วันนี้ เวลา 12:00 • ธุรกิจ

ยุคทรัมป์คล้าย ‘ราชานิยมใหม่’ ยึดสายสัมพันธ์ ‘เหนือกว่า’ สถาบัน อำนาจรวมศูนย์รอบผู้นำ

ตั้งแต่นโยบายแบบคาดเดาไม่ได้ ไปจนถึงการข่มขู่องค์กรอิสระและภาคเอกชน ทำให้นักวิชาการมองว่า การเมืองทรัมป์ คล้ายแนวคิด ‘ราชานิยมยุคใหม่’ ซึ่งมักถูกกำหนดผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัว ความภักดี และผลประโยชน์ของกลุ่มคนวงใน มากกว่าการพิจารณาผลประโยชน์สาธารณะหรือยุทธศาสตร์ระยะยาว
ในการดำเนินนโยบายของปธน.ทรัมป์ หลายครั้งดูราวกับ “ฉีกทิ้งระเบียบโลกเดิม” ไม่ว่านำสหรัฐออกจากองค์การอนามัยโลก มุ่งหวังผนวกแคนาดาและกรีนแลนด์ เปิดไฟเขียวขายอาวุธให้กัมพูชาได้ ทั้งที่ประเทศนี้พัวพันอาชญากรรมสแกมเมอร์ และละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง
ไม่เพียงเท่านั้น ปธน.ผู้นี้ยังได้โพสต์ขู่ดำเนินคดีประธานธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งบั่นทอนกฎการไม่แทรกแซงองค์กรอิสระที่สหรัฐยึดมั่นมา
ปรากฏการณ์ฉีกแนวเช่นนี้ ก่อให้เกิดการถกเถียงในแวดวงวิชาการ และการวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศว่า ประธานาธิบดีผู้นี้มองโลกอย่างไร ทำไมถึงตัดสินใจเช่นนั้น และสหรัฐควรมีบทบาทแบบใดในเวทีโลก
ทว่ามีทฤษฎีหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก คือ แนวคิด “ราชานิยมยุคใหม่” หรือ “นีโอโรยัลลิซึม” (Neoroyalism) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า รูปแบบการปกครองของทรัมป์ มีความคล้ายคลึงกับ “ราชวงศ์ในศตวรรษที่ 16” อย่างทิวดอร์ และฮับส์บวร์ก มากกว่าลักษณะนักการเมืองแบบปัจจุบัน
คำว่า “นีโอโรยัลลิซึม” ถูกบัญญัติขึ้นโดยนักรัฐศาสตร์สองคนคือ อับราฮัม แอล. นิวแมน และสเตซี ก็อดดาร์ด เพื่ออธิบายสภาวะที่นโยบายเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก ไม่ได้ถูกกำหนดบนฐานของผลประโยชน์แห่งชาติ ความสามารถในการแข่งขัน หรือการเติบโตระยะยาว หากแต่ยึดโยงกับ “สายสัมพันธ์ส่วนตัว ครอบครัว และเครือข่ายธุรกิจ” เป็นศูนย์กลาง
ในสหรัฐ “นโยบายต่างประเทศได้กลายเป็นเครื่องมือในการ ‘ส่งผ่านเงินและสถานะ’ ให้แก่ทรัมป์และกลุ่มคนใกล้ชิดที่สุดของเขา” นักวิชาการทั้งสองอธิบายในบทความแสดงความคิดเห็นล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน The New York Times พร้อมระบุว่า “แทนที่จะเลือกแข่งขันกับคู่แข่ง ทรัมป์กลับยอมสมยอมร่วมมือกับพวกเขา เพื่อผลักดันผลประโยชน์เฉพาะ ‘กลุ่มราชสำนัก’ ของตนเอง”
เหตุผลที่แนวคิด “ราชานิยมยุคใหม่” ถูกพูดถึงอย่างมาก เพราะสะท้อน “ลักษณะการใช้อำนาจ” ของปธน.ทรัมป์ได้ชัดเจน ได้แก่ การตัดสินใจแบบรวมศูนย์ที่มีผู้นำเป็นศูนย์กลาง นโยบายที่กลับไปกลับมา ขาดความต่อเนื่องและคาดเดาได้ยาก ท่าทีไม่ให้ความสำคัญหรือดูแคลนกติกานานาชาติและสถาบันที่สหรัฐเคยยึดถือมาอย่างยาวนาน รวมถึงบุคลิกส่วนตัวที่แสดงความชื่นชมต่อราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งยิ่งตอกย้ำภาพ “ผู้นำแบบราชานิยม”
ไม่เพียงเท่านั้น ทฤษฎีนี้มองว่า ระบบการเมือง–เศรษฐกิจภายใต้ทรัมป์ มีลักษณะคล้ายกับการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนใกล้ชิด และกำหนดนโยบายเพื่อผลประโยชน์ของเครือข่าย มากกว่าประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่ผู้นำอำนาจนิยมอย่างเฟอร์ดินานด์ มาร์กอสแห่งฟิลิปปินส์ และวลาดีมีร์ ปูตินแห่งรัสเซียเคยใช้มาแล้ว ตามมุมมองของนักรัฐศาสตร์ทั้งสองท่าน
อ่านเนื้อหาต่อได้ที่:
โฆษณา