Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
9 ก.พ. เวลา 11:54 • ประวัติศาสตร์
ขอปืนใหญ่เพื่อล้างแค้นให้ครอบครัว เปิดตำนานวีรบุรุษฟันน้ำนมที่โลกเกือบจะลืมเลือน
เพียงชั่วพริบตาเดียวในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) ทหารออสเตรีย-ฮังการีก็ได้ทำลายโลกทั้งใบของเด็กชายชาวเซอร์เบียวัย 8 ขวบลงจนหมดสิ้น
“มอมชีโล กาวริช (Momčilo Gavrić)” ต้องทนเห็นบ้านของตัวเองถูกเผาวอดต่อหน้า และมองดูคนในครอบครัวถูกพรากชีวิตอย่างโหดเหี้ยม ทั้งย่า พ่อ แม่ รวมถึงพี่น้องอีก 7 คน ล้วนแต่ไม่รอด
เด็กชายตัวน้อยซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ เฝ้ามองเปลวเพลิงและคราบเลือดด้วยความเงียบงัน เขารอดชีวิตมาได้เพียงเพราะก่อนหน้านั้น พ่อได้ส่งเขาไปนำรถม้ามาจากบ้านอาเนื่องจากครอบครัวตั้งใจจะลี้ภัยไปก่อนที่ศัตรูจะมาถึงบ้าน
ทว่า พวกเขากลับหนีไม่พ้น
มอมชีโล กาวริช (Momčilo Gavrić)
เมื่อไม่เหลือใครให้พึ่งพิง มอมชีโลจึงออกเดินทางตามหากองทัพเซอร์เบีย จนกระทั่งได้พบกับกลุ่มทหารบนภูเขากูเชโว ทางตะวันตกของเซอร์เบีย ติดกับชายแดนบอสเนีย
และในใจของเด็กชายคนนี้ เขาก็มีแผนการบางอย่าง
“เจ้าหนู เธอเป็นใคร? แล้วมาทำอะไรที่นี่?”
เด็กน้อยให้คำตอบที่เหล่าทหารจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต
“พวกเยอรมันฆ่าพ่อแม่กับพี่น้องผมตายหมดทั้ง 7 คน ผมมาที่นี่เพื่อขอกระบอกปืนใหญ่ จะเอาไปถล่มพวกสารเลวนั่นให้สิ้นซาก” เขาตอบทั้งน้ำตา
“ลูกเอ๋ย เราให้ปืนใหญ่เธอไม่ได้หรอก” พันตรี ”สเตวาน ตูโซวิช (Stevan Tucović)“ กล่าว
สเตวาน ตูโซวิช (Stevan Tucović)
“มันเป็นอาวุธชิ้นใหญ่เกินกว่าจะถือไปมาหรือพกใส่กระเป๋าได้ เอาเป็นว่า เราจะให้ระเบิดกับเธอแทน แล้วคนของเราจะบุกไปที่นั่นเพื่อล้างแค้นให้ครอบครัวเธอเอง”
และพวกเขาก็ทำตามคำสัตย์นั้น
ในเมื่อเด็กชายไม่เหลือที่ให้กลับไป แล้วทหารที่ดีจะทำอะไรได้นอกเสียจากมอบปืนเล็กยาวให้เขาหนึ่งกระบอก พร้อมรับเขาเข้าสังกัดกรมทหารปืนใหญ่ที่ 6 แห่งกองพลดรินา
มอมชีโล กาวริช จึงกลายเป็นทหารที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และพันตรีตูโซวิชยังออกคำสั่งให้เด็กชายเป็นคนยิงปืนใหญ่ล้างแค้นให้ครอบครัวของเขาวันละ 3 นัด
นับแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา เขาคือส่วนหนึ่งของพี่น้องทหารอย่างเต็มตัว
มอมชีโลผ่านสมรภูมิอันดุเดือดมาแล้วถึงสองครั้ง ครั้งแรกคือ “ยุทธการที่เซอร์ (Battle of Cer)” ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) ซึ่งมีผู้เสียชีวิตราว 15,000 นาย และบาดเจ็บอีก 45,000 นาย และหลังจากศึกนี้เองที่เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "สิบตรีที่อายุน้อยที่สุดในโลก"
ครั้งต่อมาคือ “ยุทธการที่โคลูบารา (Battle of Kolubara)” ในช่วงปลายปีค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) ซึ่งมียอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 52,000 นาย และบาดเจ็บกว่า 264,000 นาย
เหล่าชาวนาชาวเซอร์เบียสู้ยิบตาเพื่อรักษาแผ่นดิน แต่เมื่อเทียบกับจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีแล้ว ประเทศบ้านเกิดของเขาก็เป็นเพียงรัฐเล็กๆ ที่ไม่อาจต้านทานการโหมกระหน่ำจากศัตรูผู้ทรงอำนาจได้ ดังนั้น ในช่วงปลายปีค.ศ.1915 (พ.ศ.2458) กองทัพจึงต้องตัดสินใจถอยทัพ โดยกองพลของมอมชีโลได้ถอนกำลังออกไปเป็นกลุ่มสุดท้ายหลังจากคุ้มกันผู้อพยพที่ลี้ภัยออกจากเซอร์เบียจนปลอดภัยแล้ว
เด็กน้อยต้องเผชิญกับบททดสอบที่สาหัสที่สุด ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "กอลกอธาแห่งเซอร์เบีย (Serbian Golgotha)“ นั่นคือการเดินทัพถอยร่นผ่านประเทศแอลเบเนีย
ตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ.1915 (พ.ศ.2458) ถึงมกราคม ค.ศ.1916 (พ.ศ.2459) กองทัพเซอร์เบียจำต้องทิ้งดินแดนที่ถูกยึดครอง ข้ามผ่านเทือกเขาในแอลเบเนียเพื่อไปให้ถึงกรีซ โดยพวกเขามีเสบียงอาหารติดตัวเพียงพอสำหรับเจ็ดวันเท่านั้น แต่การเดินทางกลับก็ล่วงเลยไปถึง 45 วัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตระหว่างทางมากกว่า 240,000 คน และมีเพียงประมาณ 150,000 คนเท่านั้นที่ดั้นด้นไปจนถึงเกาะคอร์ฟูได้
ท่ามกลางพายุหิมะและการก้าวเดินบนแผ่นน้ำแข็งในสภาพที่อ่อนแรงและขัดสน เด็กชายรอดชีวิตมาได้ด้วยการกินปลาซาร์โกเพียงวันละหนึ่งตัวตามคำแนะนำของทหารรุ่นพี่ เนื่องจากปลาที่จับได้ในทะเลสาบแถบนั้นมีรสเค็มจัด ใครที่กินเข้าไป 2-3 ตัวมักจะเสียชีวิต เพราะต้องดื่มน้ำเข้าไปมากเกินไปจนตัวบวมน้ำ แต่มอมชีโลนั้นทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เขาจึงรอดมาได้
เด็กชายวัยเก้าขวบได้เดินข้ามเทือกเขาอันหนาวเหน็บในแอลเบเนีย โดยหลังจากรอนแรมเป็นระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร กองทัพก็มาถึงเกาะคอร์ฟู ประเทศกรีซในวันที่ 15 มกราคม ค.ศ.1916 (พ.ศ.2459)
ที่นั่น มอมชีโลได้พักฟื้นร่างกาย ก่อนจะหวนคืนสู่สนามรบอีกครั้ง โดยเขาได้รับชุดเครื่องแบบและปืนกระบอกใหม่ และถูกส่งไปยัง แนวรบซาโลนิกาหรือแนวรบมาซิโดเนีย แม้ที่นั่นเขาจะได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ แต่ไฟแห่งการต่อสู้ในตัวเขาก็ไม่เคยมอดดับ
ทันทีที่ได้เห็นเด็กชาย จอมพล “ซิโวจิน มิชิช (Živojin Mišić)” แห่งเซอร์เบีย ถึงกับเอ่ยถามผู้บังคับบัญชาของมอมชีโลว่า
“เจ้าเด็กเหลือขอคนนี้มาทำอะไรที่แนวรบ?”
“เขาไม่ใช่เด็กเหลือขอครับท่าน เขาคือยอดนักรบมาตั้งแต่มหายุทธการที่เซอร์แล้ว” ตูโซวิชตอบกลับ
“นักรบงั้นรึ? นายหมายความว่ายังไง?”
“ก็พวกมันสังหารครอบครัวเขา ทั้งพี่น้องเจ็ดคน ทั้งพ่อและแม่ ไม่เหลือใครเลยครับ”
ซิโวจิน มิชิช (Živojin Mišić)
เมื่อได้ฟังดังนั้น จอมพลมิชิชจึงสั่งการทันที
“ถ้าอย่างนั้น พันตรีตูโซวิช จงแต่งตั้งเขาเป็น ”สิบเอก“ และประกาศคำสั่งนี้ต่อหน้าทหารทั้งกรม”
ขณะนั้น มอมชีโล กาวริช มีอายุเพียง 10 ขวบเท่านั้น
หลังจากการรุกทะลวงแนวรบซาโลนิกาในปีค.ศ.1918 (พ.ศ.2461) มอมชีโลได้เดินเท้ากลับสู่เบลเกรดเป็นระยะทางกว่า 640 กิโลเมตร และยังคงเดินเท้าต่อไปยังสโลวีเนียอีกกว่า 480 กิโลเมตรเพื่อร่วมปกป้องพี่น้องชาวสลาฟของเขา
จนกระทั่งเมื่อกองพลดรินาเดินทางกลับถึงเบลเกรด พันเอกตูโซวิชก็ได้มอบหมาย "คำสั่งสุดท้าย" ให้แก่เขา
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง สิ่งที่มอลชีโลต้องทำคืออะไร?
“ไปอังกฤษซะ” คือคำสั่งของตูโซวิช
เหล่าผู้ใจบุญชาวอังกฤษต้องการช่วยเหลือเด็กกำพร้าชาวเซอร์เบีย โดยในเวลานั้น เซอร์เบีย ซึ่งยากจนอยู่แล้วก็ได้ถูกทำลายจนย่อยยับ
ผู้ชายวัยกรรจ์ตายไปเกือบหมดสิ้น และแทบไม่เหลือความหวังใดๆ สำหรับเด็กที่ไร้พ่อขาดแม่ และในวัย 12 ปี มอมชีโล กาวริช ก็ต้องออกเดินทางไปต่างแดนเพียงลำพังอีกครั้ง
หนึ่งปี สองปี สามปีผ่านไป เขาเริ่มคุ้นชินกับโรงเรียนและวิถีชีวิตแบบอังกฤษ แต่แล้วมอมชีโลก็ต้องเดินทางกลับเซอร์เบียเมื่อนายกรัฐมนตรี “นิโกลา ปาชิช (Nikola Pašić)” เรียกร้องให้เด็กชาวเซอร์เบียทุกคนกลับคืนสู่มาตุภูมิ
ประเทศที่สูญเสียประชากรชายไปถึง 60% ในมหาสงคราม หากเด็กๆ ไม่กลับมา แล้วใครจะอยู่ทำงาน เสียภาษี หรือออกรบในสงครามครั้งต่อไป? และในยุคนั้น การศึกษาสูงๆ ก็ถูกจำกัดไว้เพียงสำหรับกลุ่มชนชั้นสูงและคนร่ำรวยเท่านั้น
นิโกลา ปาชิช (Nikola Pašić)
เมื่อกลับถึงเซอร์เบีย เหล่าทหารได้พามอมชีโลไปยังหมู่บ้านเตรบุชนิตซา บ้านเกิดของเขาทางตะวันตกของประเทศ และในวัยเพียง 15 ปีก็ไม่มีอะไรให้เด็กหนุ่มทำมากนักนอกจากการเฝ้ามองเหล่าทหารที่ปลดประจำการแล้วใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก
ในปีค.ศ.1929 (พ.ศ.2472) กาวริชได้รับหมายเรียกเกณฑ์ทหาร การรับใช้ชาติยังคงเป็นหน้าที่บังคับแม้เขาจะมีผลงานในสนามรบมามากมายเพียงใดก็ตาม และเมื่อเขาไปรายงานตัวที่ค่ายทหารในสลาวอนสกา โปเชกา มอมชีโลก็พยายามอธิบายว่าเขาเคยผ่านศึกมาแล้วถึงสี่ปีเต็ม
"ผมอยู่ในสนามรบมาตลอด แถมยังเคยได้รับบาดเจ็บ และได้รับเหรียญที่ระลึกแห่งแอลเบเนียด้วยครับ"
"ไสหัวไปซะ ไอ้เด็กเมื่อวานซืน! เขียนใบสารภาพมาเดี๋ยวนี้ว่าแกโกหก"
"ไม่ครับ ผมพูดความจริง“
"ถ้าอย่างนั้น แกถูกจับ!"
มอมชีโลถูกส่งตัวเข้าคุกทันที ต้องติดคุกนานถึงสองเดือนครึ่งเพียงเพราะเขาเสียมารยาทต่อเจ้าหน้าที่ (ซึ่งอดีตเคยเป็นทหารในกองทัพออสเตรีย-ฮังการีที่รบกับประเทศของเขาเองในสงครามโลกครั้งที่ 1)
หลังจากพ้นภาระทางทหาร เขากลับมายังเบลเกรด เรียนจบด้านกราฟิกดีไซน์ และฝึกฝนจนเป็นคนขับรถมืออาชีพ และในที่สุดเขาก็ได้งานทำในโรงงานกระดาษ และที่นั่นเองที่เขาได้พบกับหญิงสาวผู้จะมาเป็นภรรยาในอนาคต
แต่แล้ว “สงครามโลกครั้งที่ 2 (WWII)” ก็ปะทุขึ้น
ในเดือนเมษายน ค.ศ.1941 (พ.ศ.2484) มอมชีโลถูกเรียกตัวเข้ากรมทหารปืนใหญ่หลวง ทว่าวันหนึ่ง กองทัพเยอรมันได้บุกยึดกรมทหารและล้อมพวกเขาไว้ด้วยลวดหนาม แต่มอมชีโลก็ยังหาทางหลบหนีและกลับไปยังเบลเกรดจนสำเร็จ
ที่นั่น เพื่อนๆ ช่วยให้เขาได้กลับเข้าทำงานในโรงงานกระดาษอีกครั้ง โดยเขาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยให้กับชาวยิวคนหนึ่ง
แต่ความสงบสุขก็พังทลายลงในปีค.ศ.1943 (พ.ศ.2486)
ในปีนั้นเอง มอมชีโลถูกทางการเยอรมันจับกุมและถูกส่งตัวไปยัง ค่ายกักกันบันยิตซา และถูกพิพากษาให้ประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า
แต่โชคยังเข้าข้าง เขาได้รับการปล่อยตัวหลังจากถูกคุมขังอยู่ไม่กี่เดือน คาดว่าเป็นความช่วยเหลือจาก “ดราโกเมียร์ โยวิโนวิช (Dragomir Jovanović)” นายกเทศมนตรีเบลเกรดในขณะนั้น โดยโยวิโนวิชได้นำแฟ้มประวัติของมอมชีโลไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่เยอรมัน ซึ่งเมื่อฝ่ายเยอรมันเห็นประวัติการรบอันน่าทึ่งของมอมชีโล ก็อาจจะเกิดความเลื่อมใสจนยอมปล่อยตัวเขาให้เป็นอิสระ
ในปีค.ศ.1944 (พ.ศ.2487) มอมชีโลได้ร่วมเฉลิมฉลองการปลดปล่อยเซอร์เบียจากเงื้อมมือเยอรมันด้วยความยินดี แต่ในไม่ช้า ความสุขนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความขมขื่น
หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายนิยมกษัตริย์เสื่อมอำนาจ และขั้วอำนาจใหม่ก็มองว่าประวัติศาสตร์ก่อนสงครามครั้งนี้ไม่มีค่าหรือความสำคัญใดๆ และก็มีบางคนกล่าวหาว่ามอมชีโลให้ความร่วมมือกับศัตรู ทำให้เขาต้องไปยืนอยู่เบื้องหน้าหลักประหารอีกครั้ง
แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะยังไม่ยอมให้มอมชีโลตายง่ายๆ เนื่องจากทหารหนุ่มคนหนึ่งจำเขาได้จากสมัยที่เยอรมันเข้ายึดครอง มอมชีโลจึงรอดพ้นจากความตายมาได้อีกครั้งอย่างปาฏิหาริย์
มอมชีโลตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบและสงบสุข แต่แล้วในปีค.ศ.1947 (พ.ศ.2490) เขาก็ต้องพบกับมรสุมอีกครั้ง เมื่อเหล่านักเคลื่อนไหวจากแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติมาเคาะประตูบ้านของเขา
“สวัสดีเพื่อน พอจะร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวแอลเบเนียผู้กลมเกลียวกับเราหน่อยได้ไหม?”
เมื่อหวนนึกถึงสิ่งที่เขาต้องเผชิญในฐานะเด็กน้อยท่ามกลางฤดูหนาวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มอมชีโลจึงปฏิเสธไปอย่างไร้เยื่อใย และยังกล่าวพาดพิงมิตรใหม่ของขั้วอำนาจปัจจุบันอีกด้วย
ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก็เพียงพอที่จะส่งมอมชีโลเข้าคุกเป็นเวลากว่าปีครึ่ง
หลังจากถูกปล่อยตัวออกมา มอมชีโลก็กลายเป็นคนไม่พูดไม่จาอยู่นาน เขาใช้เพียงท่าทางในการสื่อสารจนคนในครอบครัวเชื่อว่าเขาอาจสูญเสียความสามารถในการพูดไปเสียแล้ว แม้ในเวลาต่อมาเขาจะเริ่มกลับมาพูดบ้าง แต่เขาไม่เคยปริปากบอกใครเลยว่าเขาถูกนำไปขังไว้ที่ไหน หรือถูกทำทารุณกรรมอะไรบ้าง
มอมชีโลใช้ชีวิตต่อมากับภรรยาและลูกชายทั้งสองคน โดยเขามักจะเล่าเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ จากสมัยมหาสงครามให้ทุกคนฟัง แต่กลับไม่มีใครเชื่อเขาเลย แม้แต่เพื่อนสนิทที่สุดก็ยังคิดว่ามอมชีโลเป็นเพียงนักเล่าเรื่องที่มีจินตนาการล้ำเลิศ เพราะวีรกรรมแต่ละเรื่องที่เขาเล่านั้นฟังดูเหมือนเทพนิยายมากกว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
มอมชีโลกับภรรยาและลูกๆ
จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้เปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาไปตลอดกาล
ในวันที่ 19 มกราคม ค.ศ.1964 (พ.ศ.2507) มีการตีพิมพ์บทความพาดหัวว่า "สิบเอกกาวริชอยู่ที่ไหน?" โดยพันเอก “สเวติสลาฟ ชีริช (Svetislav Ćirić)” ผู้ซึ่งเคยเป็นร้อยตรีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เดินทางไปยังสำนักข่าวเพื่อขอให้ช่วยเขียนบทความตามหาเพื่อนเก่าอย่างมอมชีโล เพื่อที่จะได้พบกันอีกครั้งหลังจากพรากจากกันไปนานถึง 50 ปี
ในไม่ช้า มอมชีโลก็ได้ไปรายงานตัวต่อท่านพันเอก ผู้ซึ่งเก็บรักษาเงินเดือนยศสิบตรีและสิบเอกของมอมชีโลเอาไว้ให้ตั้งแต่อดีต โดยพันเอกชีริชเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เขาเปลี่ยนเงินเดือนเหล่านั้นให้เป็นเหรียญทองคำเพื่อไม่ให้ค่าเงินเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา นอกจากนี้ เขายังเก็บรักษาบัตรประจำตัวทหารและเหรียญที่ระลึกแห่งแอลเบเนียของมอมชีโลเอาไว้อย่างดีอีกด้วย
“ฉันเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ให้นายมานานถึงครึ่งศตวรรษ รับมันไปสิ”
การพบกันของทั้งคู่ท่ามกลางเหล่ากองทัพนักข่าวเป็นภาพที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง และชื่อเสียงที่หลั่งไหลเข้ามาก็ได้มอบพลังที่เหมือนกับเวทมนตร์
มอมชีโลในวัยชรา
นับตั้งแต่วินาทีนั้นจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต มอมชีโล กาวริช ไม่เคยต้องเผชิญกับสายตาแห่งความคลางแคลงใจจากผู้คนอีกเลย โดยตลอดสามทศวรรษสุดท้ายของชีวิต เขาทุ่มเทให้กับการเดินทางไปบรรยายตามโรงเรียนและศูนย์ชุมชนต่างๆ เล่าขานเรื่องราวการต่อสู้อันกล้าหาญของกองพลดรินาที่ได้กอบกู้เอกราชคืนสู่เซอร์เบีย
มอมชีโล กาวริช เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 เมษายน ค.ศ.1993 (พ.ศ.2536) ณ กรุงเบลเกรด เมืองหลวงของเซอร์เบีย ด้วยวัย 87 ปี
“หลุยส์ พาเก็ต (Louise Paget)” นักมนุษยธรรมชาวอังกฤษ ขนานนามเขาว่าเป็น "อัศวินแห่งเซอร์เบีย" ส่วนชาวกรีซก็ได้จารึกเกียรติยศของเขาลงบนแผ่นทองคำไว้ที่เกาะคอร์ฟู
ในปีค.ศ.1985 (พ.ศ.2528) ประธานาธิบดี “ฟร็องซัว มีแตร็อง (François Mitterrand)” แห่งฝรั่งเศส ได้มอบเหรียญกล้าหาญให้แก่เขา พร้อมกับที่นายพลชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งได้กล่าวกับเขาว่า
“ช่างน่าเสียดายที่คุณไม่ได้เป็นทหารฝรั่งเศส ไม่อย่างนั้นคุณคงมีอนุสาวรีย์ตั้งตระหง่านอยู่บนถนนช็องเซลีเซไปแล้ว”
มอมชีโล กาวริช เด็กชายผู้เคยเป็นกำพร้า สูญเสียสมาชิกครอบครัวไปจนหมด ได้รับเหรียญตราเชิดชูเกียรติมากมายจากเหล่าประเทศมหาอำนาจของโลก
และจนถึงทุกวันนี้ เรื่องราวของ “ทหารที่อายุน้อยที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 1” ก็ยังเป็นที่เล่าขานมาจนถึงปัจจุบัน
References:
https://medium.com/fragments-of-history/sir-theyve-killed-my-entire-family-4ec3581749e8
https://www.warhistoryonline.com/world-war-i/youngest-soldier-wwi-serbian-boy-aged-8.html
https://serbialandofheroes.wordpress.com/english-section/momcilo-gavric-1906-1993/
ประวัติศาสตร์
บันทึก
18
2
18
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย