Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
9 ก.พ. เวลา 18:06 • การเมือง
ล่าเรื่องร้อน รู้ให้ลึก EP.4 ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ ภาค 2
"ในช่วงที่มีแรงกดดันให้หยุดปฏิบัติการทางทหาร ผมเลือกที่จะไฟเขียว ให้ทหารดำเนินการอย่างเต็มที่"
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย
"จุดแข็งของภูมิใจไทยคือการทำการเมืองท้องถิ่นแบบออร์แกนิค ที่ ส.ส. ดูแลพื้นที่อย่างทั่วถึงทั้งในแง่นโยบายและปัจจัยสนับสนุนต่างๆ จนสามารถรักษาและขยายพื้นที่ได้เก่ง"
"หม่อมปลื้ม" หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล
"นายแก้ว เรมีเคยวิเคราะห์ว่าหากนายอนุทินชนะจะนำไปสู่ความเสี่ยงของสงคราม เพราะนายอนุทินได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากกองทัพ"
คุณแจ๊ค SNIPER NEWS
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เดิมทีบทความช่วง "ล่าให้ร้อน รู้ให้ลึก" จะนำเสนอในวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2569 ในชื่อตอน "ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ ภาค 2" แต่เนื่องจากด้วยเนื้อหามีข้อความส่วนใหญ่เข้าข่ายสนับสนุนพรรคการเมือง บทความนี้ขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้สนับสนุนพรรคการเมืองใดการเมืองหนึ่ง ไม่ได้จัดทำเพราะความนิยมชมชอบในขั้วอนุรักษ์นิยม
FC พี่หนูมาเยี่ยมถึงทำเนียบรัฐบาล
บทความนี้คือการนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดทางการเมืองและการทหารที่ตรงตามความเป็นจริง ไม่ได้เกาะกระแสให้ดังกว่าใคร เราเป็นเพียงแค่สื่อมวลชนเท่านั้น ไม่ได้มีความผูกพันใดๆกับบุคคลและพรรคการเมืองที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ วันนี้บุคคลที่จะกล่าวถึงคือนายกรัฐมนตรีจาพรรคสีน้ำเงินที่ใครๆต่างก็ให้ความสนใจในขณะนี้
การก้าวขึ้นเป็นพรรคอันดับ 1 ของประเทศไทยจากผลคะแนนการเลือกตั้งปีพ.ศ.2569 แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทย ได้สร้างปรากฏการณ์น้ำเงินพรึบ ด้วยการคว้าที่นั่งส.ส. มาเป็นอันดับ 1 ทิ้งห่างทั้งพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอย่างเพื่อไทยและพรรคคู่แข่งอย่างพรรคประชาชน
โดยกวาดที่นั่งส.ส. เขตไปได้ถึง 175 ที่นั่ง และ ส.ส. บัญชีรายชื่ออีก 19 ที่นั่ง รวมเกือบ 200 ที่นั่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่เหนือความคาดหมายของกูรูการเมืองหลายสำนัก ชัยชนะครั้งนี้ส่งผลให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภูมิใจไทยประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายคือกระแสรักชาติที่เข้มข้น แล้วทำไมเรื่องการปกป้องอธิปไตยและแนวชายแดนคือจุดชี้ขาดที่ชนะใจประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ รวมทั้งยุทธศาสตร์พูดแล้วทำที่มีภาคต่อหลังจากชัยชนะเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กัมภาพันธ์ที่ผ่านมาทำไมยังคงเป็นหัวใจหลัก มากกว่าการออกเวทีดีเบตของนายกอนุทิน เรื่องราวต่อจากนี้คือจุดเริ่มต้นของชายคนหนึ่งและพรรคสีน้ำเงิน
นายกฯ เข้าทำเนียบหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือ "เสี่ยหนู" เกิดเมื่อวันที่ 13 กันยายนพ.ศ.2509 ท่านเป็นทายาทของ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้ก่อตั้งบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด มหาชน ท่านจบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮอฟสตรา สหรัฐอเมริกา
หลังจากที่นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออกจากตำแหน่ง พรรคความหวังใหม่ชนะการเลือกตั้ง นายกฯอนุทินเริ่มเข้าสู่การเมืองครั้งแรกในปีพ.ศ.2539 ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งขณะนั้นท่านยังสังกัดอยู่พรรคชาติพัฒนา
ต่อมาในปีพ.ศ.2547 นายฯอนุทินได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีครั้งแรกในสมัยรัฐบาลของพันตำรวจโทดร.ทักษิณ ชินวัตร โดยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม ท่านได้รับบททดสอบสำคัญเมื่อถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ร่วมกับกลุ่มบ้านเลขที่ 111 หลังการยุบพรรคไทยรักไทยในปีพ.ศ.2550
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มเพื่อนเนวินนำโดยนายเนวิน ชิดชอบ ตัดสินใจแยกตัวออกจากพรรคพลังประชาชนหลังจากเกิดความขัดแย้งภายใน นายอนุทินเปรียบเทียบเหตุการณ์นั้นว่าเป็นเหมือนอุบัติเหตุที่ท่านซึ่งนั่งอยู่หน้าบ้านได้ตัดสินใจวิ่งตามผู้ใหญ่ที่ถูกไล่คือนายเนวิน ออกมา หลังจากพ้นโทษแบนในปีพ.ศ.2555 นายอนุทินได้รับไม้ต่อทางการเมืองจากนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยคนแรก
ไม่มีเนวิน ก็ไม่มีอนุทิน
นายอนุทินก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยในปีพ.ศ.2555 โดยมีนายเนวิน ชิดชอบ เป็นครูใหญ่ หรือผู้วางยุทธศาสตร์อยู่เบื้องหลัง ทั้งคู่มีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้งแบบพี่น้องและร่วมล้มลุกคลุกคลานกันมา
เส้นทางสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และ 33
ตามข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์กับพี่สรยุทธ สุทัศนะจินดา ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอของนายอนุทิน ลำดับการก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดบริหารประเทศของนายอนุทินแบ่งเป็นสองช่วงสำคัญ
การขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีรอบแรกเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตทางการเมืองหลังจากพรรคภูมิใจไทยถูกผลักออกจากรัฐบาลเดิมภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย จุดเริ่มต้นมาจากการทำบันทึกข้อตกลง MOA กับพรรคประชาชนหรือพรรคส้มที่เดิมทีใช้ชื่อว่า "อนาคตใหม่" และ "ก้าวไกล" เพื่อร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญและคืนอำนาจให้ประชาชน นายอนุทินตัดสินใจรับตำแหน่งนายกฯ ในช่วงสั้นๆ เพื่อประคับประคองสถานการณ์และเตรียมการเลือกตั้งใหม่
ในการเลือกตั้งปีพ.ศ.2569 พรรคภูมิใจไทยสร้างปรากฏการณ์ "น้ำเงินพรึบ" ด้วยการคว้าที่นั่ง ส.ส. เป็นอันดับ 1 ของประเทศประมาณ 194 ที่นั่ง ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ท่านก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งอย่างเต็มภาคภูมิ
ปัจจัยความสำเร็จปัจจัยแรกมีที่มาจากกระแสรักชาตินายอนุทินให้สัมภาษณ์กับพี่สรยุทธ์ว่าปัจจัยที่ทำให้ชนะถล่มทลายคือกระแสรักชาติและการปกป้องอธิปไตยชายแดน ซึ่งท่านใช้ instinct ส่วนตัวในการลงพื้นที่สัมผัสชาวบ้านจริงๆ จนกลายเป็นจุดตัดเชือกสำคัญ อีกทั้งท่านเปลี่ยนภาพลักษณ์จากการเป็นพรรคตัวแปรที่คอยรอร่วมรัฐบาล มาเป็นพรรคที่มีจุดยืนชัดเจน ไม่เน้นการดีเบตบนโซเชียลแต่เน้นการเข้าถึงใจประชาชนในพื้นที่
นายกรัฐมนตรีขณะทำพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนเข้ารับตำแหน่งในสมัยที่ 2
ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณของรัฐบาลไทย นายกอนุทินมีแนวคิดปฏิรูประบบบริหารราชการให้เป็นกลุ่มงานที่เชื่อมโยงกัน เช่น เรื่องน้ำ เรื่องการศึกษา เรื่องปัญหาในท้องถิ่น โดยไม่แบ่งแยกโควตาพรรค ไม่กระจุกอำนาจไว้ในเมืองหลวง เพื่อลดงบประมาณเยียวยาซ้ำซากและสร้างประสิทธิภาพสูงสุด
นายอนุทินยังคงย้ำเสมอว่าความสำเร็จในวันนี้มีรากฐานมาจากความอดทน การเรียนรู้ที่จะดิ้นรนตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนนอก และความกตัญญูต่อครอบครัว โดยสิ่งแรกที่ท่านทำหลังได้รับชัยชนะคือการไปกราบขอพรนายชวรัตน์ ผู้เป็นพ่อ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ชัดเจนกับพี่สรยุทธว่ากระแสรักชาติคือจุดเด่นที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงถล่มทลายเหนือความคาดหมาย แม้ว่ากูรูทางการเมืองหรือนักวิชาการบางส่วนจะวิเคราะห์ว่ากระแสนี้แผ่วไปแล้ว หรือมองว่าพรรคเพียงแค่ตามกระแส
แต่ผลการเลือกตั้งได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความต้องการปกป้องอธิปไตยและดินแดน โดยเฉพาะปัญหาแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญสูงสุด นายกอนุทินเลือกจึงชูประเด็นนี้จากการลงพื้นที่สัมผัสชาวบ้านจริง ซึ่งพบว่าประชาชนกังวลเรื่องการเสียดินแดนมากกว่าเรื่องปากท้องในบางช่วงเวลา
โปสเตอร์หลังปิดฉากการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย
ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นเพียงพรรคอนุรักษ์นิยมเท่านั้น เพราะพรรคได้เปิดตัวทีมงานมืออาชีพ ซึ่งรวมถึง คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ พร้อมด้วยคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพื่อเข้ามาเสริมทัพด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ
นายอนุทินวางแผนให้บุคคลเหล่านี้ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรี เพื่อสร้างความเชื่อถือและเครดิตในการเจรจาค้าขายกับต่างประเทศ โดยมองว่าการมีสถานะเป็นรองนายกรัฐมนตรีจะช่วยให้การติดต่อเจรจาระดับสากลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นการยกระดับการบริหารราชการแผ่นดินสู่รูปแบบทีมไทยแลนด์ที่เน้นการทำงานเชิงรุก
โครงการ "คนละครึ่ง+" ที่มีปรากฎตามสื่อไปก่อนหน้านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างคะแนนนิยมในด้านเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม นายอนุทินประเมินว่านโยบายเศรษฐกิจเหล่านี้แม้จะเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนต้องการ แต่ในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ น้ำหนักของความรู้สึกรักแผ่นดินเกิดและการรักษาเกียรติภูมิของชาติมีผลต่อการตัดสินใจของโหวตเตอร์มากกว่า
ทีนี้ย้อนกลับมาดูเรื่องความมั่นคง นายกฯอนุทินไม่ได้บริหารงานความมั่นคงจากห้องแอร์ แต่ใช้แนวทางออร์แกนิค ด้วยการลงพื้นที่แนวชายแดนด้วยตนเอง ท่านเข้าไปคลุกคลีกับทหารในค่ายและตามป่าเขาที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ร่วมกินข้าวแบบเดียวกับที่ทหารกิน และร่วมเดินในดงทุ่นระเบิด ในพื้นที่เสี่ยงภัย การทำเช่นนี้ทำให้ทหารสัมผัสได้ว่าท่านไม่ใช่แค่นักการเมืองที่มาหาเสียงหรืออยู่แต่ในสภา แต่เป็นผู้นำที่พร้อมร่วมทุกข์ร่วมสุขและเข้าใจความลำบากของคนหน้างานอย่างแท้จริง
ท่านนายกฯร่วมงานวันเกิดนายเก่า คุณสุวัจน์ ลิตพัลลภ
ในสายตากองทัพ นายกฯอนุทินคือผู้นำที่เด็ดขาดและพร้อมสนับสนุนภารกิจป้องกันอธิปไตยอย่างเต็มกำลัง ท่านเล่าให้พี่สรยุทธฟังว่าในช่วงที่มีแรงกดดันให้หยุดปฏิบัติการทางทหาร ท่านเลือกที่จะไฟเขียวให้ทหารดำเนินการอย่างเต็มที่
มีเรื่องเล่าว่าในช่วงก่อนการปะทะมีเหตุการณ์สำคัญที่ผู้นำระดับสูงของกองทัพเดินมาจับแขนท่านแล้วบอกว่า "พี่อย่าถอยนะ ถ้าพี่สั่งหยุดเราแพ้เลย" ซึ่งนายกฯอนุทินตอบกลับอย่างเฉียบขาดว่า "เอาธงชาติไทยไปปักก่อน แล้วค่อยเจอกัน" คำพูดนี้กลายเป็นสิ่งที่มัดใจคนในกองทัพ เพราะแสดงให้เห็นว่าท่านพร้อมเป็นเกราะป้องกันทางด้านนโยบายให้ทหารทำงานได้อย่างไม่ต้องกังวล
ท่านมีอุดมการณ์ที่สอดคล้องกับกองทัพอย่างยิ่งในเรื่องการรักษาดินแดน โดยท่านย้ำว่า ไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่นิ้วเดียว ซึ่งท่านก็ให้ความสำคัญกับอธิปไตยและเกียรติภูมิของชาติมากกว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์ ท่านกล่าวอย่างมั่นใจว่าในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอทหารไทยรบกับใครต้องชนะ และพร้อมจะเสริมศักยภาพให้กองทัพต่อไปเพื่อป้องกันประเทศ รวมถึงคำสัญญาที่ประกาศว่าจะนำธงชาติไทยไปปักในจุดที่เคยถูกรุกล้ำให้ได้ ซึ่งเป็นการสร้างเป้าหมายร่วมกันระหว่างรัฐบาล กองทัพ และประชาชนที่มีหัวใจรักชาติ
ในขณะที่ทหารและชาวบ้านชายแดนไทย-กัมพูชา กำลังลังเลว่าหลังวันที่ 8 กุมภาปี 68 จะได้พรรคอนุรักษ์นิยมหรือพรรคเสรีนิยม แต่ในที่สุดก็มีผู้นำที่เต็มใจรักษาประโยชน์ของชาติก้าวเข้ามา ในสมัยที่ 2 นี้ท่านพร้อมที่จะนั่งเครื่องบินไปพบปะพูดคุยกับผู้นำต่างชาติโดยอ้างอิงจากข้อมูลจริงที่ท่านลงไปสัมผัสด้วยตนเอง ไม่ใช่เพียงแค่ให้ผู้นำนานาชาติเห็นรายงานจากหน้ากระดาษ ทั้งภาพและการกระทำจะสร้างความเชื่อมั่นต่อสายตานานาชาติว่าท่านคือผู้นำที่จะปกป้องแผ่นดินไทยได้ดีที่สุดในสายตาของทั้งทหารและประชาชน
นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีไทย
นอกจากพี่สรยุทธที่สัมภาษณ์ท่านนายกฯไปแล้ว หม่อมปลื้มหรือหม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล ได้วิเคราะห์ถึงความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทยผ่านมิติด้านโครงสร้างและการปรับตัวทางการเมือง ดังนี้ไม่ว่าจะเป็น การเติบโตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน พรรคภูมิใจไทยมีโมเดลการสร้างพรรคที่แตกต่างจากพรรคไทยรักไทยในอดีต โดยไม่ได้โตแบบก้าวกระโดดจากการควบรวมพรรคใหญ่ในคราวเดียว แต่ใช้วิธี ค่อยๆ สะสมฐานคะแนนเสียงและดึงนักการเมืองท้องถิ่น นักการเมืองบ้านใหญ่ เข้ามาเสริมทัพอย่างต่อเนื่อง
หม่อมปลื้มมองว่าจุดแข็งของภูมิใจไทยคือการทำ การเมืองท้องถิ่นแบบออร์แกนิค ที่ ส.ส. ดูแลพื้นที่อย่างทั่วถึงทั้งในแง่นโยบายและปัจจัยสนับสนุนต่างๆ จนสามารถรักษาและขยายพื้นที่ได้เก่ง ชัยชนะครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่พรรคเพื่อไทยอยู่ในช่วงขาลง โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ตั้งรัฐบาลข้ามขั้วและการที่ศาลรัฐธรรมนูญเตะตัดขาคุณแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดของไทยออกจากการเมืองไทย
หม่อมปลื้มจึงเสนอแนะว่า เพื่อไทยควรเข้าร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ในพรรคเช่น อาจารย์เชน ศ.ดร.ยศชนัน วงสวัสดิ์ ได้มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีเพื่อสะสมประสบการณ์ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นนายกฯ ในอนาคต หากมีการเลือกตั้งอีกครั้ง
ในขณะที่คุณแจ็ค Sniper เจ้าของช่อง SNIPER NEWS ได้กล่าวไปที่ปัจจัยด้านความมั่นคงและปฏิกิริยาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นจุดชี้ขาดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยชนะถล่มทลายคือ กระแสชาตินิยม โดยเฉพาะเรื่องพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งปี 66 ที่พรรคประชาชนเคยได้ใจวัยรุ่นและพ่อค้าแม่ค้า แต่ครั้งนี้คนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดอีสานใต้เทคะแนนให้ภูมิใจไทยเพราะต้องการความมั่นคง
ภาพวาดของนายกฯคนที่ 33
นักการเมืองกัมพูชาหลายคนรวมทั้ง นายแก้ว เรมี เคยวิเคราะห์ว่าหากนายอนุทินชนะจะนำไปสู่ความเสี่ยงของสงคราม เพราะนายอนุทินได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากกองทัพ SNIPER NEWS มองว่านี่คือสัญญาณที่แสดงว่า เขมรหวาดกลัวบุคลิกที่โผงผางและเด็ดขาดของนายอนุทิน
ไม่เพียงเท่านี้พรรคสีน้ำเงินพรรคนี้มีจุดยืนชัดเจนเรื่องการปิดสวิชท์ MOU 44 เพื่อไม่ให้มีพื้นที่ทับซ้อนและไม่ต้องแบ่งผลประโยชน์พลังงาน 50/50 พร้อมเสนอให้ส่งเรือสำรวจเข้าไปขุดทรัพยากรมาใช้พัฒนาประเทศทันที
ต่อมาคือนโยบายการสร้างกำแพงและถนนเพื่อทหารไทยเป็นปีแรกในการป้องกันแรงงานเถื่อนและสินค้าผิดกฎหมาย เป็นสิ่งที่ประชาชนชายแดนขานรับเพราะต้องการความชัดเจนในเขตแดน
คุณแจ็คกล่าวเพิ่มเติมว่านโยบายสมัครทหาร 100,000 คน โดยระบบสมัครใจไม่เกณฑ์ทหารพร้อมเงินเดือน 12,000 บาท และสวัสดิการโควตาโรงเรียนนายสิบ เป็นยุทธศาสตร์ที่โดนใจคนรุ่นใหม่และช่วยสร้างกองทัพที่ทันสมัยเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนไป
ในขณะที่ชาวบ้านตามแนวชายแดนฝั่งอีสานใต้กำลังตื่นตระหนกว่าจะมีการปะทะรอบ 3 หรือไม่ นายกรัฐมนตรีคนเดิมที่ชื่อ "อนุทิน" ได้กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการเลือกตั้ง แม้จะเป็นเดิมที่คุ้นเคย แต่มารอบนี้กัมพูชามีขนลุกอยู่ไม่น้อย ในขณะที่การกระตุ้นนโยบายอื่นๆนอกเหนือจากนี้ก็น่าสนใจไม่เเพ้กัน ส่วนจะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้หรือไม่ โปรดติดตามกันต่อไป สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
กิตติภัทร ภูศิริ
คุยทุกเรื่องกับสนธิ
NATION ONLINE
ARTHIT KANNIKAR
พรรคภูมิใจไทย
SNIPER NEWS
รายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ
DARK SIDE
หม่อมปลื้ม วิเคราะห์
เรียบเรียงโดย : นักรบดาวแดง
ประเทศไทย
การเมือง
รัฐบาล
บันทึก
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย