วันนี้ เวลา 02:09 • ธุรกิจ

สงคราม Spreadsheet การหักหลัง ฟ้องร้อง และจุดกำเนิดของ Excel ที่คุณไม่เคยรู้

เคยสงสัยกันไหมครับว่า ก่อนหน้าที่โลกใบนี้จะมีโลโก้สีเขียวรูปตัว X ที่เราคุ้นเคยกันบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ มนุษย์เราจัดการกับตารางตัวเลขมหาศาลกันอย่างไร
ย้อนกลับไปในยุคทศวรรษ 1970 โลกของการทำงานไม่ได้สะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้
ห้องทำงานของนักบัญชีหรือนักวิเคราะห์การเงิน เต็มไปด้วยกระดาษตารางบัญชีขนาดใหญ่เท่าโต๊ะกินข้าว เครื่องคิดเลขที่ถูกกดจนปุ่มสึก และดินสอที่ต้องเหลาอยู่ตลอดเวลา
ลองจินตนาการว่าคุณเป็นพนักงานคนหนึ่งที่ต้องทำงบการเงินส่งเจ้านาย
คุณใช้เวลาทั้งวันคำนวณตัวเลขลงในช่องตารางร้อยกว่าช่องด้วยมือ
แต่แล้วเจ้านายเดินมาบอกว่า อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนจาก 5% เป็น 6% ช่วยแก้ให้หน่อย
คำสั่งสั้นๆ นี้อาจทำให้คุณแทบจะร้องไห้ เพราะมันไม่ได้หมายถึงการลบแก้แค่จุดเดียว
แต่มันหมายถึงการที่คุณต้องคำนวณตัวเลขที่เกี่ยวเนื่องกันใหม่ทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ต้นจนจบ
ความผิดพลาดเพียงจุดเดียว อาจหมายถึงการต้องเริ่มทำใหม่ทั้งกระดาษ และนั่นคือกิจวัตรที่แสนเจ็บปวดของคนทำงานในยุคนั้น
แต่ในความเจ็บปวด มักจะมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี 1978 ที่ห้องเรียนของ Harvard Business School
ชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ Dan Bricklin กำลังนั่งมองอาจารย์บรรยายหน้าชั้นเรียน
อาจารย์กำลังเขียนตารางจำลองทางการเงินบนกระดานดำ ลากเส้นตาราง แบ่งช่อง และใส่ตัวเลขสมมติลงไปเพื่อสอนนักศึกษา
แต่เมื่ออาจารย์ต้องการเปลี่ยนตัวเลขสมมติเพียงตัวเดียวเพื่อแสดงผลลัพธ์ใหม่
อาจารย์ต้องเสียเวลาลบค่าเก่าและคำนวณค่าใหม่บนกระดานอยู่นานสองนาน
Dan Bricklin ซึ่งมีพื้นฐานวิศวกรรมจาก MIT มองเห็นภาพนั้นแล้วเกิดความคิดแวบขึ้นมาในหัว
1
ทำไมเราถึงไม่มี กระดานดำวิเศษ ที่พอเราเปลี่ยนตัวเลขตัวหนึ่ง แล้วตัวเลขอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็เปลี่ยนตามให้เองอัตโนมัติ
ความคิดที่ดูเหมือนฝันเฟื่องในวันนั้น คือจุดกำเนิดของนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกธุรกิจไปตลอดกาล
Dan Bricklin ไม่ปล่อยให้ไอเดียนี้หลุดลอยไป เขาชวนเพื่อนเก่าที่เป็นโปรแกรมเมอร์อัจฉริยะชื่อ Bob Frankston มาร่วมมือกัน
ทั้งสองคนเช่าห้องใต้หลังคาเล็กๆ และเริ่มเขียนโค้ดกันอย่างบ้าคลั่ง ในยุคที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่
พวกเขาตั้งชื่อโปรแกรมนี้ว่า VisiCalc
ความหมายของมันตรงตัวมาก คือ Visible Calculator หรือเครื่องคิดเลขที่มองเห็นได้
แต่ลำพังแค่โปรแกรมดีๆ อาจยังไม่พอ พวกเขาต้องการคนขายของเก่งๆ
Dan Bricklin จึงไปจับมือกับ Daniel Fylstra เพื่อนร่วมสถาบัน Harvard ผู้เปิดบริษัทชื่อ Personal Software ให้มาช่วยทำการตลาดและจัดจำหน่าย
โมเดลธุรกิจตอนนั้นแบ่งหน้าที่กันชัดเจน
Dan Bricklin และ Bob Frankston ตั้งบริษัท Software Arts เพื่อผลิตซอฟต์แวร์
ส่วน Daniel Fylstra ใช้บริษัท Personal Software เพื่อขาย โดยแบ่งรายได้ค่าลิขสิทธิ์กัน
1
ทันทีที่ VisiCalc ออกวางจำหน่ายบนเครื่อง Apple II ในปี 1979 โลกธุรกิจก็สั่นสะเทือน
จากงานที่เคยใช้เวลาทำ 20 ชั่วโมง VisiCalc ช่วยให้เสร็จได้ภายใน 15 นาที
นี่ไม่ใช่แค่เครื่องมือทุ่นแรง แต่มันคือเวทมนตร์สำหรับนักบัญชีและเจ้าของกิจการ
ความสำเร็จของ VisiCalc รุนแรงมากจนเกิดคำศัพท์ใหม่ในวงการไอทีว่า Killer App
มันหมายถึงซอฟต์แวร์ที่มีประโยชน์มากจนผู้คนยอมควักเงินซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ราคาแพง เพียงเพื่อจะใช้โปรแกรมนี้
ในตอนนั้น เครื่อง Apple II มีราคาสูงลิ่ว แต่ยอดขายกลับพุ่งกระฉูดเพราะนักธุรกิจต้องการซื้อมาเพื่อรัน VisiCalc
Steve Jobs เองก็ยังเคยยอมรับว่า VisiCalc คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ Apple II ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลในช่วงเริ่มต้น
ภายในเวลาไม่กี่ปี VisiCalc ขายไปได้กว่า 200,000 ชุด สร้างรายได้ค่าลิขสิทธิ์ให้ผู้สร้างถึง 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดูเหมือนเส้นทางนี้จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ในโลกธุรกิจ เมื่อมีเงินก้อนโตวางอยู่ตรงหน้า ความขัดแย้งมักจะตามมาเสมอ
Daniel Fylstra ผู้จัดจำหน่าย เริ่มรู้สึกว่าชื่อบริษัทของเขา Personal Software มันดูเล็กเกินไปสำหรับความยิ่งใหญ่นี้
เขาจึงเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น VisiCorp เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของแบรนด์ Visi อย่างเต็มตัว
แต่เบื้องหลังความสำเร็จ รอยร้าวระหว่าง ผู้สร้าง และ ผู้ขาย เริ่มขยายใหญ่ขึ้น
VisiCorp ฟ้องร้อง Software Arts เรียกค่าเสียหายมหาศาล โดยอ้างว่าผู้สร้างส่งมอบงานอัปเดตล่าช้า
ส่วน Software Arts ก็ฟ้องกลับว่า VisiCorp ไม่ตั้งใจขายของอย่างเต็มที่
ระหว่างที่ยักษ์สองตัวกำลังกัดกันเอง พวกเขาหารู้ไม่ว่า ประตูแห่งหายนะกำลังเปิดต้อนรับคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด
คู่แข่งคนนี้ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็นอดีตลูกจ้างที่ชื่อว่า Mitch Kapor
Mitch Kapor เป็นตัวละครที่น่าสนใจมากในประวัติศาสตร์นี้
เขาไม่ใช่โปรแกรมเมอร์จ๋าๆ แต่เป็นนักเรียนบริหารธุรกิจที่หลงใหลในคอมพิวเตอร์
เขาเคยเขียนโปรแกรมสร้างกราฟชื่อ VisiPlot ซึ่งเป็นโปรแกรมเสริมที่ช่วยเปลี่ยนตัวเลขใน VisiCalc ให้กลายเป็นแผนภูมิสวยงาม
VisiPlot ขายดีมาก สร้างรายได้ให้ Kapor เดือนละเป็นแสนดอลลาร์
แต่ปัญหาคือ การใช้งานมันยุ่งยากมาก
คุณต้องเปิด VisiCalc เพื่อทำข้อมูล เซฟใส่แผ่นดิสก์ ถอดแผ่นออก ใส่แผ่น VisiPlot โหลดข้อมูล ถึงจะสร้างกราฟได้
Mitch Kapor มองเห็นปัญหาและเสนอไอเดียกับผู้บริหารว่า ทำไมเราไม่รวมโปรแกรมคำนวณและโปรแกรมสร้างกราฟให้อยู่ในตัวเดียวกันเสียเลย
แต่เชื่อไหมว่า ทั้ง Software Arts และ VisiCorp กลับเมินเฉยต่อไอเดียนี้
พวกเขามั่นใจในตัวเองเกินไป และมองว่า Kapor ไม่มีพื้นฐานเทคนิคที่ลึกซึ้งพอที่จะเข้าใจระบบ
เมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง Mitch Kapor จึงตัดสินใจขายสิทธิ์ใน VisiPlot ให้กับ VisiCorp แลกกับเงินก้อนโต 1.2 ล้านดอลลาร์
พร้อมกับเซ็นสัญญาที่มีเงื่อนไขว่า ห้าม Kapor ทำโปรแกรมมาแข่งกับ VisiCorp
แต่… ในสัญญานั้นมีช่องโหว่อยู่จุดหนึ่ง
อาจจะเป็นเพราะความประมาท หรือความชะล่าใจของ VisiCorp ที่คิดว่าตัวเองครองตลาดเบ็ดเสร็จแล้ว
ในเอกสารแนบท้ายสัญญา มีข้อยกเว้นระบุว่า Kapor สามารถทำผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์นั้นถูกอธิบายไว้คร่าวๆ
แต่นั่นคือพิมพ์เขียวของ สเปรดชีตยุคใหม่ ที่จะกลับมาล้างบางเจ้านายเก่า
เมื่อหลุดพ้นจากพันธนาการ Mitch Kapor นำเงินที่ได้ไปก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Lotus Development Corporation
จังหวะเวลาของ Kapor นั้นสมบูรณ์แบบ
เพราะในปี 1981 ยักษ์ใหญ่สีฟ้าอย่าง IBM ได้กระโดดลงมาเล่นตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ IBM PC
IBM PC นั้นทรงพลังกว่า Apple II มาก มันเป็นคอมพิวเตอร์แบบ 16-bit และมีหน่วยความจำมากกว่าเดิมถึง 10 เท่า
ในขณะที่ VisiCalc มัวแต่วุ่นวายกับการฟ้องร้อง และทำแค่การแปลงโปรแกรมเดิมๆ มาลงเครื่องใหม่โดยไม่ได้ใช้ศักยภาพของเครื่อง IBM อย่างเต็มที่
Mitch Kapor และทีมงาน กลับเลือกที่จะสร้างโปรแกรมใหม่จากศูนย์
เป้าหมายของเขาคือการรีดประสิทธิภาพของ IBM PC ออกมาทุกหยด
เขาตั้งชื่อโปรแกรมนี้ว่า Lotus 1-2-3
ทำไมต้อง 1-2-3
เพราะมันรวม 3 ฟังก์ชันเด็ดไว้ในโปรแกรมเดียว คือ ตารางคำนวณ การสร้างกราฟ และฐานข้อมูลเบื้องต้น
เดือนมกราคม ปี 1983 ทันทีที่ Lotus 1-2-3 วางจำหน่าย มันเปรียบเสมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ทิ้งลงกลางตลาด
โปรแกรมทำงานเร็วกว่า สวยกว่า สร้างกราฟได้ในตัว และใช้งานง่ายกว่าคู่แข่งแบบเทียบไม่ติด
ยอดขายของ Lotus 1-2-3 พุ่งทะยานจนแซงหน้า VisiCalc ในพริบตา
ผลลัพธ์คือ VisiCorp บริษัทที่เคยเป็นเจ้าตลาด ต้องล่มสลายลงอย่างรวดเร็วจากยอดขายที่หดหาย
สุดท้าย Lotus ก็ได้เข้ามาซื้อกิจการที่เหลืออยู่ของ VisiCorp และสั่งยุติการขาย VisiCalc ทันที
นี่คือการปิดฉากผู้บุกเบิกรายแรกอย่างถาวร และสถาปนาให้ Lotus 1-2-3 กลายเป็นราชันย์องค์ใหม่แห่งโลก Spreadsheet ตลอดช่วงทศวรรษ 1980
ดูเหมือนว่า Lotus จะครองโลกได้ยาวนาน และไม่มีใครมาล้มล้างได้
แต่ประวัติศาสตร์ธุรกิจสอนเราเสมอว่า ผู้ชนะมักจะหลงระเริง และประมาทคลื่นลูกใหม่
ในช่วงปลายยุค 80 โลกคอมพิวเตอร์กำลังจะเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่อีกครั้ง
จากยุคของหน้าจอสีดำ ตัวหนังสือสีเขียว ที่ต้องพิมพ์คำสั่งทีละบรรทัด
เข้าสู่ยุคของ กราฟิกยูสเซอร์อินเทอร์เฟซ หรือ GUI ที่ใช้เมาส์คลิกไอคอน ซึ่งนำทัพโดย Apple Macintosh และตามมาด้วย Microsoft Windows
Lotus ในตอนนั้น มั่นใจในบัลลังก์ของตัวเองมาก
พวกเขายังคงมุ่งเน้นพัฒนาโปรแกรมบนระบบเดิมอย่าง MS-DOS และมองว่าระบบกราฟิกเป็นแค่ของเล่นที่กินทรัพยากรเครื่อง
แต่นั่นคือการเปิดช่องว่างให้กับชายหนุ่มที่ชื่อ Bill Gates
Microsoft ซุ่มพัฒนาโปรแกรม Spreadsheet ของตัวเองมานานแล้ว
เดิมทีพวกเขาเคยมีโปรแกรมชื่อ Multiplan แต่ก็สู้ความแข็งแกร่งของ Lotus ไม่ได้
Bill Gates จึงตัดสินใจเดิมพันครั้งใหม่ เขาเห็นว่าอนาคตคือระบบกราฟิกแน่นอน
แทนที่ Microsoft จะรีบเข็นโปรแกรมมาแข่งบน DOS ให้เจ็บตัวเปล่าๆ
พวกเขาเลือกยุทธศาสตร์ ป่าล้อมเมือง โดยการไปสร้าง Spreadsheet บนเครื่อง Macintosh ของ Steve Jobs ก่อน
เพื่อเรียนรู้และทดลองตลาดระบบกราฟิก โดยที่คู่แข่งอย่าง Lotus ยังไม่ทันระวังตัว
โปรแกรมนั้นมีชื่อว่า Excel เปิดตัวครั้งแรกบน Mac ในปี 1985
Excel บน Mac ได้รับคำชมอย่างมาก มันใช้งานง่าย มีกราฟิกสวยงาม และใช้เมาส์ลากคลุมเซลล์ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกใหม่มากในตอนนั้น
และเมื่อ Microsoft มั่นใจแล้ว พวกเขาก็เปิดตัว Windows และนำ Excel มาลงในระบบปฏิบัติการของตัวเองในปี 1987
ในขณะที่ Excel กำลังวิ่งฉิวด้วยกราฟิกสวยงามที่ผู้คนเริ่มหลงรัก
Lotus กลับกำลังสะดุดขาตัวเองอย่างหนัก
ทีมพัฒนาของ Lotus พยายามจะเขียนโค้ดโปรแกรมใหม่ด้วยภาษา C เพื่อให้พอร์ตไปลงเครื่องอื่นได้ง่าย แต่กระบวนการนี้ล่าช้ากว่ากำหนดเป็นปี
แถมเมื่อออกมาแล้ว โปรแกรมยังใหญ่เทอะทะ กินสเปกเครื่อง จนต้องแตกผลิตภัณฑ์ออกเป็นหลายเวอร์ชัน สร้างความสับสนให้ลูกค้า
ซ้ำร้าย ผู้บริหาร Lotus ยังตัดสินใจผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่
พวกเขาไปเดิมพันกับระบบปฏิบัติการ OS/2 ของ IBM ซึ่งสุดท้ายแล้วพ่ายแพ้ให้กับ Windows อย่างราบคาบ
เมื่อโลกธุรกิจเปลี่ยนมาใช้ Windows กันหมด Lotus 1-2-3 ก็กลายเป็นเหมือนไดโนเสาร์ที่ปรับตัวไม่ทัน
ผู้ใช้งานพบว่า Excel บน Windows นั้นทำงานได้ลื่นไหลกว่า สวยกว่า และที่สำคัญ มันมาพร้อมกับชุดโปรแกรมอื่นๆ ใน Office
ส่วนแบ่งการตลาดของ Lotus ถูก Microsoft กัดกินไปเรื่อยๆ
จากเจ้าตลาดที่ผูกขาด กลายเป็นผู้ตาม และสุดท้ายก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำ
จนกระทั่ง IBM ซึ่งเข้าซื้อ Lotus ในเวลาต่อมา ประกาศยุติการสนับสนุน Lotus 1-2-3 อย่างเป็นทางการในปี 2013
เป็นการปิดตำนานซอฟต์แวร์ที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตัวหนึ่งอย่างสมบูรณ์
เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นสัจธรรมของโลกธุรกิจได้เป็นอย่างดี
VisiCalc คือผู้บุกเบิกที่สร้างนวัตกรรม แต่พังทลายเพราะความขัดแย้งภายในและการบริหารที่ผิดพลาด
Lotus 1-2-3 คือผู้ท้าชิงที่สร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่า แต่ล่มสลายเพราะยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ และปรับตัวไม่ทันเทคโนโลยี
ส่วน Excel คือผู้ที่มาทีหลัง แต่มองเห็นอนาคต และอดทนรอจังหวะที่เหมาะสม
Bill Gates ไม่ได้รีบร้อนที่จะเอาชนะในสมรภูมิที่ตัวเองเสียเปรียบ แต่เขาเลือกไปสร้างฐานทัพใหม่ในดินแดนที่คู่แข่งมองข้าม
ปัจจุบัน Excel กลายเป็นซอฟต์แวร์สามัญประจำเครื่องที่มีผู้ใช้งานหลายร้อยล้านคนทั่วโลก
มันเป็นเครื่องมือที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในแบบที่เราอาจคาดไม่ถึง
และถึงแม้ว่าวันนี้จะมีคู่แข่งหน้าใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้ง Google Sheets หรือโปรแกรมคำนวณอื่นๆ
แต่ Excel ก็ยังคงยืนหยัดเป็นราชาแห่งตารางคำนวณมาได้อย่างยาวนานหลายทศวรรษ
บทเรียนจากสงครามตารางคำนวณครั้งนี้ บอกเราว่า…
การเป็น ผู้มาก่อน อาจทำให้คุณได้เปรียบในช่วงเริ่มต้น
การมี ผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่า อาจทำให้คุณครองตลาดได้ในช่วงเวลาหนึ่ง
แต่มีเพียงการ ปรับตัว และ มองเห็นอนาคต เท่านั้น ที่จะทำให้คุณเป็นผู้ชนะในระยะยาว
References : [bricklin, computerhistory, arstechnica, technologizer, ibm]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/spreadsheet-war/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา