วันนี้ เวลา 02:09 • ธุรกิจ

ตำนาน Jailbreak การล่มสลายของ Cydia และจุดจบของเสรีภาพ

เคยสงสัยกันไหมครับว่า โทรศัพท์มือถือราคาแพงที่คุณถืออยู่ในมือตอนนี้ จริงๆ แล้วคุณเป็นเจ้าของมันร้อยเปอร์เซ็นต์หรือเปล่า
แน่นอนว่าคุณจ่ายเงินซื้อมันมา คุณมีสิทธิ์ที่จะขายมันต่อ หรือแม้แต่ทำมันตกแตก
แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ คุณมีสิทธิ์ที่จะกำหนดความเป็นไปของซอฟต์แวร์ข้างในมากน้อยแค่ไหน
หากผู้ผลิตบอกว่า “ห้ามลงแอปพลิเคชันนี้” คุณก็ทำอะไรไม่ได้ หรือหากผู้ผลิตบอกว่า “หน้าจอต้องเรียงไอคอนแบบนี้เท่านั้น” คุณก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำตาม
นี่คือเรื่องราวของสงครามทางอุดมการณ์ที่ยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษ ระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple และกลุ่มแฮกเกอร์อัจฉริยะที่เรียกตัวเองว่าชุมชน Jailbreak…
เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปในปี 2007 ปีที่โลกได้รู้จักกับ iPhone รุ่นแรก
สตีฟ จอบส์ ได้เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์โทรศัพท์มือถือไปตลอดกาล ด้วยอุปกรณ์ที่เป็นทั้งไอพอด โทรศัพท์ และเครื่องมือท่องอินเทอร์เน็ต
แต่ในความล้ำสมัยนั้น กลับมีกรงขังที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่ เพราะ iPhone รุ่นแรกไม่มีสิ่งที่เรียกว่า App Store
โทรศัพท์ที่เปลี่ยนโลกเครื่องนี้ ในตอนแรกทำได้เพียงแค่ใช้งานแอปพลิเคชันที่ Apple ติดตั้งมาให้เท่านั้น ไม่สามารถลงเกมเพิ่ม ไม่สามารถแต่งรูป และไม่สามารถทำอะไรนอกเหนือคำสั่งได้
ปรัชญาของ Apple ในเวลานั้นชัดเจนมาก พวกเขาเรียกมันว่า “Walled Garden” หรือสวนที่มีกำแพงล้อมรอบ เพื่อควบคุมประสบการณ์ใช้งานให้ลื่นไหลและปลอดภัยที่สุด โดยแลกมาด้วยอิสรภาพของผู้ใช้งาน…
แต่ธรรมชาติของมนุษย์ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าแฮกเกอร์ พวกเขาไม่ได้มองว่ากำแพงมีไว้เพื่อปกป้อง แต่มองว่ามีไว้เพื่อท้าทาย
เพียงแค่หนึ่งเดือนหลังจาก iPhone วางขาย แฮกเกอร์ชื่อ DVD John ผู้เคยมีวีรกรรมถอดรหัสแผ่นหนัง ก็สามารถเจาะระบบ iPhone ได้สำเร็จ เพื่อปลดล็อกให้มันใช้ซิมการ์ดของค่ายอื่นได้
นั่นคือรอยร้าวแรกที่เกิดขึ้นบนกำแพงอันสูงตระหง่านของ Apple
ความต้องการเสรีภาพเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นคลื่นลูกใหญ่ ในเดือนตุลาคม 2007 กลุ่มแฮกเกอร์ในนาม iPhone Dev Team ได้ปล่อยเครื่องมือเจาะระบบแบบสมบูรณ์ออกมา และนั่นคือจุดกำเนิดของคำว่า Jailbreak
1
ความหมายของมันตรงตัวและเจ็บแสบ คือการแหกคุก เพื่อปลดปล่อยผู้ใช้งานจากการถูกจองจำโดยระบบปฏิบัติการ
แต่ถึงอย่างนั้น การเจาะระบบในช่วงแรกก็ยังเป็นเพียงกิจกรรมของคนเฉพาะกลุ่ม ที่ทำเพื่อความสะใจหรือโชว์เหนือ
จนกระทั่งการมาถึงของชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่จะเปลี่ยนให้การแหกคุกกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ามหาศาล
เขาชื่อว่า Jay Freeman หรือที่คนในโลกออนไลน์รู้จักกันในนาม saurik
saurik ไม่ใช่แค่แฮกเกอร์ทั่วไป แต่เขาคือนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มีความเชื่ออย่างแรงกล้าในเรื่อง “Open Source”
เขาเชื่อว่าเมื่อเราเป็นเจ้าของอุปกรณ์ เราควรมีสิทธิ์ควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์
ในปี 2008 saurik ได้สร้างแพลตฟอร์มปฏิวัติวงการขึ้นมา โดยตั้งชื่อมันว่า Cydia
ชื่อนี้มีความหมายแฝงที่ลึกซึ้ง เพราะ Cydia มาจากชื่อวิทยาศาสตร์ของหนอนชนิดหนึ่ง ที่มักจะเจาะกินเข้าไปในผลแอปเปิล
เหมือนเป็นการประกาศสงครามประสาทกลายๆ ว่า นี่คือหนอนที่จะชอนไชเข้าไปในอาณาจักรของ Apple…
Cydia ทำหน้าที่เป็นเหมือน App Store ทางเลือก สำหรับเครื่องที่ผ่านการ Jailbreak แล้ว
ที่นี่คือดินแดนเสรีที่คุณสามารถหาโหลดทุกอย่างที่ Apple ไม่อนุญาตให้มี
อยากเปลี่ยนฟอนต์ทั้งเครื่องใช่ไหม? Cydia มีให้ อยากเปลี่ยนหน้าตาไอคอนให้เป็นรูปตัวการ์ตูน? ก็ทำได้ หรืออยากจะปรับแต่งการทำงานของปุ่มโฮม? ก็ไม่ใช่ปัญหา
การเกิดขึ้นของ Cydia ทำให้โลกของการ Jailbreak ระเบิดตัวออก จากเดิมที่เป็นเรื่องยากลำบาก กลายเป็นเรื่องง่ายที่ใครๆ ก็ทำได้ เพียงแค่กดปุ่มไม่กี่คลิก
ในช่วงปี 2010 ถึง 2012 ถือเป็นยุคทองของการ Jailbreak อย่างแท้จริง จำนวนผู้ใช้งาน Cydia พุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ
มีนักพัฒนาอิสระมากมายเข้ามาสร้างรายได้จากการขายแอปพลิเคชันและสิ่งที่เรียกว่า Tweaks บนแพลตฟอร์มนี้
มีข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่า ในช่วงพีคที่สุด Cydia มีเงินหมุนเวียนในระบบสูงถึงหลักล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายได้เหล่านี้แบ่งให้กับนักพัฒนา คล้ายกับโมเดลของ App Store ในปัจจุบัน
สิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้คือ ฟีเจอร์อำนวยความสะดวกหลายอย่างที่เราใช้กันจนชินใน iOS ทุกวันนี้ ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากชุมชน Jailbreak ทั้งสิ้น
1
Control Center ที่เราปัดหน้าจอลงมาเพื่อเปิดไฟฉายหรือปรับแสงสว่าง ในอดีตสิ่งนี้คือ Tweak ยอดฮิตที่ชื่อว่า SBSettings
หรือจะเป็นการตอบข้อความด่วนโดยไม่ต้องเข้าแอปฯ การดูวิดเจ็ตบนหน้าจอล็อก ทั้งหมดนี้คือนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจาก “พวกนอกคอก” ก่อนที่ Apple จะนำมาปรับปรุงและใส่ในระบบของตัวเองในภายหลัง…
แต่ความรุ่งโรจน์ของ Cydia ก็เปรียบเสมือนการกระตุกหนวดเสือ
Apple ไม่ได้นิ่งนอนใจกับการที่มีคนมาเจาะหลังบ้านของพวกเขา และเริ่มเปิดฉากเกมแมวไล่จับหนูอย่างดุเดือด
ทุกครั้งที่ Apple ปล่อย iOS เวอร์ชันใหม่ มันจะมาพร้อมกับการอุดช่องโหว่เดิม
และทุกครั้ง เหล่าแฮกเกอร์ก็จะรวมพลังกันหาช่องโหว่ใหม่เพื่อเจาะเข้าไปอีกครั้ง วนเวียนเป็นวัฏจักรที่ไม่จบสิ้น
การต่อสู้ลุกลามไปถึงขั้นกฎหมาย Apple พยายามชี้แจงว่าการ Jailbreak เป็นสิ่งผิดกฎหมายและละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ในปี 2010 จุดเปลี่ยนสำคัญก็เกิดขึ้น
เมื่อหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน หรือ US Library of Congress ได้วินิจฉัยว่า การ Jailbreak โทรศัพท์มือถือเพื่อติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมาย “ไม่ถือว่าผิดกฎหมายลิขสิทธิ์”
1
คำตัดสินนี้เปรียบเสมือนใบอนุญาตให้เหล่าแฮกเกอร์เดินหน้าต่อได้อย่างเต็มภาคภูมิ การ Jailbreak กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิผู้บริโภค
แต่สงครามนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของเทคนิคหรือกฎหมาย เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่ง “เงิน” ได้เข้ามามีบทบาทเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
ในปี 2016 โลกได้เห็นความขัดแย้งระดับชาติ เมื่อ FBI ต้องการให้ Apple ปลดล็อก iPhone ของผู้ก่อการร้ายในคดีกราดยิงที่ San Bernardino แต่ Apple ปฏิเสธโดยอ้างเรื่องความเป็นส่วนตัว
ในตอนนั้นเอง ชื่อของ saurik ก็ถูกพูดถึงอีกครั้งในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่หน่วยงานรัฐต้องการตัว ความรู้ของเขาลึกซึ้งพอที่จะไขความลับที่วิศวกร Apple สร้างขึ้น
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ หรือที่เรียกกันว่า “Exploit” นั้น มีค่าดั่งทองคำ
ตลาดมืดของการซื้อขายช่องโหว่เริ่มเติบโตขึ้น บริษัทเอกชนอย่าง Zerodium เริ่มประกาศรับซื้อช่องโหว่ iOS ในราคาสูงลิ่ว บางครั้งตัวเลขพุ่งไปแตะหลัก 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณเป็นแฮกเกอร์ที่ค้นพบกุญแจลับเข้าสู่ iPhone คุณจะเลือกอะไร ระหว่างการเอาไปสร้างเครื่องมือ Jailbreak แจกฟรีให้คนทั่วโลกเพื่อชื่อเสียง หรือเอาไปขายแลกเงินสด 30 ล้านบาท?
สมการของความคุ้มค่าเริ่มเปลี่ยนไป อุดมการณ์เริ่มพ่ายแพ้ให้กับทุนนิยม
แฮกเกอร์ฝีมือดีหลายคนเริ่มถอนตัวจากวงการ บางคนถูก Apple ดึงตัวไปทำงานด้วย บางคนผันตัวไปเป็นนักล่าค่าหัว ขายช่องโหว่ให้กับบริษัทความปลอดภัย
ในขณะเดียวกัน Apple ก็เริ่มสร้างกำแพงที่สูงขึ้นและหนาขึ้น
ใน iOS เวอร์ชันหลังๆ มีการใส่ระบบป้องกันระดับฮาร์ดแวร์ที่ซับซ้อน ทำให้การ Jailbreak ยากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
จากที่เคยทำได้ง่ายๆ ก็เริ่มยุ่งยาก ต้องต่อคอมพิวเตอร์ทุกครั้งที่ปิดเครื่อง ต้องคอยลุ้นว่าเครื่องจะค้างไหม ความสนุกเริ่มหายไป เหลือไว้แต่ความลำบาก
สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดสำหรับ saurik อาจจะไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นบรรยากาศในชุมชนที่เปลี่ยนไป
เมื่อผลประโยชน์มีมากขึ้น ความสามัคคีก็ลดลง การเมืองภายใน การขโมยผลงาน และความคาดหวังที่กดดันจากผู้ใช้งาน ทำให้ชายผู้เป็นตำนานเริ่มหมดไฟ
ในที่สุด saurik ก็ค่อยๆ ลดบทบาทของตัวเองลง เขาปิดระบบการซื้อขายใน Cydia และปล่อยให้มันกลายเป็นเพียงอนุสรณ์สถานแห่งอดีต
วันนี้ หากถามว่าการ Jailbreak ตายหรือยัง ในทางเทคนิคแล้วมันยังมีลมหายใจอันรวยริน แต่ในทางปฏิบัติสำหรับคนทั่วไป มันได้จบสิ้นลงแล้ว
เรากำลังอยู่ในยุคที่หลายคนเรียกว่า “Digital Concentration Camps”
เราใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในระบบนิเวศที่ Apple สร้างให้ ทุกอย่างเชื่อมต่อกัน สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย
แต่เราก็ต้องแลกมาด้วยการยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์ทุกข้อที่เขากำหนด
แอปพลิเคชันที่เราใช้ เพลงที่เราฟัง หรือแม้แต่วิธีที่เราโต้ตอบกับหน้าจอ ทุกอย่างถูกคิดมาให้แล้ว และเรามีหน้าที่เพียงแค่ใช้งานมัน
การล่มสลายของ Cydia ไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดจบของแอปสโตร์เถื่อน แต่มันคือจุดสิ้นสุดของยุคสมัยแห่งความโรแมนติกทางเทคโนโลยี
ยุคสมัยที่คนตัวเล็กๆ กล้าลุกขึ้นมาท้าทายองค์กรระดับโลก ยุคสมัยที่เราเชื่อว่าเราสามารถกำหนดชะตาชีวิตของอุปกรณ์ในมือเราได้
แม้ว่าวันนี้ Cydia จะกลายเป็นเพียงไอคอนสีน้ำตาลเก่าๆ ในความทรงจำของใครหลายคน แต่สิ่งที่มันทิ้งไว้คือร่องรอยแห่งนวัตกรรม
ทุกครั้งที่คุณเปิด Control Center ทุกครั้งที่คุณตอบข้อความด่วน หรือทุกครั้งที่คุณเห็นฟีเจอร์ใหม่ๆ ใน iOS ขอให้รู้ไว้ว่า ส่วนหนึ่งของความสะดวกสบายนั้น มีรากฐานมาจากความดื้อรั้นของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า Jailbreaker
พวกเขาอาจจะแพ้ในสงครามการแย่งชิงพื้นที่ แต่พวกเขาชนะในการผลักดันให้โลกเทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้า
และนั่นอาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุด ไม่ว่ากำแพงจะสูงแค่ไหน มนุษย์ก็จะพยายามหาทางปีนข้ามไปเสมอ ไม่ใช่เพื่อทำลาย แต่เพื่อพิสูจน์ว่าโลกข้างนอกนั้น กว้างใหญ่กว่าที่ใครบางคนกำหนดไว้…
References : [wikipedia, theverge, wired, reddit, saurik]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/the-legend-of-jailbreak/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา