5 ก.พ. เวลา 09:06 • ข่าว

อยากให้รัฐสนับสนุนการฉีดวัคซีน PCV ป้องกันการติดเชื้อ ให้กับเด็กไทยทุกคนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวมาโดยตลอดว่า มีการพิจารณาโครงการที่จะฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ PCV ให้กับเด็กไทยทุกคนฟรี
แต่เนื่องจากในอดีต จำนวนเด็กเกิดแต่ละปีมีมาก ตลอดจนวัคซีนยังคงมีราคาค่อนข้างสูง เข็มละนับพันบาท จึงทำให้โครงการฉีดวัคซีนดังกล่าว ยังไม่ได้รับการอนุมัติ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ครอบครัวที่พอมีฐานะและมีความรู้ความเข้าใจ ก็ตัดสินใจฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับบุตรหลานของตนเองมาโดยตลอด ทำให้การเข้าถึงวัคซีนเป็นไปในลักษณะของความเหลื่อมล้ำทางสังคม
สำหรับคุณหมอที่ดูแลเด็ก ก็จะมีประสบการณ์ตรงว่า เด็กเหล่านี้มีโอกาสที่จะติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นที่ปอด เยื่อหุ้มสมอง กระแสเลือด ไซนัส หรือหูชั้นกลาง ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ลดอัตราการเสียชีวิต การพิการ การบกพร่องของสมองและการเรียนรู้ ตลอดจนหูพิการถาวร ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนการเก็บตัวเลข ข้อมูลและสถิติอย่างเป็นทางการที่สมบูรณ์ครบถ้วน เพื่อให้เพียงพอกับการพิจารณาความคุ้มค่าของประเทศไทย เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย
อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน จากที่เด็กเคยเกิดปีละ 1,000,000 คน ลดลงมาเหลือเพียงปีละ 400,000 คน
และวัคซีนที่เคยมีราคาเข็มละนับพันบาทบาท ได้ลดลงมาอยู่ในราคาเพียง 200 บาทเศษ และบางประเทศสามารถจัดซื้อได้ต่ำกว่า 200 บาทด้วย
จึงทำให้เราต้องหันกลับมาพิจารณาเรื่องการฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับเด็กไทยที่เกิดใหม่ทุกคนฟรีกันอย่างจริงจัง
แม้วัคซีนดังกล่าว จะเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ ในการลดการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตในเด็ก มีการฉีดแพร่หลายแล้วในหลายประเทศทั่วโลก ( 90% ของประเทศในโลก บรรจุวัคซีนชนิดนี้ในแผนการฉีดวัคซีน ) รวมทั้งมีหน่วยงานทางวิชาการออกมาให้ความเห็นสนับสนุนจำนวนมาก
แต่ก็ยังมีผู้ที่เห็นต่างว่า ยังไม่อยากให้ฉีดฟรีทุกคน โดยใช้หลักวิชาการทั้งทางด้านการแพทย์ ร่วมกับหลักทางด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เพื่อดูความคุ้มค่า
แล้วเกิดความไม่แน่ใจของกรรมการบางส่วนนั้นว่า อาจจะไม่คุ้มค่าสำหรับเงินที่เรามีอยู่จำกัด
เกิดความเห็นต่างของคณะกรรมการ ที่ต่างก็คิดเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม แต่เนื่องจากคำว่า ความคุ้มค่า สามารถตีความตามนิยามและความเข้าใจที่แตกต่างกันได้มาก แม้จะเรียนมาจากตำราเล่มเดียวกันก็ตาม เพราะเป็นเรื่องที่มีหลากหลายมิติ ที่จะต้องนำมาพิจารณา
เมื่อไม่สามารถมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ได้ จึงมีมติให้เป็นการฉีดนำร่องบางส่วนเท่าที่มีวงเงินงบประมาณไปพลางก่อน แล้วจะทำการติดตามศึกษาต่อไปว่า จะมีความคุ้มค่าหรือไม่อย่างไร
ต้องเรียนว่าการเริ่มฉีดนำร่องไปก่อน แล้วจะติดตามศึกษาความคุ้มค่า จะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากในโลกแห่งความจริง เพราะในทางวิชาการ เราไม่ได้เพาะเชื้อในเด็กที่ติดเชื้อทุกราย และการเพาะเชื้อก็ไม่ได้มีผลความไวที่จะปรากฏเชื้อเสมอไป
นอกจากนั้น การฉีดที่ไม่ครอบคลุมคนเป็นจำนวนมากพอ การวิเคราะห์ทางวิชาการที่จะสรุปว่าคุ้มค่าหรือไม่ ก็จะลดความถูกต้องแม่นยำลงไปอีกมาก
ดังนั้นผู้เขียนจึงอยากจะเสนอว่า เมื่อคณะกรรมการไม่สามารถหาข้อยุติที่อยู่บนมิติของตัวเลข สถิติ และนิยามของคำว่าความคุ้มค่าที่เป็นวิชาการเพียงมิติเดียวได้
ก็ควรจะใช้แนวความคิด ในเรื่องการคำนึงถึงความคุ้มค่า ในอีกมิติหนึ่งเพิ่มเติม สำหรับชีวิตของมนุษย์หรือประชาชนคนไทย
เพื่อให้ได้ข้อยุติร่วมกัน ที่จะได้ดำเนินโครงการ โดยที่ไม่ต้องรีรอเป็นโครงการนำร่อง
ถ้าจะใช้เงินภาษีประชาชน เพื่อดำเนินการให้เกิดประโยชน์กับประชาชนจริง อาจจะต้องพิจารณาให้กว้างกว่าการเปรียบเทียบความคุ้มค่าของการใช้เงินฉีดวัคซีนใหม่สำหรับประเทศไทย (แต่ใช้มานานหลายปีในหลายประเทศทั่วโลก) กับการฉีดวัคซีนเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นวัคซีนเก่าและมีราคาถูกมาก
ถ้าเราเปรียบเทียบความคุ้มค่ากับวัคซีนเก่า เราจะไม่มีโอกาสได้ฉีดวัคซีนใหม่ให้กับคนไทยหรือเด็กไทยได้เลย เพราะวัคซีนใหม่จะมีราคาสูงกว่าเสมอ
การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ กับการประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายในการรักษาเด็กที่ติดเชื้อเนื่องจากไม่ได้ฉีดวัคซีน เป็นเรื่องที่จะทำการศึกษาให้ได้ผลชัดเจนเป็นเอกฉันท์ได้ลำบาก
เราจึงควรขยายกรอบความคิดการเปรียบเทียบ ให้กว้างออกไปถึงความคุ้มค่าในมิติที่ว่า ถ้าไม่เปรียบเทียบกับวัคซีนเก่า แต่เปรียบเทียบโครงการการฉีดวัคซีนใหม่กับงบประมาณที่เราใช้อยู่ในวงการสาธารณสุขทั้งหมด
ก็จะเริ่มเห็นความคุ้มค่า ที่อาจจะเหมาะสมมากขึ้น
และถ้ามองไปไกลกว่านั้น
โดยเปรียบเทียบความคุ้มค่าของการฉีดวัคซีนเพื่อให้เด็กและเยาวชนไม่เจ็บป่วย จนต้องเข้าโรงพยาบาล เข้าไอซียูหรือบางรายเสียชีวิต ทำให้พ่อแม่ญาติพี่น้องมีความทุกข์ใจ หรือเสียเวลาทำงาน มีการสูญเสียรายได้ทางเศรษฐศาสตร์แล้ว
ก็จะพบว่าบางนโยบายที่รัฐกำลังดำเนินการอยู่ หรือกำลังคาดว่าจะดำเนินการถ้าได้รับการเลือกตั้งไปเป็นรัฐบาล เช่น เรื่องค่ารถไฟฟ้าเหมาจ่ายตลอดสาย แบบต่ำกว่าต้นทุนจริง หรือการมอบสวัสดิการสังคมอื่นๆ
ก็จะเห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า การฉีดวัคซีนให้กับเด็กทุกคน จะก่อให้เกิดความเสมอภาค ความเป็นธรรม ของรัฐสวัสดิการต่อประชาชนทุกคน
มากกว่าเรื่องรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นคนเพียงบางกลุ่มที่เข้าถึงรถไฟฟ้าได้ แล้วก็ไม่ใช่คนที่ยากจนที่สุดด้วย
อย่างไรก็ตาม โครงการต่างๆที่เป็นสวัสดิการของรัฐ ผู้เขียนเห็นว่าเราควรพยายามจัดให้เกิดขึ้น เพียงแต่ว่าเราต้องพิจารณาความคุ้มค่าในมิติที่กว้างขึ้นกว่าเดิม
เช่น กรณีโครงการฉีดวัคซีนให้กับเด็กทุกคน ซึ่งในแต่ละปีจะใช้งบประมาณในระดับหลักร้อยล้านบาท น่าจะสามารถสร้างความเป็นธรรม มีความคุ้มค่าทั้งที่เป็นตัวเงิน (In Cash) และทั้งที่ไม่เป็นตัวเงิน (In Kind) ได้มากกว่าอีกหลายๆโครงการ เช่น เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการรถไฟฟ้า หรือโครงการอื่นๆที่อยู่นอกกระทรวงสาธารณสุข
รัฐจึงควรสนับสนุนและอนุมัติ ให้ดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ PCV ให้กับเด็กไทยทุกคนโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม ให้คนทุกอาชีพ ทุกเศรษฐานะ ที่จะเข้าถึงความมั่นคง ปลอดภัย ในชีวิตบุตรหลานของตนเองอย่างเท่าเทียมกัน
Reference
สปสช
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย
สถาบันวัคซีนแห่งชาติ
คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข
โฆษณา