8 ก.พ. เวลา 02:09 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

เส้นทางสู่ชิป 1 nm ความจริงหลังแผ่นเวเฟอร์เทคโนโลยีที่เป็นไปได้จริงหรือแค่ฝัน?

ในวงการดนตรีร็อก เรามักได้ยินข่าวลือเรื่องการเสียชีวิตของซูเปอร์สตาร์อยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่พวกเขายังคงเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตกันอย่างบ้าคลั่ง
โลกของเทคโนโลยีก็เช่นกัน กฎเหล็กอย่าง “Moore’s Law” ถูกประกาศว่าจะตายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ครั้งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
1
นักวิเคราะห์หลายคนต่างฟันธงว่า มันจบแล้ว เราไม่สามารถย่อส่วนชิปคอมพิวเตอร์ให้เล็กไปกว่านี้ได้อีก ขีดจำกัดทางฟิสิกส์กำลังขวางทางเราอยู่…
1
แต่วันนี้ที่ “Stanford” ใจกลางของ “Silicon Valley” จุดกำเนิดของนวัตกรรมเปลี่ยนโลก บรรยากาศกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เพราะที่นี่ “Moore’s Law” ไม่เพียงแต่ยังมีชีวิตอยู่ แต่มันกำลังกลายร่างเป็นสิ่งใหม่ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
1
เรากำลังพูดถึงการเดินทางจากระดับ “2 nm” ไปสู่โลกใหม่ที่เราไม่เคยจินตนาการถึง
1
ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟนหรือแล็ปท็อปที่พวกเราใช้ทำงาน หรือแม้แต่สมองกลอัจฉริยะอย่าง “Chat GPT”
ทุกสิ่งล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งประดิษฐ์ขนาดจิ๋วเพียงชิ้นเดียวที่เรียกว่า “Transistor”
สวิตช์ระดับนาโนเหล่านี้ทำหน้าที่เปิดและปิดหลายพันล้านครั้งต่อวินาที เปรียบเสมือนหัวใจเต้นระรัวที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายดิจิทัลของเรา
1
เคยสังเกตไหมว่า ทำไมยักษ์ใหญ่อย่าง “NVIDIA” “Google” หรือ “Apple” ถึงพยายามสร้างชิปคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง
คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เพราะสมรภูมิที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ซอฟต์แวร์ แต่มันกำลังเกิดขึ้น “ภายใน” ตัวชิป
1
ลองดูสิ่งที่ “NVIDIA” กำลังทำ ชิป “Blackwell” รุ่นปัจจุบันของพวกเขาที่อัดแน่นไปด้วย “Transistor” หลายหมื่นล้านตัว
1
แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือแพลตฟอร์มในอนาคตที่ชื่อว่า “Rubin”
พวกเขากำลังพูดถึงตัวเลขระดับ “1.3 quadrillion transistors” ที่อัดแน่นอยู่ในเซิร์ฟเวอร์เดียว…
1
เพื่อให้เห็นภาพ 1 quadrillion คือเลข 1 ตามด้วยศูนย์ 15 ตัว
ตัวเลขนี้มันมหาศาลจนแทบจะจินตนาการไม่ออก และนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในขณะนี้
แต่มีความจริงข้อหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไป
ในขณะที่ความสามารถของ AI เพิ่มขึ้นสองเท่าในทุกๆ 7 เดือน แต่ประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์พื้นฐานกลับโตตามไม่ทัน
1
ช่องว่างตรงนี้คือกุญแจสำคัญ หากเราแก้โจทย์นี้ไม่ได้ การปฏิวัติ AI ที่เราฝันถึงอาจจะต้องสะดุดลง
1
เพื่อให้เข้าใจว่าเราจะไปต่อได้อย่างไร เราต้องย้อนกลับไปมองรากฐานของมัน นั่นคือการออกแบบ “Transistor”
1
ในอดีตการออกแบบชิปนั้นเปรียบเสมือนการสร้างบ้านชั้นเดียวบนที่ดินกว้างๆ
1
เราเรียกเทคโนโลยีสมัยนั้นว่า “Planar Transistor” โครงสร้างมันเรียบง่าย เป็นแบบ 2 มิติแบนราบวางอยู่บนแผ่นซิลิคอน
1
หลักการทำงานก็เหมือนก๊อกน้ำ เรามีประตูที่เรียกว่า “Gate” คอยเปิดปิดยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน
หน้าที่ของวิศวกรในยุคนั้นคือการย่อส่วน ทำให้ก๊อกน้ำนี้เล็กลง วางเรียงกันให้ชิดขึ้น
1
แต่แล้ววันหนึ่ง เทคโนโลยีนี้ก็วิ่งไปชนกำแพง…
เมื่อเราย่อก๊อกน้ำให้เล็กลงจนถึงจุดหนึ่ง เราพบว่าวาล์วเริ่มปิดน้ำไม่สนิท กระแสไฟฟ้าเกิดการรั่วไหล
1
แม้เราจะสั่งปิดสวิตช์แล้ว แต่ไฟฟ้าก็ยังไหลผ่านไปได้ เปรียบเหมือนก๊อกน้ำที่หยดติ๋งๆ ตลอดเวลา
1
นั่นหมายถึงความร้อนจี๋และการกินพลังงานมหาศาล “Planar Transistor” มาถึงทางตัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
1
วิศวกรต้องคิดใหม่ทำใหม่ ในเมื่อวางราบกับพื้นแล้วมันคุมไม่อยู่ พวกเขาจึงจับช่องทางเดินกระแสไฟ “ตั้งขึ้น”
จินตนาการเหมือนครีบฉลามที่โผล่พ้นน้ำ หรือครีบปลาที่ตั้งตระหง่านอยู่บนแผ่นซิลิคอน
1
เทคโนโลยีนี้จึงถูกเรียกว่า “FinFET”
1
การที่มีตัวคุม 3 ด้าน ทำให้เรากลับมาควบคุมการเปิดปิดไฟได้แม่นยำอีกครั้ง และนี่คือเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลกเรามาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
1
ชิปในมือถือที่พวกเราใช้อยู่ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็ยังสร้างบนพื้นฐานของ “FinFET”
1
แต่กฎของฟิสิกส์นั้นโหดร้ายและไม่เคยปรานีใคร
เหมือนนักวิ่งมาราธอนที่วิ่งมาไกลจนหมดแรง “FinFET” เองก็เริ่มเข้าสู่ขีดจำกัดเมื่อเราพยายามย่อมันให้เล็กกว่า “3 nm”
1
ปัญหาเดิมเริ่มกลับมาหลอกหลอน การควบคุมกระแสไฟเริ่มทำได้ยากขึ้น และพื้นที่เริ่มไม่เพียงพอ
1
ถึงเวลาที่ต้องปฏิวัติรูปทรงกันอีกครั้ง และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา
แทนที่จะเป็นครีบตั้ง เราจับมัน “นอนตะแคง” แล้วซ้อนกันเป็นชั้นๆ เหมือนแผ่นกระดาษ
1
เทคโนโลยีนี้คือ “Gate-all-around” หรือ “Nanosheet”
1
ความอัจฉริยะของมันคือ เมื่อเราจับแผ่นตัวนำนอนลง เราสามารถเอาตัว “Gate” เข้าไปหุ้มมันได้รอบทิศทางทั้ง 4 ด้าน
การสัมผัสที่มากขึ้นหมายถึงการควบคุมที่เด็ดขาดที่สุดเท่าที่เคยมีมา
นี่คือไม้ตายที่ “TSMC” กำลังเร่งผลิตให้กับลูกค้ารายใหญ่อย่าง “Apple” และ “AMD”
แต่เมื่ออัด “Transistor” ลงไป 300 ล้านตัวในพื้นที่เพียง 1 ตารางมิลลิเมตร ความวุ่นวายไม่ได้อยู่ที่ตัวชิปเพียงอย่างเดียว
1
แต่อยู่ที่การเดินสายไฟ…
1
ลองนึกภาพตึกระฟ้าที่มีคนอยู่มหาศาล แต่ท่อน้ำและสายไฟทั้งหมดต้องเดินลอยอยู่บนฝ้าเพดานชั้นบนสุด
มันยุ่งเหยิงและกินพื้นที่มหาศาล จนแทบไม่มีที่ว่างให้สัญญาณข้อมูลวิ่ง
1
วิศวกรจึงเกิดไอเดียที่บ้าบิ่นที่สุด นั่นคือ “Backside Power Delivery”
1
จากเดิมที่สายไฟและสายสัญญาณแย่งที่กันอยู่ด้านบน พวกเขาย้ายสายจ่ายไฟทั้งหมดลงไปไว้ใต้ดิน หรือด้านหลังของชิป
1
แล้วปล่อยให้ด้านบนเป็นที่วิ่งของสัญญาณข้อมูลล้วนๆ
การแยกถนนกันเดินแบบนี้ ทำให้การจ่ายไฟเสถียรขึ้น และสัญญาณวิ่งได้เร็วขึ้น นี่คือเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลก AI ในปีหน้า
1
แน่นอนว่าการจะสร้างโครงสร้างที่ซับซ้อนขนาดนี้ เราต้องการเครื่องมือที่แม่นยำระดับพระเจ้า
1
นี่คือบทบาทของเครื่องจักรจาก “ASML” ที่เรียกว่า “High NA EUV”
1
มันเปรียบเสมือนการเปลี่ยนจากพู่กันหัวใหญ่ มาเป็นปากกาเข็มที่มีความละเอียดระดับอะตอม
ทำให้เราวาดเส้นสายที่เล็กระดับนาโนเมตรลงไปได้
1
ทว่า… แม้จะมีเครื่องมือที่แพงระยับและดีไซน์ใหม่ล่าสุด แต่ “Silicon” เพื่อนยากที่อยู่กับเรามา 50 ปี กำลังจะบอกเลิกเรา
1
เมื่อเราย่อสเกลลงไปจนถึงระดับ “1 nm” หรือ “10 Angstroms”
1
คุณสมบัติของ “Silicon” จะเริ่มพังทลาย มันบางเกินไปจนไม่สามารถกักเก็บอิเล็กตรอนได้
1
เราจึงต้องเดินทางเข้าสู่บทใหม่ของเรื่องนี้ นั่นคือโลกยุค “Post-Silicon”
1
ในอนาคตอันใกล้ ตามแผนที่นำทางของ “imec” เราจะได้เห็นสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า “CFET”
จำ “Nanosheet” ที่เราเอาแผ่นมาวางซ้อนกันได้ไหมครับ…
“CFET” คือการเอากองแผ่นเหล่านั้น มาวางซ้อนบนกองแผ่นอีกชุดหนึ่ง
1
เหมือนเรากำลังสร้างคอนโดมิเนียมซ้อนบนคอนโดมิเนียม เรากำลังขยายเมืองในแนวตั้งอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อประหยัดที่ดิน
1
และความท้าทายที่สุดคือการเปลี่ยนวัสดุ
1
ในทศวรรษหน้า เราอาจต้องบอกลา “Silicon” ในบางเลเยอร์ แล้วหันไปใช้วัสดุ 2 มิติ หรือ “2D Materials”
1
เช่น “Molybdenum disulfide” หรือ “Tungsten disulfide”
ความพิเศษของวัสดุพวกนี้คือ มันมีความหนาเพียง “หนึ่งอะตอม” เท่านั้น
1
แต่กลับนำไฟฟ้าได้ดีเยี่ยมและควบคุมการรั่วไหลได้ดีกว่า “Silicon” มหาศาล
1
มันคือวัสดุในฝันสำหรับการสร้างชิปในระดับอะตอม
แต่การทำงานกับวัสดุที่บางเท่าอะตอม เปรียบเสมือนการสร้างปราสาทจากแผ่นกระดาษทิชชูที่เปียกน้ำ
1
มันเปราะบางและยากต่อการผลิตอย่างเหลือเชื่อ
1
วิศวกรต้องเรียงมันให้ตรงเป๊ะในระดับ “Angstrom” ห้ามพลาดแม้แต่นิดเดียว เพราะนั่นหมายถึงชิปทั้งตัวจะใช้การไม่ได้
1
นอกจากตัวประมวลผลแล้ว อีกหนึ่งคอขวดที่สำคัญคือหน่วยความจำ
1
ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์เราเร็วมาก แต่สมองส่วนความจำกลับตามไม่ทัน
เราเรียกภาวะนี้ว่า “Memory Wall” หรือกำแพงแห่งหน่วยความจำ
1
ต่อให้ “NVIDIA” สร้างชิปที่คำนวณเร็วแค่ไหน แต่ถ้าส่งข้อมูลไปให้มันไม่ทัน ความเร็วนั้นก็ไร้ความหมาย
แนวคิด “CMOS 2.0” จึงเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้
มันคือการเลิกยัดทุกอย่างลงบนแผ่นเดียวกัน แต่ใช้วิธีแยกชิ้นส่วนสร้าง แล้วนำมาประกอบกันแบบ 3 มิติ
1
เหมือนแซนด์วิช ชั้นหนึ่งเป็นสมองคำนวณ อีกชั้นเป็นความจำ อีกชั้นเป็นตัวจ่ายไฟ
1
การทำแบบนี้ทำให้เราสามารถใช้วัสดุที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละหน้าที่ได้ ไม่ต้องฝืนใช้ “Silicon” ทำทุกอย่างอีกต่อไป
1
แล้วทั้งหมดนี้… มันมีความหมายอย่างไรกับโลกการลงทุนและตัวเรา
ความซับซ้อนมหาศาลในการผลิตชิปจากระดับ “FinFET” สู่ “CFET” หมายความว่าต้นทุนในการผลิตชิปจะพุ่งสูงขึ้น
1
หมดยุคแล้วที่เทคโนโลยีจะถูกลงเรื่อยๆ ในอนาคต “Wafer” หนึ่งแผ่นจะมีราคาสูงลิ่ว
1
บริษัทที่จะอยู่รอดในเกมนี้ได้ ต้องเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีสายป่านยาวพอที่จะลงทุนในวิจัยและพัฒนา
1
เราจะเห็นการแบ่งขั้วที่ชัดเจนขึ้น ผู้เล่นอย่าง “TSMC” “Samsung” และ “Intel” จะต้องต่อสู้กันอย่างดุเดือด
เพราะใครที่ก้าวพลาดในเทคโนโลยีระดับ “Angstrom” อาจหมายถึงการหลุดจากวงโคจรไปตลอดกาล
1
สำหรับนักลงทุน นี่คือสัญญาณที่บอกว่าอุตสาหกรรม “Semiconductor” ยังเป็นเครื่องจักรการเติบโตของโลก
แต่อาจจะกระจุกตัวอยู่แค่ผู้ชนะไม่กี่ราย
1
เครื่องมืออย่าง “ASML” หรือ “Applied Materials” จะกลายเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของห่วงโซ่อุปทานนี้
1
และสำหรับพวกเราในฐานะผู้ใช้งาน
การที่ “Moore’s Law” ยังไม่ตาย และกำลังกลายร่างไปสู่รูปแบบสามมิติที่ซับซ้อนขึ้น
1
หมายความว่าความฝันที่เราจะมี AI ที่ฉลาดล้ำเลิศ การแพทย์ที่แม่นยำ หรือโลกเสมือนจริงที่สมบูรณ์แบบ ยังคงมีความเป็นไปได้
1
เพียงแต่เส้นทางจากนี้ไป มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
แต่โรยด้วยอะตอมของวัสดุใหม่ๆ และความท้าทายทางวิศวกรรมที่ยากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
1
สิ่งที่เราเรียนรู้จาก “Stanford” ในวันนี้คือ มนุษย์ไม่เคยยอมจำนนต่อขีดจำกัด
1
เมื่อเราชนกำแพง เราไม่ได้หยุดเดิน แต่เราเลือกที่จะสร้างบันไดเพื่อปีนข้ามมันไป
1
และบันไดขั้นต่อไปที่ชื่อว่า “CFET” และชิปที่มี “Transistor” หลัก quadrillion ตัว ก็กำลังถูกสร้างขึ้นแล้ว
1
ในห้องแล็บที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้…
References : [imec-int, asml, nvidia, tsmc, ieee]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/the-path-to-1-nm-chips/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา