5 ก.พ. เวลา 02:09 • ธุรกิจ

สัญญาณการล่มสลาย OpenAI? เมื่อ Nvidia “เท” ดีลแสนล้าน หรือนี่คือจุดจบยุคทอง ChatGPT

รู้สึกกันบ้างไหมครับว่า ช่วงนี้ข้าวของเครื่องใช้ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน หรือแม้แต่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เราใช้ทำงาน มีราคาแพงขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผล
เราอาจจะโทษภาวะเงินเฟ้อ โทษเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว หรือโทษห่วงโซ่อุปทานที่ยังไม่ฟื้นตัวดี
แต่เคยสงสัยกันมั้ยว่า ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้ อาจจะมาจากบริษัทเพียงบริษัทเดียว
บริษัทที่เราเคยยกย่องว่าเป็นผู้นำแห่งโลกอนาคต เป็นความหวังของมนุษยชาติที่จะนำพาเราไปสู่ยุค AI
บริษัทนั้นชื่อว่า “OpenAI”
ในวันนี้ OpenAI อาจกำลังกลายเป็นจำเลยของสังคม ในฐานะผู้จุดชนวนภาวะของแพงที่เรากำลังเผชิญอยู่
เรื่องมันเริ่มจากการตัดสินใจทางธุรกิจที่ดุดันและเสี่ยงระห่ำ เมื่อ OpenAI ตัดสินใจกว้านซื้อหน่วยความจำประเภท DRAM ในตลาดไปจนเกือบหมด
การกระทำนี้ไม่ได้ส่งผลแค่ให้ของขาดตลาด แต่มันสร้างสิ่งที่เรียกว่า Mass Panic หรือความตื่นตระหนกครั้งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก…
เมื่อผู้ผลิตรายอื่นเห็นว่าทรัพยากรสำคัญกำลังจะหมดไป พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกระโดดลงมาร่วมวงแย่งชิง กว้านซื้อ DRAM ที่เหลืออยู่น้อยนิดมาตุนไว้
ผลที่ตามมาคือปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น และสุดท้าย ภาระทั้งหมดก็ตกมาอยู่ที่ผู้บริโภคอย่างเรา
แต่ในขณะที่พวกเขาสร้างความปั่นป่วนให้กับโลกภายนอก สิ่งที่เกิดขึ้นภายในองค์กรของ OpenAI เอง กลับน่ากลัวยิ่งกว่า
แม้ฉากหน้าจะดูสวยหรู เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่จะสร้าง AI ที่ฉลาดล้ำโลก
แต่ความเป็นจริงทางบัญชีกลับสวนทาง พวกเขากำลังเผาผลาญเงินสดไปในอัตราที่รวดเร็วเสียจนน่าใจหาย รายรับที่เข้ามา ไม่เคยไล่ตามรายจ่ายได้ทัน
สถานการณ์นี้ทำให้ OpenAI ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก จนต้องพึ่งพาทุกดีล ทุกการระดมทุน เพื่อต่อลมหายใจให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้
และความหวังครั้งใหญ่ที่สุดของพวกเขา ก็เกิดขึ้นในช่วงเดือน กันยายามปี 2025 ที่ผ่านมา
เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการชิปอย่าง Nvidia ประกาศแผนที่จะลงทุนใน OpenAI ด้วยเม็ดเงินมหาศาลถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ…
1
ดีลนี้ถูกมองว่าเป็นดีลแห่งศตวรรษ Nvidia กำลังเบนเข็มจากตลาดผู้บริโภคทั่วไป มุ่งหน้าสู่ตลาด AI ที่ทำกำไรได้งดงามกว่า
รูปแบบของดีลถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนจะ วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย
Nvidia จะลงทุนซื้อหุ้นที่ไม่มีสิทธิออกเสียงใน OpenAI และเมื่อดีลจบลง OpenAI ก็จะนำเงินสดก้อนนั้น กลับมาซื้อชิปของ Nvidia
เป้าหมายคือการที่ Nvidia จะส่งมอบระบบและชิปที่มีกำลังประมวลผลรวมกันระดับ 10 GW
1
เพื่อให้เห็นภาพว่า 10 GW นั้นมากมายขนาดไหน
มันคือปริมาณไฟฟ้าที่เพียงพอสำหรับบ้านเรือนในสหรัฐฯ กว่า 8 ล้านหลังคาเรือน หรือเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของมหานครอย่าง New York City
ในตอนนั้น ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปตามแผน มีการคาดการณ์ว่าดีลนี้จะสรุปผลได้ภายในไม่กี่สัปดาห์
แต่แล้ว เรื่องราวกลับเงียบหายไป…
จากสัปดาห์ กลายเป็นเดือน จากเดือน กันยายนปี 2025 ล่วงเลยมาจนถึงต้นปี 2026
ความเงียบเริ่มถูกแทนที่ด้วยข่าวลือ และในที่สุด ความจริงก็เริ่มปรากฏ
วันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมา สื่อใหญ่อย่าง Wall Street Journal รายงานว่า แผนการลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์ของ Nvidia อาจจะล่ม
ทำไมดีลระดับโลกที่ประกาศออกมาอย่างยิ่งใหญ่ ถึงส่อแววว่าจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน
ข้อมูลวงในระบุว่า Nvidia เริ่มเกิดความลังเล
จากที่เคยแสดงความมั่นใจเต็มร้อย ตอนนี้พวกเขากลับมีข้อกังขาในตัว OpenAI อย่างหนัก
Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ได้วิพากษ์วิจารณ์เป็นการส่วนตัวถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า “การขาดวินัย” ในแนวทางการทำธุรกิจของ OpenAI
เขากังวลว่า OpenAI กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งอย่าง Google และ Anthropic จนอาจจะเพลี่ยงพล้ำได้
แม้แต่ผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุด พอได้เห็นไส้ในของแผนธุรกิจ และตัวเลขทางบัญชีจริงๆ ก็ยังต้องถอยมาตั้งหลัก
เงิน 1 แสนล้านดอลลาร์ ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ ที่จะเอามาเสี่ยงกับบริษัทที่ยังมองไม่เห็นหนทางทำกำไรที่ชัดเจน…
แน่นอนว่า ในหน้าสื่อสาธารณะ Jensen Huang ยังคงต้องรักษาภาพลักษณ์ความเป็นพันธมิตร
เขาออกมาให้สัมภาษณ์กับนักข่าว ปฏิเสธข่าวลือเรื่องความขัดแย้ง โดยยืนยันว่าเขายังเชื่อมั่นใน OpenAI และงานที่พวกเขาทำนั้นยอดเยี่ยม
แต่จุดที่น่าสังเกตที่สุด คือเมื่อถูกถามถึงตัวเลขการลงทุน
เมื่อนักข่าวถามย้ำว่า การลงทุนครั้งนี้จะยังคงเป็นเงิน 1 แสนล้านดอลลาร์ ตามที่เคยประกาศไว้หรือไม่
Jensen Huang ตอบกลับมาสั้นๆ ว่า “No, no, nothing like that.”
จากความมั่นใจในวันนั้น สู่วันที่ต้องออกมาปฏิเสธตัวเลขเดิม นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่บอกเราว่า เบื้องหลังประตูห้องประชุม สถานะทางการเงินของ OpenAI น่าเป็นห่วงกว่าที่เราคิด
แล้วมันแย่แค่ไหน เราลองมาดูตัวเลขที่น่าตกใจกัน
มีบทวิเคราะห์จาก Will Lockett นักข่าวอิสระที่ระบุว่า คนทั่วไปไม่มีทางจินตนาการออกหรอกว่า OpenAI กำลังวิกฤตขนาดไหน
เดิมทีมีการคาดการณ์กันว่า ในปี 2026 OpenAI อาจจะขาดทุนประมาณ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์
แต่ความเป็นจริงโหดร้ายกว่านั้นมาก
เพราะเพียงแค่ครึ่งปีแรกของปี 2025 OpenAI ทำรายได้ไปเพียง 4.3 พันล้านดอลลาร์ แต่กลับมีผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 1.35 หมื่นล้านดอลลาร์
ตัวเลขขาดทุนในครึ่งปี เกือบจะเท่ากับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้สำหรับทั้งปีถัดไป
นั่นหมายความว่า เมื่อการดำเนินงานขยายสเกลขึ้นในปี 2026 ตัวเลขการขาดทุนจริง จะต้องพุ่งทะลุเพดานไปไกลกว่าที่ใครจะคาดคิด
คอลัมนิสต์จาก New York Times ถึงกับพาดหัวบทความว่า นี่คือสิ่งที่ทำให้เชื่อว่า OpenAI จะเงินหมด
โดยทำนายว่า ด้วยอัตราการเผาผลาญเงินระดับนี้ บริษัทจะมีเงินสดหมุนเวียนเหลือให้ใช้ได้อีกเพียงแค่ประมาณ 18 เดือนเท่านั้น…
แต่ปัญหาไม่ได้จบแค่เรื่องเงินในบัญชี เพราะการจะสร้างอาณาจักร AI ให้ได้อย่างที่ฝัน ต้องแลกมาด้วยต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มหาศาลจนน่าขนลุก
มีการประเมินว่า การสร้าง Data Center ให้รองรับความทะเยอทะยานของ OpenAI อาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์
และไม่ใช่แค่สร้างเสร็จแล้วจบ เพราะค่าไฟและค่าบำรุงรักษาที่จะตามมาในแต่ละปี อาจสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์
Bain & Company คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 ความต้องการไฟฟ้าสำหรับ AI ในสหรัฐฯ จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล
เพื่อให้ธุรกิจนี้อยู่รอดและคุ้มทุน มีการวิเคราะห์ว่า OpenAI จำเป็นต้องสร้างรายได้ให้ได้ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
เพื่อให้เห็นภาพว่าตัวเลข 2 ล้านล้านดอลลาร์นั้น เป็นเป้าหมายที่บ้าคลั่งแค่ไหน
ลองดูบริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Walmart หรือเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon
ทุกวันนี้ พวกเขามีรายได้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 6 แสนล้านดอลลาร์เท่านั้น
การที่ OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัป จะกระโดดไปทำรายได้ให้มากกว่า Amazon หรือ Walmart ถึง 3 เท่า เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ
นอกจากเรื่องเงินและพลังงานแล้ว ปัญหาทางเทคนิคและกฎฟิสิกส์ ก็กำลังเล่นงานพวกเขาอยู่
เรากำลังเจอกับภาวะที่ Moore’s Law หรือกฎของมัวร์ เริ่มทำงานได้ช้าลง
การจะพัฒนาชิปให้เร็วขึ้นเริ่มยากขึ้น แต่โมเดล AI กลับต้องการพลังงานมากขึ้นแบบทวีคูณ
กลายเป็นว่า ยิ่งพัฒนา ยิ่งเปลือง ยิ่งขาดทุน
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Sora โมเดลวิดีโอ AI ที่เคยสร้างความฮือฮา
รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังความสวยงามนั้น Sora กำลังเผาเงินค่ารันระบบวันละ 15 ล้านดอลลาร์
คิดเป็นเงินไทยก็หลายร้อยล้านบาทต่อวัน หรือตกปีละ 5 พันล้านดอลลาร์ โดยที่ยังไม่เห็นกำไรที่เป็นกอบเป็นกำ
ในขณะที่ปัญหาภายในยังแก้ไม่ตก ปัญหาภายนอกก็ดาหน้าเข้ามา
George Noble นักลงทุนชื่อดัง วิเคราะห์ไว้ว่า OpenAI กำลังพังทลายลงในแบบเรียลไทม์
คู่แข่งอย่าง Google ไม่ได้อยู่เฉยๆ พวกเขาปล่อย Gemini 3 ออกมา ซึ่งทำผลงานได้ดีกว่ามาก
จนทำให้ Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ถึงกับต้องส่งบันทึกภายใน ยอมรับว่าเป็นสถานการณ์ระดับ Defcon 1 หรือขั้นวิกฤตสูงสุด
สถิติไม่เคยโกหก ยอดผู้ใช้งานของ ChatGPT เริ่มลดลงต่อเนื่อง
ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Gemini มียอดผู้ใช้งานพุ่งไปแตะ 650 ล้านคนต่อเดือน
แถมยังมีคดีความที่ Elon Musk ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสูงถึง 1.34 แสนล้านดอลลาร์ โดยอ้างสิทธิ์ในหุ้นจากการลงทุนช่วงแรกเริ่ม
George Noble สรุปสถานการณ์ของ OpenAI ไว้อย่างสนใจว่า
OpenAI คือความโกลาหลวุ่นวาย ที่ถูกจับแต่งตัวให้ดูดีด้วยมูลค่าบริษัท 5 แสนล้านดอลลาร์
การที่ Nvidia ถอยฉากจากการลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทสองบริษัทคุยกันไม่ลงตัว
แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยที่บอกว่า คนในวงการเริ่มได้กลิ่นความไม่ชอบมาพากล
จริงอยู่ที่เรายังเห็นข่าวว่า Microsoft, Amazon หรือแม้แต่ Nvidia เอง ยังคงพยายามอัดฉีดเงินเข้าไป
ล่าสุดมีข่าวว่า Amazon อาจทุ่มเงินถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์
แต่คำถามสำคัญคือ เงินเหล่านี้จะยื้อชีวิตไปได้นานแค่ไหน
ในเมื่อถังน้ำมันของ OpenAI มีรูรั่วขนาดใหญ่ และดูเหมือนรูนั้นจะขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ
บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
พวกเขาลงทุนไปเยอะมาก จนถอยหลังไม่ได้ ต้องหลอกตัวเองและหลอกโลกว่า ทุกอย่างยังโอเค
เพราะถ้า OpenAI ล้ม มันจะไม่ใช่แค่บริษัทเดียวที่เจ็บ…
แต่มันอาจหมายถึงการระเบิดของ ฟองสบู่ AI ที่จะลากเอาเศรษฐกิจโลกพังครืนลงมาด้วย
บทวิเคราะห์จาก Will Lockett เตือนไว้ชัดเจนว่า บรรดานายธนาคารและนักลงทุนที่เคยปั่นกระแส AI เมื่อปีก่อน
ตอนนี้เริ่มออกมาส่งสัญญาณเตือนกันแล้วว่า เมื่อฟองสบู่ AI แตก มันจะทำให้เศรษฐกิจเราพังพินาศ
Sam Altman น่าจะเป็นคนที่แบกรับความกดดันไว้มากที่สุดในโลก
เบื้องหน้า เขาคือผู้นำเทคโนโลยีที่ดูมั่นใจ เป็นศาสดาของโลกยุคใหม่
แต่เบื้องหลัง เขาคือคนที่กำลังวิ่งวุ่นหาเงินมาอุดรูรั่วที่ไม่มีวันเต็ม โดยมีความหวังของบริษัทยักษ์ใหญ่และเศรษฐกิจโลกแขวนอยู่บนเส้นด้าย
บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้กำลังเดิมพันด้วยเงินหมื่นล้านแสนล้าน เพียงเพราะกลัวว่าจะ “ตกรถ” ในเทคโนโลยีใหม่
แต่หารู้ไม่ว่า รถคันนี้อาจจะกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งหน้าไปสู่หน้าผา…
References : [wsj, nytimes, reuters, medium, tomshardware, bain]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/signs-of-openais-collapse/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา