เมื่อวาน เวลา 12:01 • ธุรกิจ

ศึกชิงบัลลังก์ Presentation ทำไม PowerPoint ถึงฆ่า Harvard Graphics ได้ราบคาบ?

รู้หรือไม่ว่า ทุกวันนี้มีผู้นำเสนอผลงานผ่านโปรแกรม PowerPoint มากกว่า 30 ล้านครั้งต่อวัน…
แต่เชื่อไหมว่า หนึ่งในซอฟต์แวร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์โลกธุรกิจตัวนี้ เกือบจะไม่ได้เกิดขึ้นมาบนโลก
และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ เจ้าของเดิมของมันไม่ใช่ Microsoft
ย้อนกลับไปในปี 1984 โลกกำลังตื่นเต้นกับการเปิดตัว Macintosh ของ Apple
คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกำลังเริ่มเข้ามามีบทบาทในบ้านและสำนักงาน
แต่ในมุมมืดของห้องประชุมบริษัทใหญ่ๆ ทั่วอเมริกา พนักงานยังคงต้องทำงานด้วยความยากลำบาก…
ในยุคนั้น การเตรียมข้อมูลเพื่อนำเสนอในที่ประชุม ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการคลิกเมาส์ไม่กี่ที
หากคุณเป็นผู้บริหารในยุค 80 การจะทำสไลด์สักชุดเพื่อเสนอลูกค้า คุณต้องพึ่งพาแผนกศิลปกรรม หรือ Art Department
กระบวนการทั้งหมดคือการวาด เขียน ตัด และแปะ ลงบนกระดาษหรือแผ่นใส
ถ้ามีตัวเลขผิดแม้แต่จุดเดียว นั่นหมายความว่าต้องเริ่มวาดใหม่ทั้งหมด หรือต้องใช้มีดโกนขูดตัวเลขเดิมออกอย่างระมัดระวัง
ความวุ่นวายนี้กินเวลาและทรัพยากรของบริษัทไปมหาศาล…
ศาสตราจารย์ Humin Tong จาก MIT Sloan School ได้สังเกตเห็นปัญหานี้
1
เขาพบความจริงที่น่าตกใจว่า ผู้บริหารระดับสูงใช้เวลาทำงานกว่า 80% ไปกับการเตรียมข้อมูลเพื่อการประชุม
แทนที่จะเอาสมองไปคิดกลยุทธ์บริหาร พวกเขากลับต้องมาเสียเวลากับการจัดการกระดาษและแผ่นใส
Humin Tong จึงเกิดไอเดียว่า ทำไมเราไม่ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยแก้ปัญหานี้
เขาจึงสร้างซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า ExecuVision ขึ้นมา
นี่คือบรรพบุรุษของโปรแกรมนำเสนอผลงาน ที่ทำให้คนเพียงคนเดียวสามารถสร้างกราฟิกและสไลด์ได้โดยไม่ต้องง้อฝ่ายศิลป์…
แม้ว่า ExecuVision จะดูเหมือนนวัตกรรมเปลี่ยนโลก แต่ราคามันสูงถึง 400 ดอลลาร์สหรัฐ
แถมถ้าอยากได้รูปภาพประกอบสวยๆ ก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 90 ดอลลาร์ เพื่อซื้อแผ่นดิสก์แยกต่างหาก
ด้วยราคาที่สูงและเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ที่ยังตามไม่ทัน ทำให้ ExecuVision ล้มหายตายจากไปในเวลาไม่นาน
ทิ้งให้บัลลังก์แห่งวงการซอฟต์แวร์นำเสนอว่างลง…
เมื่อผู้บุกเบิกล้มลง ก็ถึงเวลาของผู้ท้าชิงรายใหม่
ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ตลาดนี้ถูกยึดครองโดยยักษ์ใหญ่สองราย
รายแรกคือ Harvard Graphics ซอฟต์แวร์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่ง
ด้วยชื่อที่ฟังดูน่าเชื่อถือและฟังก์ชันที่ตอบโจทย์นักธุรกิจ มันจึงกลายเป็นมาตรฐานของวงการ
รายที่สองคือ Lotus Freelance Graphics จากค่าย Lotus Development
ซึ่งโด่งดังมาจากการเป็นคู่บุญของโปรแกรมตารางคำนวณยอดฮิตอย่าง Lotus 1-2-3…
ดูเหมือนว่าสงครามนี้จะเป็นเรื่องของสองยักษ์ใหญ่ที่ผลัดกันรุกผลัดกันรับ
แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า ภัยคุกคามที่แท้จริงกำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในบริษัทสตาร์ทอัพเล็กๆ แห่งหนึ่ง
เรื่องราวที่น่าสนใจคือ จุดเริ่มต้นของภัยคุกคามนี้ ไม่ได้มาจาก Microsoft แต่มาจากคนของ Apple
ย้อนกลับไปช่วงต้นยุค 80 หลังจากความสำเร็จของ Apple II
Steve Jobs ได้หันไปทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้กับโปรเจกต์ใหม่อย่าง Macintosh
เขาเชื่อมั่นในระบบกราฟิกที่สวยงามและการใช้เมาส์ จนละเลยทีมงานเก่าที่ดูแล Apple II และ Apple III…
การถูกเจ้านายมองข้าม ทำให้ Tyler Pohlman และ Rob Campbell สองผู้บริหารของ Apple รู้สึกอึดอัด
พวกเขามองว่าอยู่ต่อไปก็ไร้อนาคต จึงตัดสินใจลาออกมาก่อตั้งบริษัทของตัวเองชื่อว่า Forethought
เป้าหมายของ Forethought คือการนำระบบกราฟิกที่สวยงามแบบ Apple มาสู่เครื่อง PC ทั่วไป
พวกเขาได้จ้าง Robert Gaskins อัจฉริยะด้านภาษาศาสตร์และคอมพิวเตอร์เข้ามาร่วมทีม
Robert Gaskins มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองข้าม…
เขาตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องพิมพ์สไลด์ออกมาบนแผ่นใส ทำไมเราไม่จัดเรียงและนำเสนอมันบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เลย
เขาเรียกโปรเจกต์นี้ว่า Presenter
แต่เส้นทางของสตาร์ทอัพไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ
Forethought ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เพราะรอให้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์พัฒนาตามทันซอฟต์แวร์ของพวกเขา
จนสุดท้าย พวกเขาต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเอง กลับไปพัฒนาโปรแกรมนี้ลงบนเครื่อง Macintosh ของ Apple แทน
เพราะในเวลานั้น มีเพียง Mac เท่านั้นที่มีระบบกราฟิกดีพอที่จะรันโปรแกรมของพวกเขาได้…
ในเดือนเมษายน ปี 1987 ซอฟต์แวร์ที่ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น PowerPoint 1.0 ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
ทันทีที่เปิดตัว มันสร้างปรากฏการณ์ยอดขายถล่มทลายในหมู่ผู้ใช้ Mac
ข่าวความสำเร็จนี้ลอยไปเข้าหูของ Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft
ในตอนแรก Bill Gates ไม่ได้สนใจซอฟต์แวร์ตัวนี้เลยแม้แต่น้อย
เขามองว่า PowerPoint ก็แค่ฟีเจอร์เล็กๆ ที่ควรจะยัดรวมไว้ใน Microsoft Word เท่านั้น
ไม่มีความจำเป็นต้องแยกออกมาขายเป็นโปรแกรมเดี่ยวๆ…
แต่เมื่อเห็นตัวเลขยอดขายและความเป็นไปได้ทางธุรกิจ Bill Gates ก็เปลี่ยนความคิดทันที
ทีมงาน Microsoft รีบบินไปเจรจาขอซื้อกิจการ Forethought
การเจรจาเป็นไปอย่างดุเดือด Forethought ปฏิเสธข้อเสนอแล้วข้อเสนอเล่า
จนกระทั่ง Microsoft ยอมทุ่มเงินก้อนโตถึง 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปิดดีลนี้
นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ Microsoft ยอมควักเงินมหาศาลขนาดนี้เพื่อซื้อบริษัทอื่น
แต่การซื้อกิจการเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามครั้งใหม่…
เพราะในเวลานั้น PowerPoint ยังเป็นเพียงมดตัวเล็กๆ เมื่อเทียบกับช้างสารอย่าง Harvard Graphics
Microsoft ใช้เวลาถึง 3 ปีในการซุ่มพัฒนา PowerPoint เวอร์ชันสำหรับ Windows
ในช่วงเวลานั้น ยอดขายของ PowerPoint ก็ลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ได้หวือหวา
เพราะฐานลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงใช้คอมพิวเตอร์ระบบ DOS ที่เป็นจอสีดำตัวหนังสือสีเขียว
ซึ่ง Harvard Graphics ครองตลาดส่วนนี้อยู่อย่างเหนียวแน่น…
จุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์บทนี้ เกิดขึ้นในปี 1990
เมื่อ Microsoft ตัดสินใจงัดกลยุทธ์ไม้ตายออกมาใช้ นั่นคือ “Bundling Strategy”
หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า “การขายพ่วง”
Bill Gates และทีมงานตัดสินใจสร้างชุดซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า Microsoft Office ขึ้นมา
โดยจับเอา Word, Excel และ PowerPoint มามัดรวมขายในกล่องเดียว
ด้วยราคาเพียง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ…
ฟังดูเหมือนแพง แต่ถ้าเทียบกับสมัยก่อนที่ต้องซื้อโปรแกรมแยกทีละตัว ตัวละ 500 ดอลลาร์
การซื้อ Microsoft Office จึงคุ้มค่ากว่ามาก
กลยุทธ์นี้เหมือนการแจก PowerPoint ให้ลูกค้าใช้ฟรีๆ ไปพร้อมกับ Word และ Excel
คู่แข่งอย่าง Harvard Graphics และ Lotus Freelance ถึงกับไปไม่เป็น
พวกเขาเป็นซอฟต์แวร์แบบ Standalone ที่ขายแยกเดี่ยวๆ จึงไม่สามารถสู้เรื่องราคากับ Microsoft ได้
หนำซ้ำ Harvard Graphics ยังปรับตัวช้าเกินไปในการย้ายมาสู่แพลตฟอร์ม Windows
พวกเขายังคงยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ บนระบบ DOS นานเกินไป…
ในขณะที่โลกธุรกิจกำลังหมุนเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของ Windows ที่มีหน้าต่างและไอคอนสวยงาม
PowerPoint ที่ถูกพัฒนามาเพื่อ Windows โดยเฉพาะ จึงมีความได้เปรียบมหาศาล
หน้าตาที่ใช้งานง่าย และเข้ากันได้ดีกับ Excel ทำให้ผู้คนเริ่มเทใจมาใช้ PowerPoint
จากส่วนแบ่งตลาดที่เป็นรอง ในปี 1992 PowerPoint สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดมาได้ถึง 63%
และในปี 1993 ตัวเลขนั้นก็พุ่งขึ้นไปเป็น 78%…
Harvard Graphics และ Lotus ค่อยๆ หมดลมหายใจและตายจากไปจากความทรงจำของผู้คน
ส่วน Microsoft ก็ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าตลาดแบบผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว
จนถึงปัจจุบัน ส่วนแบ่งตลาดของ PowerPoint ทั่วโลกยังคงสูงกว่า 95%
สุดท้ายเรื่องราวนี้มันบอกอะไรเรา?
ข้อแรกคือ นวัตกรรมที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่ผู้ชนะเสมอไป หากขาดกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เฉียบคม
PowerPoint อาจไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดในวันแรก แต่การมัดรวมขายใน Microsoft Office คืออาวุธที่ใช้ฆ่าคู่แข่ง
ข้อสองคือ จังหวะเวลา หรือ Timing เป็นเรื่องสำคัญที่สุด
หาก Forethought ไม่ตัดสินใจขายบริษัทในวันนั้น หรือถ้า Bill Gates ยังคงดื้อดึงไม่ยอมซื้อ
วันนี้เราอาจจะไม่ได้ใช้ PowerPoint ในการนำเสนองานก็เป็นได้…
และข้อสุดท้ายคือ การยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ คือหายนะ
Harvard Graphics ที่เคยยิ่งใหญ่ ต้องล่มสลายเพราะปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์ม
จากยุคของกระดาษและกาว สู่ยุคของสไลด์ดิจิทัล
PowerPoint ได้พิสูจน์แล้วว่า มันไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือวัฒนธรรมการสื่อสารของคนทำงานทั่วโลก
และแม้ว่าวันนี้จะมีเครื่องมือใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย
แต่ตำนานการต่อสู้เพื่อแย่งชิงพื้นที่บนหน้าจอห้องประชุมครั้งนี้
จะยังคงเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกของโลกธุรกิจตลอดไป…
References : [robertgaskins, computerhistory, nytimes, wired, medium]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา