10 ก.พ. เวลา 08:53 • การศึกษา

บัตรเขย่ง ปัญหาแค่ตัวเลข หรือสัญญาณเตือนของระบบ?

ระหว่างที่ผู้เขียนเล่นเน็ตเพลินๆ ก็เห็นข่าวเรื่องบัตรเขย่งในการเลือกตั้งปี 2562 จากไทยรัฐ
ผู้มาใช้สิทธิ์ 38,268,375 คน บัตรที่ใช้ 38,268,366 ใบ บัตรเขย่ง 9 ใบ ... กกต. อธิบายว่า บัตรเขย่ง คือบัตรที่ผู้มาใช้สิทธิ รับไปแล้วไม่นำไปลงคะแนน เนื่องจากอาจเกิดปัญหา เช่น รอคิวนาน ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้จากหน่วยเลือกตั้ง 92,000 หน่วย
https://www.facebook.com/share/p/1BUWbGcvS2/
บัตรเขย่งไม่ใช้คำศัพท์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นคำร่วมสมัยที่ใช้เรียกกรณีที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ถูกนับจริงไม่เท่ากัน โดยทั่วไปหมายถึงสถานการณ์ที่มีผู้มารับบัตรเลือกตั้งแล้ว แต่บัตรนั้นไม่ปรากฏอยู่ในหีบตอนนับคะแนน หรือในบางกรณีตัวเลขบัตรอาจมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ เป็นคำอธิบายเชิงปฏิบัติที่ใช้สื่อสารถึงความคลาดเคลื่อนของตัวเลขในระดับหน่วยเลือกตั้ง
ประเด็นแรกที่ทำให้ผู้เขียนอ่านต่อ คือการมองเฉพาะผลสุทธิของตัวเลขขาดและเกิน แล้วสรุปภาพรวมจากตัวเลขสุดท้ายเพียงค่าเดียว วิธีนี้สะดวกต่อการสื่อสาร แต่ในเชิงวิเคราะห์ระบบถือว่าลดทอนข้อมูลจำนวนมาก เพราะการหักลบกันของค่าบวกและค่าลบไม่ได้ทำให้เหตุการณ์ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจริงหายไป หากหน่วยหนึ่งขาดและอีกหน่วยหนึ่งเกิน แม้ผลสุทธิรวมเป็นศูนย์ แต่ในเชิงกระบวนการได้เกิดความคลาดเคลื่อนแล้วหลายครั้ง ซึ่งสะท้อนความไม่เสถียรของระบบมากกว่าที่ตัวเลขสุทธิบอก
ในการควบคุมคุณภาพ มักแยกชัดระหว่าง ค่าเฉลี่ยหรือผลรวมสุทธิ กับ ความแปรปรวนและการกระจายตัว เพราะระบบที่มีค่าเฉลี่ยปกติอาจซ่อนความผันผวนสูงไว้ภายในได้ การพิจารณาเฉพาะผลสุทธิเท่ากับมองเฉพาะค่าเฉลี่ย แต่ละเลยการกระจายตัวของความผิดพลาด ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการวินิจฉัยปัญหาเชิงโครงสร้าง
เมื่อเชื่อมกับการออกแบบกระบวนการ การใช้ผลสุทธิเป็นตัวชี้วัดหลักอาจทำให้แรงจูงใจหรือแรงกดดันในการปรับปรุงระบบลดลง เพราะตัวเลขรวมดูไม่ผิดปกติ ทั้งที่ระดับปฏิบัติการยังมีความคลาดเคลื่อนเกิดซ้ำ การประเมินที่รอบด้านกว่าควรดูผลรวมแบบค่าสัมบูรณ์ จำนวนหน่วยที่มีความคลาดเคลื่อน และรูปแบบการกระจายของความต่าง วิธีนี้ทำให้เห็นภาระความผิดพลาดจริงที่ระบบต้องรับ ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ที่ถูกหักล้างทางคณิตศาสตร์
เมื่อพิจารณาบัตรเขย่งในฐานะความคลาดเคลื่อนของข้อมูล เพิ่มเติมจากประเด็นตัวเลขทางการเมือง จะเห็นว่าปรากฏการณ์นี้เชื่อมโยงโดยตรงกับศาสตร์ด้านการออกแบบกระบวนการและการควบคุมคุณภาพ เพราะตัวเลขผู้มาใช้สิทธิและจำนวนบัตรคือข้อมูลผลผลิตของระบบเลือกตั้ง หากผลผลิตไม่สอดคล้องกัน ย่อมสะท้อนบางอย่างในโครงสร้างหรือการทำงานของกระบวนการต้นทาง
ทุกระบบที่มีหลายขั้นตอนต่อเนื่องจะมีโอกาสเกิดความแปรปรวนเสมอ คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะทำให้ความคลาดเคลื่อนเป็นศูนย์ได้หรือไม่ แต่คือออกแบบอย่างไรให้ความคลาดเคลื่อนอยู่ในขอบเขตที่คาดการณ์ได้ ตรวจจับได้ และไม่บิดเบือนผลลัพธ์รวม แนวคิดนี้สอดคล้องกับการควบคุมคุณภาพเชิงสถิติที่มองความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ต้องบริหารจัดการ ไม่ใช่เพียงกำจัดเป็นรายเหตุการณ์
เมื่อพิจารณาปัญหาของบัตรเขย่งผ่านมุมมอง design thinking ประเด็นจะขยับไปสู่ประสบการณ์ของคนในระบบ เพราะทุกขั้นตอนของการเลือกตั้ง คือ รับบัตร จ่ายบัตร ทำเครื่องหมาย หย่อนบัตร นับ บันทึกผล และการสื่อสาร ล้วนมีมนุษย์เป็นผู้ปฏิบัติ ความคลาดเคลื่อนที่เกิดอาจไม่ได้เกิดจากเจตนา แต่เกิดจากข้อจำกัดด้านเวลา ภาระงาน ความซับซ้อนของขั้นตอนภายใต้แรงกดดัน หรือแบบฟอร์มที่ใช้งานยากด้วย
อีกมิติที่สำคัญคือ การมองความคลาดเคลื่อนไม่ใช่เพียงสิ่งที่ต้องอธิบายหรือปกป้อง แต่เป็นข้อมูลสำหรับการเรียนรู้ของระบบ ในการพัฒนากระบวนการ ความผิดพลาดหนึ่งครั้งมีคุณค่าในฐานะ feedback หากระบบสามารถเก็บ บันทึก และวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ จุดเน้นจึงไม่ใช่แค่ทำให้เหตุการณ์หนึ่งจบไป แต่ทำให้ความรู้จากเหตุการณ์นั้นถูกนำไปลดโอกาสเกิดซ้ำในอนาคต … หรือไม่
โฆษณา