7 ก.พ. เวลา 03:00 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่าง ‘โหราศาสตร์’ กับ ‘ดาราศาสตร์’

Astronomy & Astrology: Two Sides of the Same Coin
ถึงจะอยู่ไกลเกินกว่าที่จะเอื้อมถึง แต่ ‘ดวงดาว’ ต่าง ๆ ส่งอิทธิพลต่อโลกมหาศาล จนมนุษย์ได้คิดค้นองค์ความรู้ที่เรียกว่า ‘โหราศาสตร์’ และ ‘ดาราศาสตร์’
Despite the distance, stars and constellations are closely related to all life on Earth. To explain phenomena in the sky, humans have created two sets of knowledge called ‘astrology’ and ‘astronomy.’
🔗 Read the article in English at: www.thaipbs.or.th/now/content/3639
ทั้งโหราศาสตร์และดาราศาสตร์ต่างมีดวงดาวเป็นพื้นฐานเหมือนกัน และถูกพัฒนาค่อนข้างจะคู่ขนานกันมานานนับพันปี ยกตัวอย่างเช่นชาวจีนที่สามารถระบุชื่อดาวได้ตั้งแต่ 1,300 ปีก่อน พร้อมทั้งแบ่งท้องฟ้าออกเป็น 28 หมู่นักษัตรตามคติความเชื่อ ยิ่งในภาษาอังกฤษ รากศัพท์คำว่า ‘astrology’ (โหราศาสตร์) และ ‘astronomy’ (ดาราศาสตร์) ก็ย้ำไว้เป็นนัยว่า ทั้ง 2 ศาสตร์นี้ตั้งต้นจากสิ่งเดียวกัน โดย ‘astro-’ มาจากภาษากรีกโบราณ ‘ἄστρον [อัสตรอน]’ แปลว่า ‘ดาว’ หรือ ‘αστέρι [อัสเตริ]’ ในภาษากรีกปัจจุบัน
กระนั้นก็ดี ดาราศาสตร์แยกตัวออกจากโหราศาสตร์ จนกลายเป็น ‘วิทยาศาสตร์’ ได้ หลังจากกาลิเลโอ กาลิเลอิ ยกกล้องโทรทรรศน์ขึ้นส่องฟ้าในปี พ.ศ. 2152 (ค.ศ. 1609) 3 ศตวรรษถัดมา มนุษย์ก็ ‘เอื้อม’ ถึงดวงจันทร์ได้สำเร็จด้วยภารกิจอะพอลโล 11 ของ NASA เมื่อปี 2512 (ค.ศ. 1969) ขณะที่โหราศาสตร์ถูกผูกโยงกับ ‘ความเชื่อ’ หรือคำว่า ‘สายมู’ ในทุกวันนี้ อีกทั้งยังบ่งบอกวันสำคัญทางศาสนาหรือลัทธิความเชื่อต่าง ๆ จนเกิดพิธีกรรมตามมาในสังคม
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง แม้จะมองสิ่งเดียวกัน แต่มนุษย์กลับ ‘อ่าน’ ดวงดาวต่างกันไปคนละทาง แต่ละคืน บ้างอาจอยากรู้ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์นั้นนี้ ส่วนบางคงเฝ้ารอสัญญาณจากนภาและคำทำนายโหราศาสตร์ คำถามที่น่าคิดต่อก็คือ จริง ๆ แล้ว ธรรมชาติบอกอะไร และส่งอิทธิพลต่อ ‘เรา’ อย่างไรบ้างผ่านดวงดาว ?
ความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่าง 'ดาราศาสตร์' กับ 'โหราศาสตร์'
นิยาม ‘ความแม่น’ ระหว่างโหราศาสตร์กับดาราศาสตร์
โหราศาสตร์และดาราศาสตร์ล้วนศึกษาดวงดาวเหมือนกัน แต่วัตถุประสงค์ต่างกัน ศาสตร์แรกใช้ดวงดาวต่าง ๆเป็น ‘ดัชนี’ อย่างหนึ่งว่า คนคนหนึ่งน่าจะมีชีวิตเป็นอย่างไร โหรต้องอาศัยวันเวลาเกิด ปัจจัยแวดล้อม สถิติดวงดาว และ ‘ศิลปะการตีความ’ มาประกอบการ ‘พยากรณ์’ ร่วมด้วย ส่วนศาสตร์ที่สองสนใจว่า ดวงดาว ดาราจักร และจักรวาลเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วปรากฏการณ์บนฟากฟ้าส่งผลอย่างไรต่อมนุษย์บ้าง นักดาราศาสตร์จะต้องตั้งสมมติฐาน และ ‘พิสูจน์’ ตามหลัก ‘วิทยาศาสตร์’
แน่นอนว่า ความถูกผิดของทฤษฎีดาราศาสตร์จะรู้ได้ต่อเมื่อมีการทดลองแล้ว อีกทั้งยังสามารถถูกโต้แย้งและหักล้างได้เสมอ หากมีคำอธิบายที่ดีกว่าปรากฏขึ้นมา แต่ ‘ความแม่น’ ของการทำนายทางโหราศาสตร์ล่ะ จะวัดให้เห็นชัดได้อย่างไร ?
“ในเชิงพยากรณ์ ถ้าถูกต้องสัก 70-80 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าแม่นแล้วครับ แล้วนักพยากรณ์ก็วัดจาก ‘ฟีดแบ็ก’ [คำตอบกลับของผู้รับคำทำนาย] หรือลูกค้าเก่ากลับมา” อ.วรพล ไม้สน กรรมการมูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยฯ และอดีตเลขาธิการสมาคมดาราศาสตร์ไทย ให้ความเห็นในวงสนทนาของงาน ‘Hora Star Paradox ส่องดาว เล่าดวง รหัสฟ้า…ชะตาคน’ ที่จัดขึ้นช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 โดยไทยพีบีเอสและ NARIT (สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน))
สิ่งที่ดูจะซับซ้อนในการพิสูจน์ความแม่นในทำนายทางโหราศาสตร์ – หรือการดูดวงแบบใดก็ตาม – อยู่ที่ว่า ผู้ทำนายจะ ‘พูด’ คำพยากรณ์ออกมาอย่างไร แล้วคนรับคำทำนายจะเห็นว่า คำพยากรณ์นั้นตรงกับประสบการณ์ของตัวเองอย่างไร ในวงสนทนาของงาน ‘Hora Star Paradox’ ดร.พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ได้แบ่งปันประสบการณ์ดูดวงขณะที่ยังเป็นนักศึกษา
“เขา [คนที่ดูดวงให้] บอกว่า ‘คุณจะต้องทำงานร่วมกับคนที่ไม่ดี’ เราก็ไม่เชื่อเขานะ แต่พอมาดูชีวิตเราอีกที... ช่วงเวลาประมาณ 20 กว่าปี [ที่เป็นทนาย] ก็ต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ เอาคนผิดมาลงโทษ เพราะตอนนั้นเราทำงานด้านลิขสิทธิ์ แล้วมันมีเทปผีซีดีปลอมเยอะ ก็อาจจะเป็นเรื่องนี้” ดร.พิเศษ เล่า “แต่ตอนนั้น เราก็ว่าเขา [คนที่ดูดวงให้] ว่า ‘ไม่แม่นเลย’ เขาก็หน้าเสียเลย (หัวเราะ)”
ดร.พิเศษ กล่าวต่อว่า เขาเชื่อใน ‘birth chart’ หรือพื้นดวงเกิด ในฐานะเครื่องมือที่ทำให้คนเรา “รู้จักตัวเอง” และ “ยืนยันตัวตนเพื่อให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง” แต่ส่วนตัวนั้น ดร.พิเศษ ไม่ได้เชื่อใน ‘คำทำนายล่วงหน้า’ จากโหราศาสตร์
ด้านดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ มองว่า ในทางวิทยาศาสตร์ ดวงดาวนั้นย่อมส่งผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อยู่แล้ว ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ดวงอาทิตย์ส่งความร้อนและความอบอุ่นต่อมนุษย์ และดร.ศรัณย์เองก็เคยศึกษาโหราศาสตร์เป็นเวลาหลายปี แต่สุดท้าย เขา “ไม่เชื่อ” ว่า ดวงดาวจะกำหนดเส้นทางชีวิตของปัจเจกแต่ละคนได้
“โหราศาสตร์เป็นความเชื่อนะครับ และมัน ‘falsifiable’ [พิสูจน์ว่าถูกหรือผิด] ไม่ได้ แต่ [ในความคิดของผม] มันเป็น ‘coincidence’ หรือเหตุบังเอิญ… ผมไม่ได้ไปลบหลู่เขานะครับ ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อแล้วต้องไปลบหลู่ เพียงแต่ว่า มันก็ทางใครทางมันครับ สุดท้ายแล้ว [ชีวิต] อยู่ที่ ‘กรรม’ คือการกระทำของตัวเอง” ดร.ศรัณย์ “[ทั้งนี้] ถ้าเราไม่มีความเชื่อใด ๆ เลยก็ไม่ได้นะครับ เพราะว่าจะไม่มีคุณธรรมหรือคำว่าดีชั่ว ใช่ไหมครับ แต่เราต้องมีสมดุลระหว่างความเชื่อกับความรู้ควบคู่กันไป”
ภาพจากงาน 'Hora Star Paradox ส่องดาว เล่าดวง รหัสฟ้า...ชะตาคน' เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569
โหราศาสตร์และดาราศาสตร์ในฐานะ ‘สื่อกลาง’ เชื่อมโยงใจผู้คน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า โหรศาสตร์หลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตคนไทย พร้อมทั้งมีการศึกษามาอย่างยาวนาน จนได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ เมื่อปี 2557 และถึงเรื่อง ‘ความเชื่อ’ จะขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและประสบการณ์ของแต่ละคน แต่โหราพยากรณ์ก็ช่วยให้ผู้คนได้ ‘พูดคุยสารทุกข์สุกดิบ’ กันก่อนที่โลกจะรู้จักคำว่า จิตวิทยาและการบำบัด ตามความเห็นของดร.แทนไท ประเสริฐกุล นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ เจ้าของรายการ Witcast
“ผมรู้สึกว่า การดูดวง – ไม่ว่าจะด้วยดวงดาว ลายมือ หรืออะไรก็แล้วแต่ – ผมมองว่า มันเป็น ‘เครื่องมือ’ ที่ให้คนสองคนได้มานั่งด้วยกัน แล้วก็หารือเรื่องชีวิตกัน มากกว่าที่จะเป็นเกี่ยวกับตัวดวงดาวจริง ๆ”
ด้านกรทอง วิริยะเศวตกุล นักสื่อสารดาราศาสตร์และเจ้าของเพจ KornKT กล่าวว่า การไปดูดวงผ่านดาวก็สามารถสะท้อนถึงสภาพจิตใจของผู้คน รวมถึงความเป็นไปทางเศรษฐกิจ-สังคมเป็นนัย ๆ ด้วยเช่นกัน “ถ้ามองไปถึงโครงสร้างของสังคมว่า การที่เราต้องพึ่งพากับดวงเนี่ย มันคือความไม่แน่นอนครับ อาจมองในภาพเศรษฐกิจว่า จะมีเงินพอไหม จะมีงานแน่นอนไหม จะไม่โดนไล่ออกหรือเปล่า จะได้ที่เรียนที่ดีหรือเปล่า... มันก็ย้อนกลับไปถึงภาพกว้างไว้ว่า เรามีอุปสงค์และความต้องการ มากกว่าอุปทานที่มีให้”
12 กลุ่มดาวจักรราศี
ในฐานะคนทำคอนเทนต์ กรทองให้ความเห็นต่อว่า ความสนใจของผู้คนเกี่ยวกับโหราศาสตร์ ก็อาจเป็น “จุดเริ่มต้นที่ดี” ให้ผู้คนเหล่านี้ศึกษาเรื่องดาราศาสตร์ต่อไป ส่วนคนทำสื่อเองก็ต้องหาวิธีการถ่ายทอดเรื่องวิทย์ให้น่าติดตามด้วย “ส่วนในมุมของผม เราทำสื่อด้านอวกาศ ก็จะเป็นงานของเราว่า จะทำอย่างไรให้คนมาอินต่อ ถ้าเขาอินเรื่องการดูดวง เราจะดึงว่า ‘เฮ้ย เรื่องอวกาศก็น่าดูเหมือนกันนะ’ มันมีเรื่อง ‘ว้าว’ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเขาได้เหมือนกัน” กรทองกล่าว
เมื่อพูดถึงสื่อ ปัจจุบัน สื่อต่าง ๆ ก็นำเสนอทั้งเรื่องดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ผ่านหลากหลายมุมมอง แต่สำหรับสื่อสาธารณะล่ะ จะสะท้อนเรื่องราว ‘โหราศาสตร์’ ในสังคมอย่างไร ?
“คำว่า ‘สื่อสาธารณะ’ หมายความว่า เราต้องสะท้อนทั้งความคิดและมุมมองที่หลากหลายนะครับ เราจะต้องทำให้เขาเห็นครับว่า อะไรที่เป็นประโยชน์กับสังคมและตัวเขาเอง” ดร.พิเศษ ตอบ “เช่นเรื่องโหราศาสตร์... ถ้าบางสิ่งบางอย่างบอกเขาว่าจะมี ‘พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก’ ก็คือปัญหา ความยากลำบากใช่ไหมครับ เราก็อยากจะให้คนมีวิจารณญาณกับองค์ความรู้ และตอบโต้ [กับสถานการณ์เช่นนั้น] อย่างมีพละกำลังที่จะไปต่อได้ครับ”
ภาพจากงาน 'Hora Star Paradox ส่องดาว เล่าดวง รหัสฟ้า...ชะตาคน' เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569
ดวงดาวบนฟากฟ้าบอกอะไรหลายอย่างแก่มนุษย์เราเสมอ และมีหลากหลายแนวทางให้เราตีความ อย่างไรก็ดี ต่อให้ไม่คิดถึงเรื่องดาราศาสตร์หรือโหราศาสตร์ การแหงนหน้าดูดาวเฉย ๆ ก็อาจทำให้เราหลบลี้ความวุ่นวาย และนำพาให้เราพบเจอกับความสงบในใจได้ สุดท้ายแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะ “เลือก” มองดาวแบบใดกัน
วิเคราะห์ความเชื่อมโยงกับความย้อนแย้งของ ‘โหราศาสตร์’ และ ‘ดาราศาสตร์’ ในรูปแบบ data visualization ผ่านโปรเจกต์ Hora • Star • Paradox ดู(ดวง)ดาว ความย้อนแย้งระหว่าง “อ่านดวง” กับ “อ่านดาว” ได้แล้ววันนี้ ที่: www.thaipbs.or.th/TheVisualStar
แขกรับเชิญ: ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา, อ.วรพล ไม้สน, กรทอง วิริยะเศวตกุล, ดร.แทนไท ประเสริฐกุล และดร.พิเศษ จียาศักดิ์
สัมภาษณ์: สิปปกร ศรีครุตวสนะ และธนบัตร ลิ้มธนสาร
เรียบเรียงและแปล: พีรชัย พสุทันท์
ภาพจากงาน 'Hora Star Paradox ส่องดาว เล่าดวง รหัสฟ้า...ชะตาคน' เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569
โฆษณา