10 ก.พ. เวลา 06:23 • ความคิดเห็น
การเมืองเหมือนอุตสาหกรรมขายยา
...
ระบบอุปถัมภ์​เหมือนยาแผนโบราณที่ชาวบ้านใช้มาหลายชั่วอายุคนมีผลจับต้องได้ เครือข่ายอุปถัมภ์​เป็นเหมือนโครงข่ายขายตรงแบบเอ็มแอลเอ็มหลายชั้น
พรรคการเมืองเป็นบริษัทขายยา
นักการเมืองก็เป็นแค่เซลส์ขายยาที่สามารถย้ายไปมาตามผลตอบแทน คอรัปชั่นในระบบไม่มี เพราะมีแต่คอมมิสชั่นในแต่ละดับชั้น
วันดีคืนดี
มีเซลส์กลุ่มใหม่จัดตั้งบริษัทใหม่หวังนำยาฝรั่งเข้ามา โดยอ้างอันตรายของยาแบบเดิม เคลมยาตัวใหม่โดยไม่มีผลทดลองทางคลินิกที่มากพอ ใช้เครือข่ายโซเชียลมีเดีย ขายตรงให้ผู้ใช้แบบโปรซูเมอร์ ที่ผู้บริโภคสามารถเป็นเซลส์แบบไม่มีผลตอบแทน
ด้วยต้นทุนถูกกว่า เผยแพร่ผลสำฤทธิ์ แบบปากต่อปาก ทั้งที่อาจเป็นผลจากพลาซิโบวเอฟเฟ็ค​ เครือข่ายก็ขยายขึ้นรวดเร็วต้นทุนต่ำ
อุตสาหกรรมและโครงข่ายจัดจำหน่ายแบบเดิมก็สะเทือน
มากน้อยขึ้นกับความสามารถในการขยายโคร่งข่ายแบบใหม่ที่พึ่งพาโซเชียลมีเดีย แบบไม่มีคอมมิสชั่น
และการโต้กลับของโครงข่ายแบบเดิม ที่สามารถรวบเซลส์ขายยาเป็นกลุ่มก้อน แบบเลิกทะเลาะกันเอง จนมีอำนาจควบรวมและควบคุมโครงข่ายดั้งเดิมให้มั่นคง
คนป่วยที่ต้องการยาเท่านั้นเป็นคำตอบว่าโครงข่ายแบบใดจะได้รับการนิยมมากกว่า โดยมีองค์ความรู้เรื่องประโยชน์และผลข้างเคียงของยาสองแบบเป็นจุดเปลี่ยนเกมส์ แต่ใครเป็นผู้ให้ความรู้ ในเมื่อคนมีความรู้สนใจเฉพาะยาที่ตนเองเชื่อถือ บางครั้ง​ถึงขั้นกล่าวหาด้อยค่าคนป่วยที่บริโภคยาต่างไปจากที่ตนเองเชื่อ
ถ้าคนมีความรู้
พยายามมองคนป่วยว่าเป็นคนป่วย
เข้าใจข้อจำกัด ความสามารถในการเข้าใจ เข้าถึง ความจำเป็น จำใจ ผูกใจ ของคนป่วยแต่ละกลุ่ม และตระหนักได้ว่าตนเองก็อาจเป็นเพียงคนป่วยคนนึง ตั้งหน้าตั้งแต่เรียนรู้และถ่ายทอดทอดองค์ความรู้ให้แก่กันและกัน
สักวันคนป่วยจะตื่นรู้และเข้าใจได้ว่า ยาไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด แต่เป็นสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เขาหายจากโรคต่างหาก
1
โฆษณา