เข้ามาทุกเซกเมนต์ กระทั่งพลิกกลับมาทำยอด New High ได้หลายสาขาช่วงกลางปีที่ผ่านมา
1
“แอมป์” เผยเคล็ดลับการสร้างแบรนด์อาหารจีนที่อาจจะดูใหม่และเข้าใจยากมากกว่าอาหารญี่ปุ่นหรืออาหารเกาหลีที่อยู่มานานกว่า ด้วยความที่เคยทำงานในประเทศจีน ทำล่าเมียวมาหลายปี จึงพอจะจับจังหวะความชอบของผู้บริโภคชาวไทยได้บ้าง
ระบุว่า ถ้าเลือกประเภทอาหารที่ใหม่มากๆ มาก่อนกาลเกินไปก็ไม่ดี สิ่งสำคัญ คือ ต้องมี “เชื้อไฟ” คนไทยรู้จักในระดับหนึ่ง และต้องยากที่ใครจะเลียนแบบได้ ยากทั้งในแง่ของการประกอบอาหาร สูตร สเกล รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ หากเป็นแบรนด์ที่ได้สิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์มาถือก็ต้องเป็นแบรนด์ที่แข็งแรงพอสมควร
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เศรษฐกิจ สำหรับ “แอมป์” คือทุนนอกที่เข้ามาดึงดูดลูกค้าด้วยโปรโมชันแรงๆ ลดทีเดียว 50% ตลอดเดือน ระบุว่า เจอแบบนี้บ่อยครั้งทำให้แข่งขันลำบาก “แอมป์” แก้เกมด้วยการทำทุกอย่างเป็นคนแรก ต้องยึดหัวหาดให้ได้ จากนั้นจึงทำการตลาด สร้างแบรนดิ้ง สร้างภาพจำให้คนรับรู้ว่า แบรนด์นี้เป็นของคนไทย มีผู้ก่อตั้งเป็นใคร เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น หลังจากนั้นจึงเป็นเรื่องรสชาติและความอร่อยที่สม่ำเสมอ ต้องทำให้แลนด์ลอร์ดเห็นว่า แบรนด์มีศักยภาพ
โฆษณา