7 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

จับตาอนาคต UN ในวันที่โดนท้าทายหนัก | #บทบรรณาธิการกรุงเทพธุรกิจ

สหประชาชาติ (UN) กำลังเผชิญกับวิกฤติทางการเงินที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1945 ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะล้มละลายหรือการขาดสภาพคล่องอย่างเฉียบพลัน ภายในสิ้นปี 2025 ยอดเงินสมทบค้างชำระพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.57 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าปี 2024 ถึงสองเท่า
วิกฤตินี้ไม่เพียงแต่สั่นคลอนเสถียรภาพขององค์กร แต่ยังกระทบต่อภารกิจหลักในการรักษาสันติภาพ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั่วโลก โดยมีการคาดการณ์ว่าเงินสดในงบประมาณปกติอาจหมดลงภายในเดือนกรกฎาคม 2026 หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
สาเหตุสำคัญของปัญหามาจากโครงสร้างกฎระเบียบงบประมาณที่ซ้ำเติมวิกฤติ หรือที่เลขาธิการยูเอ็นเรียกว่า “วงจรแบบคาฟคา” กฎดังกล่าวบังคับให้ยูเอ็นต้องคืนเงินที่ใช้ไม่หมดให้แก่ประเทศสมาชิก ทั้งที่ในความเป็นจริงเงินเหล่านั้นยังไม่ถูกชำระเข้ามาครบถ้วน ส่งผลให้สภาพคล่องที่มีอยู่จริงลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการจัดตั้งคณะทำงานปฏิรูป “UN80” เพื่อปรับลดงบประมาณปี 2026 ลง 7% และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่มาตรการรัดเข็มขัดเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถชดเชยยอดค้างชำระที่สะสมมานานได้
บทบาทของสหรัฐอเมริกาในฐานะผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุด หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 22% ของงบประมาณ กลายเป็นปัจจัยชี้ชะตา ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐ ได้ลดเงินสนับสนุนโดยสมัครใจและถอนตัวจากการจ่ายเงินสมทบภาคบังคับ โดยมียอดค้างชำระสะสมรวมหลายพันล้านดอลลาร์ ทั้งในงบปกติและภารกิจรักษาสันติภาพ ยิ่งไปกว่านั้น การประกาศเปิดตัว “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) โดยทรัมป์ในเดือนมกราคม 2026 ถูกนักวิจารณ์มองว่าเป็นความพยายามสร้างกลไกคู่ขนานที่อาจเข้ามาลดทอนความสำคัญของยูเอ็นในเวทีโลก
ความล้มเหลวของกลไกพหุภาคียังถูกซ้ำเติมด้วยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐ รัสเซีย และจีน ซึ่งเป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคง ส่งผลให้กระบวนการตัดสินใจในระดับสูงสุดตกอยู่ในภาวะชะงักงัน เมื่อประเทศมหาอำนาจหันมาใช้มาตรการทางเงินเป็นเครื่องมือต่อรองและตั้งคำถามถึงความจำเป็นขององค์กร ยูเอ็นจึงตกอยู่ในสภาวะที่ไร้อำนาจในการขับเคลื่อนภารกิจอย่างเต็มศักยภาพ ท่ามกลางความคาดหวังของประชาคมโลกที่ยังคงสูงลิ่ว
บทสรุปของวิกฤตินี้จึงอยู่ที่ทางเลือกเพียงสองทางคือ “ประเทศสมาชิกต้องชำระเงินให้ครบถ้วนและตรงเวลา” หรือ “ต้องปฏิรูประบบการเงินขนานใหญ่” หากการเปลี่ยนแปลงไม่เกิดขึ้น ยูเอ็นอาจไม่สามารถดำเนินโครงการประจำปี 2026 ได้อย่างเต็มรูปแบบและเสี่ยงต่อการสูญเสียบทบาทในฐานะองค์กรกลางของโลก ความท้าทายนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขในบัญชี แต่คือการพิสูจน์ว่าระเบียบโลกแบบพหุภาคียังคงมีความหมายหรือไม่ ในยุคที่อำนาจนิยมและกลไกคู่แข่งกำลังเติบโตขึ้น
โฆษณา